ไม้ผลัดใจ ในทุ่งดอกกระเจียว

ท่องเที่ยวทั่วไทย

ฉันเชื่อว่า...ทุกการเดินทางจะเปลี่ยนแปลงเราเสมอ อาจเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนที่เราได้พบหรือภาพที่เราได้เห็น การเปลี่ยนแปลงนั้นก็เหมือนกับไม้ผลัดใบ ที่ไม่ได้บอกเพียงการเปลี่ยนผ่านของวันเวลา แต่บอกด้วยว่า เราได้เติบโตขึ้นแล้ว

บางภาพและการเปลี่ยนแปลงนั้น อาจหม่นเศร้าไปบ้าง แต่ฉันก็ได้พบการเปลี่ยนแปลงในบางส่วนของใจนั้นแล้ว กับก้าวย่างของความรู้สึกที่เร่งให้ใจเติบโตขึ้นอย่างเป็นจังหวะ...ที่ชัยภูมิ

๑. ไปชัยภูมิ

"ไปชัยภูมิกันมั้ย ไปทุ่งดอกกระเจียว"

จู่ๆเฮียก็ถามฉันขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย แถมยังกำหนดระยะเวลาให้ฉันให้คำตอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เฮียเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยของฉัน เฮียมีชื่ออื่น แต่เพื่อนหลายคนมักเรียกเขาว่า "เฮีย" ด้วยความที่เขาอายุมากกว่า เฮียกับฉันสนิทกันระดับหนึ่ง ระดับที่รู้ว่าต่างเป็นคนชอบเที่ยวเหมือนกัน แต่เราก็ยังไม่เคยร่วมทริปกันสักครั้ง

เช่นเดียวกับทุ่งดอกกระเจียว ฉันรู้จักเขาเมื่อนานมาแล้ว และรู้จักหน้าตาของเขาผ่านรูปถ่ายที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม และอื่นๆ แต่ฉันก็ไม่เคยไปหาเขาสักครั้ง...เพราะสำหรับฉัน ทุ่งดอกกระเจียวเหมือนจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเดียวที่น่าสนใจของชัยภูมิ แต่ถ้าให้เลือกจริงๆ ฉันจึงมักเลือกที่จะเดินทางไปที่อื่นที่เหมือนจะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่า...แต่ครั้งนี้แตกต่างเพราะเฮียเลือกมาแล้วว่าจะไปทุ่งดอกกระเจียว และสิ่งที่ฉันเลือกได้มีแค่ไป หรือไม่ไปเท่านั้น

แน่นอนว่าฉันไป ไม่มีเหตุผลอื่นใด นอกจากอยากรู้ว่าสิ่งที่คิดไปเองมาตลอดนั้น จริงหรือไม่?

๒. ที่พัก-ที่น่ารัก

เฮีย ขับรถมารับฉัน และน้องนุ่น (รุ่นน้องที่รู้จักกันกับฉันและเฮีย) ณ จุดนัดหมาย ตั้งแต่เช้าตรู่ เราขับรถไปตามทาง จากเมืองเข้าสู่ต่างเมือง และถนนก็สลับเส้นสายตามจุดมุ่งหมายสู่ชัยภูมิ การก่อสร้างทำให้ระบบนำทางมึนงง และหลงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ที่สุด เราก็มาถึงที่พักจนได้

"เส้นทาง @ LOVE" คือรีสอร์ทเล็กๆ น่ารัก ในชัยภูมิ ที่ฉันได้รับคำแนะนำมาจากรีสอร์ทชื่อดังชื่อหนึ่ง เพราะที่นั่นไม่ว่างในวันที่ฉันต้องการไป และเขาก็แนะนำที่นี่มาให้แทน...เห็นที่นี่แวบแรก ฉันนึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าจะเป็นที่พัก เพราะสไตล์การตกแต่งที่อบอุ่น น่ารัก ขณะเดียวกัน ก็มีความเก๋ไก๋ ชิกกะดูว้าวว (คำสร้อย ยืนยันความเก๋ไก๋ของที่นี่) ฉันถือโอกาสที่มาในช่วงวันธรรมดา และรีสอร์ทคนไม่เยอะเท่าไร รบกวนให้ "พี่บี" เจ้าของรีสอร์ท พาชมรีสอร์ททั้งภายนอกและภายใน พี่บีตอบรับคำขอของฉันด้วยความยินดี ที่สำคัญ พี่บียังพาประชาสัมพันธ์พิเศษอีก ๓ ตัว คือ วู้ดดี้ สุขใจ และไฮกุ มาทักทายทำความรู้จักกับพวกเราด้วย

พี่บีเล่าว่า "เส้นทาง @ LOVE" เกิดขึ้นจากการที่พี่บีกับแฟนหาที่วิ่งให้กับ "วู้ดดี้" สุนัขแสนรัก ที่พี่บีกับแฟนรักเลี้ยงเหมือนลูก และเมื่อได้มาที่ชัยภูมิก็เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีอากาศดีทั้งปี จึงซื้อไว้ โดยในช่วงแรกทำเป็นแค่เต๊นท์ ต่อมาจึงสร้างบ้านพักแต่ละหลังขึ้น และสร้างความพิเศษของบ้านทุกหลัง และห้องทุกห้อง ด้วยรูปแบบการก่อสร้างและตกแต่งที่แตกต่างกันไปในแต่ละหลัง นอกจากนั้นยังเป็นรีสอร์ทที่ยินดีต้อนรับสัตว์เลี้ยงแสนรักของนักท่องเที่ยว เส้นทาง @ LOVE จึงเป็นรีสอร์ทที่มีคนมาพักตลอดทั้งปี แม้จะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว เพราะการพักผ่อนที่นี่ก็ถือเป็นการท่องเที่ยวได้แล้วอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าเราต้องการพาคนในครอบครัวที่หมายรวมถึงสัตว์เลี้ยงมาพักผ่อนด้วย?สำหรับฉันแล้ว เสน่ห์ภายในรีสอร์ทที่อยู่ใต้ผืนฟ้าสวยนี่คือ บรรยากาศของความรัก?ในสัตว์เลี้ยง ทั้งตัวปลอม ที่ถูกประดับตกแต่งอยู่ทั่วรีสอร์ท และตัวจริง ที่วิ่งเล่นไปมา น่าสนุกสนาน อยู่ในพื้นที่กว้างอย่างร่าเริง

ชัยภูมิสร้างความชุ่มชื่นใจให้ฉันอย่างบอกไม่ถูก จนทำให้แรงเหนื่อยล้าจากการเดินทางกว่า ๕ ชั่วโมง หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อทริปชมดอกกระเจียวของเราอยู่ในวันรุ่งขึ้น ฉันและน้องนุ่น จึงรบเร้าให้เฮียพาไปเที่ยวที่อื่นก่อน พี่บีแนะนำทุ่งกังหันลม ให้พวกเรารู้จัก...และเฮียก็ใจดี (หรืออาจเป็นเพราะทนการรบเร้าไม่ได้) พาเรานั่งรถต่อไปชมวิวที่ทุ่งกังหันลม

๓. ทุ่งกังหันลม

เฮียขับรถมาเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ และเราก็ถึงที่หมายโดยไม่ต้องคาดเดา เพราะเห็นได้ชัดจากกังหันลมยักษ์ ที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า ทั้งสวยงามและน่าประหลาดใจ แม้จะห่างจากที่พักของฉันที่ชัยภูมิประมาณหนึ่ง แต่ความสวยงามที่ได้เห็นก็นับว่าคุ้มค่ากับการเดินทาง

ชื่ออย่างเป็นทางการของที่นี่คือ "โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม เวสต์ ห้วยบง ๒ และเวสต์ ห้วยบง ๓" หรือเรียกสั้นๆว่า "กังหันลมห้วยบง" ที่นี่อยู่ในเขตพื้นที่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่กว้างใหญ่ ประมาณ ๕,๐๐๐ ไร่ และกังหันลมขนาดยักษ์ที่เรียงรายอยู่ มีจำนวนเกือบร้อยต้น โครงการนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดเรื่อง "พลังงานลม" เพราะความที่พื้นที่นี้มีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูงง่ายต่อการขนส่งอุปกรณ์กังหันลมที่มีขนาดใหญ่ และเป็นพื้นที่ชุมชนชาวบ้านให้การสนับสนุนและมีทัศนคติที่ดีต่อโครงการฯ ส่วนหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมาอย่างพื้นที่นี้ จึงกลายเป็นโครงการที่กำลังพัฒนาด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

พวกเรา ๓ คน มาในวันที่ไม่มีใคร เมื่อมองจากจุดที่เราทั้งสามยืนอยู่ไป จึงเห็นแต่ทุ่งกังหันลมกว้างใหญ่สุดสายตา ที่นี่สวยงาม อลังการ อย่างที่อยากให้แนวคิดที่ดีในการทำโครงการนี้ เติบโตอย่างสวยงาม เช่นเดียวกับทิวทัศน์ของที่นี่

 

๔. ความประหลาดใจอย่างแรก

ฉันและเฮีย และน้องนุ่น กลับไปนอนพักอย่างแสนสุข อ่านหนังสือเกี่ยวกับสุนัขที่พี่บีเขียน และแจกให้แขกที่เข้าพักทุกห้องอย่างเพลินใจ ตั้งใจจะฝันหวานถึงทุ่งดอกกระเจียว ไม่ได้คิดถึงความผิดหวังที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าเลย

เราไปถึงอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม แต่เช้าตรู่ พอซื้อตั๋วเรียบร้อยก็มีรถจากเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นรถบริการสำหรับการเข้าชมที่นี่มารอรับ...ตอนแรกฉันว่าที่นี่ดูไม่พลุกพล่านเท่าที่คิด แต่เมื่อไปถึง "ผาสุดแผ่นดิน" กลับได้เห็นนักท่องเที่ยวหลากหลาย อยู่ประมาณหนึ่ง ค่อยยืนยันกับฉันได้หน่อยว่าฉันมาในเทศกาลท่องเที่ยวจริงๆ

จุดชมวิว "สุดแผ่นดิน" อยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ทำการอุทยานฯ เป็นแนวหน้าผาและชะง่อนหิน เป็นจุดสูงสุดบนเทือกเขาพังเหย ชื่อ "สุดแผ่นดิน" มาจาก ที่นี่คือเขตรอยต่อของ ๓ ภาค อันได้แก่

๑. แผ่นดินซีกทางอุทยานฯ เป็นเขตของ จังหวัดชัยภูมิ (ภาคอีสาน)

๒. แผ่นดินซีกทางตะวันตกของอุทยานฯ เป็นเขตของ จังหวัดลพบุรี (ภาคกลาง)

๓. แผ่นดินซีกทางเหนือของอุทยานฯ เป็นเขตของ จังหวัดเพชรบูรณ์ (ภาคเหนือ)

อากาศดี และวิวสวยๆ รวมถึงกลุ่มหมอกที่ลอยผ่านหน้า ทำให้ทุกคนเพลินใจกับการถ่ายรูป แต่กระนั้นคนก็ยังเยอะ จนฉันต้องแวบไปหาจุดถ่ายรูปมุมอื่น การแวบนี้ทำให้ฉันเห็นความน่าประหลาดใจอย่างแรกกับหลุมขยะที่เกิดจากช่องว่างระหว่างก้อนหิน และแนวหน้าผา ที่มีคนเอาขยะมาทิ้งไว้ แม้ความเคยชินจะบอกให้ฉันเก็บขยะที่เห็นไปทิ้งในที่ที่ถูก ที่ที่ควร เหมือนทุกครั้ง แต่ความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้ายืนยันกับฉันว่า ไม่มีทางที่ฉันจะหอบขยะจำนวนมากนี้ออกไปได้

เราตัดใจ และเดินไปต่อที่ทุ่งดอกกระเจียว ข้างหน้าที่เดินนำเราไป คือครอบครัวเล็กๆ ประกอบด้วยพ่อแม่ และลูกตัวเล็กน่ารักอีกสองคน ทั้งสองผลัดกันจูงผลัดกันอุ้มลูก บนเส้นทางในผืนป่ายามเช้า ที่ไอหมอกขาวยังลอยละล่องอยู่รอบๆตัวเรา ภาพความน่ารักของครอบครัวเบื้องหน้า นำพาฉันไปพบกับทุ่งดอกกระเจียวที่สวยงามเลอค่า ก้าวย่างทางความรู้สึกของฉันเหมือนเราค่อยๆเดินขึ้นบันได เหนื่อยหน่อย แต่ที่สุดก็ถึงสวรรค์

กระเจียว หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ "ทิวลิปสยาม" คือความสวยงามของผืนป่าที่อยู่ตรงหน้า แม้จะเคยเห็นดอกกระเจียวมาบ้าง แต่กระเจียวที่สวยกว่าทุ่งดอกกระเจียวนั้นไม่มี อุทยานจัดให้นักท่องเที่ยวเดินบนสะพานที่ยกตัว ให้เดินชมกระเจียวได้รอบๆ แต่ไม่ให้ลงไปเดินลุยกับดอกกระเจียว ฉันเข้าใจดีว่านั่นคือการพยายามรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติให้คงอยู่มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ฉันก็แอบไม่ชอบใจอยู่หน่อยว่า ทำไมเราต้องเรียกเขาว่าทิวลิปสยาม ในเมื่อเขาคือ "ดอกกระเจียว" และคุณค่าของความเป็นดอกกระเจียวก็ไม่ได้ด้อยกว่าดอกไม้เมืองหนาวอย่างทิวลิป บ่อยๆ ที่ฉันคิดไปเองว่าการเรียกแบบนั้น เหมือนการที่นำคุณค่าของเขาไปเปรียบเทียบกับทิวลิป และเราก็ให้คุณค่าเขาแค่ของเหมือน

 

๕. ไม้ที่ผลัดใจ

ฉันไม่ผิดหวังเลยที่ได้มาทุ่งดอกกระเจียว...แต่บรรยากาศหลังจากนี้ทำให้ฉันผิดหวังทุกๆอย่าง

นอกจากหลุมขยะที่ผาสุดแผ่นดิน พอออกจากทุ่งดอกกระเจียวไปยังศาลาพักรอรถในเขตอุทยานที่เดิม ขยะทั้งขวดน้ำ ถุงขนมก็ระเกะอยู่ตามทาง ระกะสายตาและชวนให้รู้สึกเสียใจ...ฉันคิดถึงก้อนหมอก คิดถึงต้นไม้ คิดถึงดอกกระเจียว และคิดถึงความขมขื่นใจของพวกเขา ที่ต้องเผชิญหน้าอยู่กับขยะที่เกลื่อนกลาดไปในทุกที่...มันมาก เหมือนกับว่า ฉันยังไม่ได้ออกจากกรุงเทพมหานครมาเลย...

เราไปต่อที่ป่าหินงาม หรือลานหินงาม โดยรถบริการของอุทยานเช่นเดิม ที่นี่เต็มไปด้วยหินรูปทรงแปลก แตกต่าง อยู่ทั่วบริเวณพื้นที่กว้าง ที่นี่เป็นลานหินซึ่งเกิดจากการกัดเซาะดิน และเนื้อหินทรายมานานนับล้านปี เราสนุกกับการจินตนาการว่าหินเป็นรูปร่างอะไร และเหมือนกับที่ป้ายบอกไว้หรือไม่ แต่สิ่งที่สะดุดใจฉันเช่นเดิมก็คือ เหล่าขยะที่มีอยู่ในแทบทุกก้าวเดิน

...ฉันมาที่ชัยภูมิด้วยความตื่นเต้น และรู้สึกประทับใจกับจังหวัดที่ไม่น่าจะมีอะไร ด้วยสิ่งที่เขามีให้เราเห็นมากมาย ในชั่วระยะเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ความรู้สึกของฉันเหมือนต้นไม้ที่ค่อยๆโต กำลังจะผลิดอก ออกผล เป็นความรัก...ให้แก่ที่นี่ แต่ไม่ทันได้เกิดสิ่งนั้น ต้นไม้ก็ผลัดใบให้ใจของฉันร่วงหล่นเสียก่อน

ที่นี่ไม่สวยเลย...และไม่น่าเลย

ที่นี่ไม่สวยทั้งๆที่ทุกสิ่งที่ฉันได้เห็นนั้นสวยมาก ความไม่สวยนั้นมาจาก การที่นักท่องเที่ยวทุกคนเดินทางมาเพื่อชมความสวยงาม แต่ไม่คิดที่จะรักษาความสวยงาม...หลายคนไม่รู้ว่า ขยะที่เขาทิ้งลงบนสถานที่ท่องเที่ยวนั้นก่อให้เกิดผลเสียอะไรบ้าง แต่จะว่าเขาไม่มีความผิดก็ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เขาจะรู้ทันทีที่ทำ และทันทีที่เห็นคือ ที่นี่ไม่สวยแล้ว เพราะขยะที่หลายคนทิ้งลงไป...ไม่น่าเลยจริงๆ

เฮียปลอบใจฉัน...(อย่างรู้ตัวหรือเปล่าก็ไม่รู้) และน้องนุ่น (เสียใจเหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้) ด้วยการพามาเที่ยวที่สุดท้ายของทริปอย่างมอหิoขาว ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ที่นี่มีเรื่องเล่าว่า เมื่อก่อนเคยเป็นป่า ต่อมามีคนมาบุกเบิกทำไร่และเห็นมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ทั่วไป ซึ่งไม่ได้สนใจอะไร แต่มีเสียงบอกเล่าว่า ทุกวันพระ มีคนเห็นหินก้อนใหญ่ ๕ ก้อน จะมีแสงสีขาวส่องขึ้นมา คนในสมัยนั้นจึงเรียกที่นี่ว่ามอหินขาว (และเป็นอีกที่ที่ถูกเอาสถานที่สากลมาต่อท้ายด้วยเมืองไทย คือ สโตนเฮนจ์เมืองไทย) นอกจากก้อนหินขนาดใหญ่ ที่นี่ยังมีจุดชมวิวที่น่าสนใจอีกหลายจุด...และไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวที่นี่มีจิตสำนึกที่ดี หรือนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ไม่ค่อยมี ขยะที่ฉันได้เห็นจึงบางตา อยู่ในระดับที่สามารถหยิบไปทิ้งได้ และในหลายๆสถานที่ท่องเที่ยวมีขยะในระดับนี้

อย่างไรก็ตาม...ต้นไม้ในใจฉันไม่ได้ตาย แต่ใบอ่อนที่จะขึ้นมาใหม่ ยังยากเหลือเกิน

ฉันอาจเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนคนอื่นเท่าไร ตรงที่ฉันไม่ชอบเที่ยวเพื่อถ่ายรูป เช็คอิน และอัพลงโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเดียว แต่ฉันอยากเห็นความสวยงามของธรรมชาติ หรือของแต่ละสถานที่ที่เขาจะสวยได้ที่สุดในแบบของเขา...ฉันจึงเสียใจกับการไปทุ่งดอกกระเจียวจนถึงตอนนี้ แต่สำหรับใครก็ตามที่อยากสัมผัสอากาศดีๆ วิวสวยๆ ถึงสวยมาก ฉันพูดได้เลยว่าทุ่งดอกกระเจียว หรืออุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตัวหนึ่งของทุกคนแน่นอน

อาจจะขอมากไปหน่อย...แต่สิ่งเดียวที่ฉันอยากขอจากนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่คือ ได้โปรดเก็บขยะของคุณกลับไปด้วย คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบนิเวศ หรือความแย่อันมหาศาลที่จะเกิดจากการที่คุณทิ้งขยะเอาไว้ก็ได้ เพียงแค่คิดสักหน่อยว่าอย่าพรากความสวยงามไปจากที่นี่เลย

หัวใจฉันอาจรื่นเริงไป...จนผลัดใบกลายเป็นความหม่นเศร้า แต่ถ้ามีโอกาสกลับไปที่นี่อีกครั้ง ฉันก็อยากให้ใจของฉันได้กลับคืนสู่ความรื่นเริงเหมือนแรกมา

จากฉัน...ผู้ระลึกถึงทุ่งดอกกระเจียวเสมอ