สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษตรัสเรียกร้องให้ชาวสก๊อตแสดงความเป็นเอกภาพร่วมกันหลังผลการลงประชามติว่าด้วยอนาคตของสก๊อตแลนด์ ดินแดนในอาณัติปกครองของสหราชอาณาจักรที่ปรากฏผลประชามติ ฝ่ายคัดค้านการแยกตัวหรือ "โน" เป็นฝ่ายชนะกลุ่มผู้สนับสนุนการแยกตัวหรือ "เยส" ด้วยคะแนนเสียง 55.3ต่อ 44.7 โดยพระองค์ตรัสว่า ขอให้ชาวสก๊อตทั้งสองฝ่ายขจัดความแตกต่างที่มีอยู่และเคารพซึ่งกันและกัน โดยแม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่เรามีความรักในสก๊อตแลนด์เหมือนกัน ทั้งนี้ อเล็กซ์ ซัลมอนด์ รัฐมนตรีที่ 1 แห่งสก๊อตแลนด์ หัวหอกนำการแยกตัวเป็นเอกราชของสก๊อตแลนด์ได้ออกมายอมรับความพ่ายแพ้และประกาศลงจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตามหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลอังกฤษที่จะต้องทำตามคำมั่นที่เคยให้ไว้คือการกระจายอำนาจบริหารให้สก๊อตแลนด์มากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลการจัดเก็บภาษี งบประมาณ และสวัสดิการ ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่าบรรดานักการเมืองในอังกฤษและสก๊อตแลนด์เริ่มเคลื่อนไหวที่จะหารือกันถึงแนวทางการบริหารอำนาจปกครองของสหราชอาณาจักรในอนาคตต่อไป

แอปเปิ้ลทำลายสถิติหลังเปิดตัวมือถือไอโฟนรุ่นใหม่ซึ่งมียอดขาย 10 ล้านเครื่องในเวลาเพียง 3 วัน โดย ทิม คุก ประธานบริหารของแอปเปิ้ลระบุว่ามีความสุขที่สุดที่ยอดขายไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัสมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ทั้งนี้แอปเปิ้ลเปิดขายไอโฟน 6 ด้วยเครื่องที่มีหน้าจอใหญ่กว่ารุ่นเดิม ส่งผลให้ทำลายสถิติยอดขายไอโฟน 5 เอส และไอโฟน 5 ซี ที่ขายได้ 9 ล้านเครื่องในช่วงสัปดาห์เปิดตัว ต่อมามีการร้องเรียนเรื่องการบิดงอตัวง่ายของไอโฟนรุ่นใหม่จนแอปเปิ้ลต้องออกแถลงการณ์ระบุว่า การใช้งานปกติการที่ไอโฟนจะเกิดการบิดงอนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก และทางบริษัทได้ทดสอบอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการพัฒนาซึ่งรวมทั้งการทดสอบจุดบิดงอ 3 จุด แรงกดตามจุดหมุนต่างๆ การนั่ง การบิด และการศึกษาการใช้งานล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับที่ได้ตามมาตรฐานหรือดีกว่ามาตรฐานที่สูงของแอปเปิ้ลอยู่แล้วในทุกๆด้านเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันจริงๆ

อย่างไรก็ตาม การออกแถลงการณ์ของแอปเปิ้ลดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่แอปเปิ้ลจะออกมาตอบโต้การวิพากษ์วิจารณ์บนอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วเช่นนี้เพราะที่ผ่านมาแอปเปิ้ลมักจะไม่ใส่ใจหรือไม่ก็รอจนระยะหนึ่งจึงจะออกมาตอบโต้ ทั้งนี้ ทิม คุก ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิ้ลได้เปลี่ยนแปลงนโยบายและเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่แอปเปิ้ลออกมาตอบโต้หลังจากมีผู้แจ้งปัญหากลับมาเพียง 9 ราย

กำลังมีการถกเถียงกันขนานใหญ่ถึงทัศนคติต่อโสเภณีในสังคมเวียดนามซึ่งเดิมมองว่าเป็นอาชีพที่เป็นภัยร้ายต่อสังคมเช่นเดียวกับยาเสพติดและรักร่วมเพศ แต่ทางการเริ่มผ่อนคลายบทลงโทษผู้กระทำผิดในคดีค้าประเวณีจากที่จะต้องถูกคุมขังอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูแรงงานมาเป็นจ่ายค่าปรับแทนในอัตราระหว่าง 25-100 ดอลลาร์สหรัฐ และถึงขั้นเป็นครั้งแรกที่โลกออนไลน์และสื่อทางการของเวียดนามกำลังถกเถียงกันว่าควรจะทำเรื่องนี้ให้ถูกกฎหมายเลยหรือไม่ โดยมีการนำไปหารือกันในการประชุมสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ หรือรัฐสภาของเวียดนาม

ทั้งนี้มีรายงานว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะถูกทางการปราบปรามอย่างหนัก แต่ธุรกิจค้าประเวณีในเวียดนามกลับเติบโตเฟื่องฟูคู่ขนานไปกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยทีมวิจัยประเมินว่าในเวียดนามมีแรงงานทางเพศอยู่ราว 200,000 คน และยังเชื่อว่ามากถึงร้อยละ40 ติดเชื้อเอชไอวี ขณะที่มีสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี เช่น สถานอาบอบนวด ร้านคาราโอเกะ และซ่องอย่างน้อยถึง 30,000แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของแก๊งอาชญากรที่อาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทุจริตมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ และอาจมีแรงงานโสเภณีจำนวนมากที่ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแก๊งมาเฟีย อย่างไรก็ตามทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านต่างมีมุมมองของตนเอง ทว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพรรคคอมมิวนิสต์เพียงสถานเดียว

เว็บไซต์ทราเวลเดลินิวส์รายงานว่า กรุงเทพมหานครได้รับเลือกจากฟรอมเมอร์สดอทคอม เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังให้เป็น 1 ใน 11 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการช็อปปิ้ง จากการที่มีตลาดและห้างสรรพสินค้าดีๆมากมายร่วมกับกรุงไคโรของอียิปต์ กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ นครอิสตันบูลของตุรกี กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ฮ่องกง และกรุงปารีสของฝรั่งเศส โดยทั้ง11เมืองได้รับเลือกจากการมีสินค้าต่างๆมากมายให้เลือกในราคาที่คุ้มค่าและยังรวมถึงสีสัน บรรยากาศประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ภูมิทัศน์ แสง สี เสียง กลิ่นและวัฒนธรรมที่สร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับเหล่านักช็อป ส่วนกรุงเทพฯได้รับคำชมในเรื่องห้างสรรพสินค้าและตลาดที่มีสินค้า คุ้มราคา ทั้งอาหารที่หลากหลายและเสื้อผ้าตั้งแต่ย่านประตูน้ำไปจนถึงตลาดจตุจักรที่มีร้านค้ามากกว่า 15,000 แผง ซึ่งขายแทบทุกอย่างตั้งแต่ของเก่าไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน

ในขณะที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ประกาศโร้ดแม็ปที่ 2 ในการทำงานของรัฐบาลว่า นับจากนี้ต่อไปจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากกับประเทศของเราทั้งการบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูป การปรองดองสมานฉันท์ โดยสิ่งที่คาดหวังสำคัญๆ ได้แก่ การลดความขัดแย้งอย่างยั่งยืน การสร้างความรักใคร่สามัคคีของคนในชาติ การขจัดการทุจริตคอรัปชั่นในทุกมิติ การปฏิรูปให้เกิดผลยั่งยืนในทุกด้าน การทำความคาดหวังของประชาชนทุกเรื่องให้ได้มากที่สุด การปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ การปลูกฝังและสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การยกระดับรายได้ของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การเพิ่มคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจเพียงพอ การเพิ่มความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและประชาคมโลก

ด้าน ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง เปิดเผยว่าจะเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศไทยด้านการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติใน4ประเด็น ประกอบด้วย การปฏิรูปมาตรการต่างๆเพื่อคุ้มครองและรับรองสิทธิของกลุ่มคนระดับล่าง และสิทธิของชุมชนซึ่งต้องรับรองด้วยกฎหมาย ขยายมาตรการสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้คนในสังคมไม่มีความรู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบเนื่องจากความแตกต่างในฐานะทางเศรษฐกิจสังคมโดยคนยากจนต้องได้รับการสนับสนุนให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยเฉพาะการเป็นเจ้าของที่ดินและมีความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการของรัฐที่มีคุณภาพ ขยายมาตรการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมโดยกระจายทรัพยากรจากผู้มั่งคั่งสู่ผู้ด้อยโอกาส และเสริมสร้างมาตรการเพื่อความเป็นธรรมให้คนไทยดำรงชีวิตด้วยความรู้สึกว่าได้อยู่ในสังคมที่เป็นธรรม ไม่รู้สึกเลือกปฏิบัติ และขยายมาตรการเพื่อให้คนไทยดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยความมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

สัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียมกันประการหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทยอย่างกว้างขวาง คือ ภาษีมรดก ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำลังผลักดันเต็มที่โดยในเบื้องต้นได้มีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่ากฎหมายภาษีมรดกเป็นเครื่องมือที่จะสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในสังคม และเป็นหลักสากลที่หลายประเทศมีการดำเนินการอยู่แล้ว โดยรัฐบาลสามารถนำเงินภาษีดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ถือเป็นผลทางสัญลักษณ์ที่จะทำให้สังคมมีความเท่าเทียมกัน เบื้องต้นร่างกฎหมายที่จะนำเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะเรียกเก็บภาษีสำหรับมรดกทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมเกินกว่า50ล้านบาท โดยจัดเก็บเฉพาะส่วนเกินจาก 50 ล้านบาท ในอัตราคงที่ร้อยละ10 และจะมีข้อยกเว้นที่เป็นเงื่อนไขในรายละเอียดปลีกย่อยสำหรับผู้มีทรัพย์สินน้อย และถ้าเป็นสามีภรรยาไม่ต้องเสีย เป็นต้น

ห้ามไม่ได้ที่จะมีข้อถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีมรดกที่กำลังจะผลักดันออกมา เนื่องจากมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และประเทศไทยเองเคยมีการใช้เมื่อกว่า 80 ปีก่อนภายใต้ชื่อ พ.ร.บ.อากรมรดกและการรับมฤดก พ.ศ.2476 เพราะถูกต่อต้านจากกลุ่มคนรวยค่อนข้างมาก หลังจากประกาศใช้ได้ 10 ปี จึงถูกยกเลิกใน พ.ศ.2487 โดยให้เหตุผลการยกเลิกว่าเป็นภาษีที่จัดเก็บได้ในจำนวนที่ไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เสียชีวิต และมีภาระในการเก็บภาษีมาก ขณะที่ปัจจุบันประเทศในโลกที่เก็บภาษีนี้มีประมาณ 50 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้ว อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรปเกือบทุกประเทศ ส่วนประเทศที่ยกเลิก ได้แก่ สิงคโปร์ สวีเดน ออสเตรเลีย และแคนาดา เหตุผลการยกเลิกต่างกันไป สิงคโปร์ต้องการสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาสะสมทุน แคนาดานำกำไรจากการขายทรัพย์สินมาใช้แทน ออสเตรเลียมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ทำให้เกิดการเลี่ยงภาษี

นับเป็นเผือกร้อนอีกคำของรัฐบาลนี้ที่มีความตั้งใจดี แต่จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป