"อยู่ไฟ"...คืนความสวยหลังคลอด

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

ความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ สำหรับการอยู่ไฟหลังจากคลอดลูก เพื่อช่วยให้ร่างกายมีการฟื้นตัวได้รวดเร็ว พร้อมมีสุขภาพแข็งแรง ผิวพรรณสดใสมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับในยุคปัจจุบัน คุณแม่มือใหม่บางคน อาจจะยังไม่รู้จัก หรือยังมีความสงสัยว่า การอยู่ไฟ...ให้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ วันนี้ทาง วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จะมาคลายความสงสัยเกี่ยวกับการอยู่ไฟ รวมไปถึงวิธีการอยู่ไฟในแบบต่างๆมาฝากกันค่ะ

การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ หากอธิบายโดยหลักการของการแพทย์แผนไทย สามารถอธิบายได้ว่า ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ กลไกในร่างกายเสมหะจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากการที่ผู้หญิงจะเริ่มมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง และน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งใกล้คลอด ก็จะมีอาการบวม ระบบปิตตะ และวาตะทำงานลดลง จะเห็นได้ว่าหญิงขณะตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ วิงเวียน หน้ามืดง่าย ท้องอืด และท้องผูกบ่อย นับเป็นอาการปกติ หากในระหว่างตั้งครรภ์มีภาวะผิดปกติของปิตตะ และวาตะ อาจทำให้ลูกตก (แท้ง) หรือเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ แต่เมื่อใดที่ครบกำหนดคลอด กลไกการทำงานร่างกายเปลี่ยนแปลง ระบบปิตตะทำงานเพิ่มขึ้น ระบบวาตะเพิ่มตาม เพื่อผลักดันเสมหะออก

ดังนั้น ในกระบวนการคลอด ก็จะเกิดลมกรรมชวาตเกิดขึ้น เพื่อให้ทารกดันลงมาออกทางช่องคลอดนั่นเอง ซึ่งหากจะเปรียบสภาวะของการคลอดของหญิง อาจเหมือนลมพายุที่ถาโถมมา เมื่อใดพายุสงบ พื้นที่บริเวณนั้น ก็ต้องมาฟื้นฟู เฉกเช่นหญิงหลังคลอด หลังจากคลอดทารกแล้ว ก็ต้องมีการฟื้นฟูร่างกาย หลักการฟื้นฟู หมอตำแยเปรียบมดลูกหลังคลอด เหมือนเนื้อสดๆที่ต้องนำปิ้งให้แห้ง เพื่อที่เนื้อนั้นจะได้ไม่เน่าเสีย มดลูกของหญิงหลังคลอดเช่นกัน หากไม่ทำให้แห้ง ก็อาจเน่าเสียได้ เพราะหลังคลอด หมอต้องทำการขับดูดเสมหะที่เน่าเสียออกจากร่างกาย หรือทำให้แห้ง และลมที่เกิดจะช่วยดันของเสียออกจากระบบ

คนไทยในสมัยโบราณ มักเก่งที่คิดค้นเรื่องการอยู่ไฟหลังคลอด นับเป็นความคิดที่ชาญฉลาดของคนที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากความเหนื่อยอ่อน หรือให้ระบบเลือดไหลเวียนดี ท้องยุบ น้ำคาวปลาแห้งเร็ว ร่างกายกลับมากระชับได้เร็วขึ้น โดยใช้ความร้อนมาเข้าช่วย ที่ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็น บริเวณหลัง และขา ที่เกิดจากการกดทับขณะตั้งครรภ์ ก็จะได้คลายตัวลง ลดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ หรือตามเนื้อตัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับวิธีการอยู่เรือนไฟในสมัยก่อนนั้น จะต้องสร้างกระท่อมหลังคาจากหรือเป็นห้อง แต่เน้นที่อากาศสามารถถ่ายเทได้อย่างเหมาะสม โดยแม่หลังคลอด มักจะเข้าไปนอนผิงไฟ พร้อมกับลูกน้อยที่จะใส่ในกระด้ง ร่วมอยู่ไฟกับคุณแม่บนกระดานไม้แผ่นเดียวทุกๆวัน จะอาบน้ำร้อน ดื่มเฉพาะน้ำอุ่น อาหารที่แม่หลังคลอด ควรรับประทาน คืออาหารที่สามารถย่อยได้ง่าย เช่น การรับประทานข้าวต้ม กับปลาปิ้ง หมูปิ้ง หรือปลานึ่ง ที่เป็นอาหารเน้นการปิ้ง การนึ่ง หลีกเลี่ยงอาหารทอด ส่วนผัก-ผลไม้ระยะแรก ก็จะยังไม่ให้รับประทาน

การอยู่ไฟสมัยโบราณมี 2 แบบ คือ ไฟข้าง...ก่อไฟอยู่ข้างตัวบริเวณท้อง และไฟแคร่...คุณแม่นอนบนไม้กระดาน ส่วนเตาไฟอยู่ใต้แคร่ มีแผ่นสังกะสีรองทับอีกที เหมือนการนอนปิ้งบนไฟดีๆนี่เอง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้แบบแรกกันมากกว่า โดยจะมีสามีหรือญาติคอยดูเรื่องฟืนไฟให้ เพราะคุณแม่จะต้องอยู่ในเรือนไฟประมาณ 7-15 วัน หลังจากคลอด แล้วก็ห้ามออกจากเรือนไฟไปไหนเด็ดขาด เพราะจะทำให้ตัวคุณแม่ปรับอุณหภูมิของร่างกายไม่ทัน ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย และไม่สบายได้ ส่วนไม้ฟืนที่ใช้ จะต้องมาจากไม้แห้ง เช่น ไม้มะขาม ซึ่งไม่ทำให้ฟืนแตก และไม่ควรนำฟืนเปียกมาก่อไฟ เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็น และมีควันไฟได้

การอยู่ไฟภูมิปัญญาไทย มีอยู่หลายวิธีได้แก่

การย่างไฟ คือ การนอนบนแคร่ และนำเตาไฟ 2-3 เตา วางไว้ใต้แคร่ แต่ก่อนขึ้นนอนบนแคร่ ต้องมีการ "เข้าขื่อ" ก่อน ซึ่งเป็นการนอนตะแคง ให้หมอตำแยจะเหยียบสะโพก เพื่อให้กระดูกเชิงกรานกลับเข้าที่ โดยจะช่วยป้องกันปัญหาของโครงสร้างกระดูกสันหลังที่จะผิดปกติตามมาในอนาคต แล้วผู้อยู่ไฟต้องนุ่งเตี่ยวหรือผ้าถุง มีขมิ้นกับปูนแดงผสมเหล้า เอาสำลีชุบปิดสะดือ และทาท้อง ทาหลังเสมอ เพื่อดับพิษร้อน และรักษาร่างกาย

การทับหม้อเกลือ หรือการนาบหม้อเกลือ เป็นการดูแลคุณแม่หลังคลอด ให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้น้ำคาวปลาไหลสะดวก บรรเทาอาการปวดเมื่อย ช่วยลดไขมันสะสมที่หน้าท้อง โดยการนำเกลือสมุทรใส่หม้อดินตั้งไฟให้สุก แล้วนำมาผสมสมุนไพร เช่น ไพล ว่านนางคำ ว่านชักมดลูก ใบพลับพลึง เป็นต้น จากนั้นใช้ผ้าห่อ นำมาประคบตามหน้าท้อง แขน ขา น่อง ความร้อนจากหม้อเกลือ จะค่อยๆปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง การทับหม้อเกลือหลังคลอดลูกนั้น จะใส่เกลือลงในหม้อทะนนที่มีฝาปิด เมื่อตั้งไฟจนร้อนจัด ให้เกลือในหม้อมีเสียงปะทุ จึงยกหม้อเกลือไปวางบนใบละหุ่ง หรือใบพลับพลึง

การกล่อมมดลูก ในระหว่าง 3-7 วันหลังคลอด หมอตำแยหรือผู้ให้บริการการอยู่ไฟ จะมาฝืนท้องให้ทุกวัน คือการเอามือกด-ดันตรงหัวเหน่า เพื่อช้อนให้มดลูกเข้าอู่ แล้วคลึงที่หัวเหน่า ให้ปากมดลูกหดเข้าที่ เรียกกันว่า "การกล่อมมดลูก" ตอนกล่อมมดลูกนั้น จะมีน้ำคาวปลาทะลักออกมา ทำให้ผู้ที่กำลังอยู่ไฟ จะรู้สึกสบายตัวอย่างดี

การนั่งถ่าน เป็นการรมควันจากการเผาสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการกระตุ้น การบีบตัวของมดลูก ช่วยขับน้ำคาวปลา ทำความสะอาดแผลฝีเย็บและช่องคลอด สมานแผล บรรเทาอาการเจ็บปวดแผล ลดการติดเชื้อหลังคลอด สมุนไพรที่ใช้ ได้แก่ ผิวมะกรูด ไพล ขมิ้นชัน กำยานบดผง นำมาหั่นละเอียด แล้วตากแดด เวลาใช้หยิบทีละ 1 หยิบมือ โรยบนเตาไฟขนาดเล็ก หรือกะลาตาเดียว ทำให้เกิดควัน ลอยมาสมานแผลที่ฝีเย็บ

การเข้ากระโจม คือการนำสมุนไพรสด หรือแห้งหลายชนิด มาต้มในกระโจม ทำให้ได้ไอน้ำจากการต้ม ก่อนเข้ากระโจม ให้เอาว่านนางคำ มาฝนหรือตำ คั้นเอาน้ำผสมกับเหล้าและการบูร ทาตามร่างกายของผู้ที่อยู่ไฟ โดยกระโจมมักทำด้วยซี่ไม้ไผ่ ทำเป็นโครงเหมือนมุ้งประทุน เอาผ้าคลุมให้มิดชิด ต่อท่อจากหม้อต้มยา เข้าในกระโจม ตำรับยาใช้ต้ม ได้ประกอบด้วยเหง้าไพล ขมิ้น ตะไคร้ ใบหรือผิวมะกรูด ใบส้มป่อย ใบสาวหลง ใบเปล้าน้อย เกลือ พิมเสน และการบูร ต้มแล้วอบ มีสรรพคุณเพิ่มระบบการไหลเวียน และคลายกล้ามเนื้อ

การประคบสมุนไพร คือวิธีการที่ช่วยลดอาการอักเสบ หรือลดการคัดของเต้านม อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อหลังจากคลอดบุตร ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งมักประคบด้วยลูกประคบที่มีตัวยาอย่างพวกไพล ตะไคร้ ขมิ้นชัน ผิวมะกรูด ใบส้มป่อย การบูร ว่านนางคำ แล้วนำมาเคล้ากับเกลือ นำห่อทำเป็นมัด ประหนึ่งได้ให้ความร้อน ประคบตามตัว และเต้านม โดยควรทำทุกวัน จนกระทั่งออกไฟไป

การเข้าตะเกียบ เป็นกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย ในการดูแลหญิงหลังคลอด ที่ผดุงครรภ์ไทย หรือหมอตำแยไทยใช้กันในอดีต โดยเน้นการกด การดัดในท่านอนตะแคง เพื่อจัดการให้ข้อต่อสะโพก และรอยต่อระหว่าง กระดูกเชิงกรานขยับเข้าที่ ลดอาการปวด อาการขัดขา เสียวสะโพก เดินไม่สะดวกจากการตั้งท้อง ยิ่งท้องแก่ท้องใหญ่ ยิ่งรอยต่อกระดูกเชิงกรานครากมากขึ้น และในขณะคลอด จะมีการขยายตัวของรอยต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานยิ่งขึ้น (ธรรมชาติข้อต่อเหล่านี้ จะกลับเข้าที่หลังคลอด ใช้เวลาระยะหนึ่ง) ถ้าแม่เดินหรือก้าวยาวไป หรือก้าวขึ้นบันได จะทำให้ข้อต่อสะโพกขยับ เกิดอาการขัด และเสียวสะโพกเวลาเดิน หมอใช้วิธีการเข้าตะเกียบ ที่ช่วยให้ข้อต่อสะโพก และรอยต่อกระดูกเชิงกรานจะขยับเข้าที่ได้

การพันผ้าหน้าท้อง คือการใช้ผ้าพันรัดหน้าท้องของหญิงหลังคลอด ตั้งแต่หลังคลอด ติดต่อประมาณ 15 วัน เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว กระชับ และพยุงหน้าท้องไม่ให้หย่อนยาน แต่ควรระวัง คือหญิงหลังคลอด มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ต้องระมัดระวังขณะพันผ้า และไม่พันผ้าแน่นไป ทำให้รู้สึกอึดอัด น้ำคาวปลาไหลไม่สะดวก

สิ่งสำคัญการอยู่ไฟของคุณแม่หลังคลอด คือการอยู่ไฟที่ถูกวิธี คุณแม่ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้ หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการการอยู่ไฟที่ต้องใช้ไฟหรือเกิดควัน เช่น การย่างไฟ การนั่งถ่าน หรือการเข้ากระโจม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอยู่ในห้อง หรือสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และควรมีผู้ที่ดูแลใกล้ชิด ในระหว่างอยู่ไฟ

หากท่านใดมีความสนใจ เรียนเชิญเข้าเยี่ยมชม ณ ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศรฯ โทร.0-3721-1289 ได้เลยค่ะ