ลีลาเทียนนานาชาติอุบลราชธานี

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

3. ประติมากรรมเคล้าเสียงดนตรี วันแห่งการเริ่มต้นให้บรรดาศิลปินแกะสลักเทียนขี้ผึ้ง ภายในลานสวนหย่อม ภายใต้ร่มไม้ที่หลังอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ดูจะเป็นไปอย่างเคร่งเครียดทั้ง 13 ศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน กับผู้ช่วยที่ทำหน้าที่เป็นลูกทีมอีกหลายคน ซึ่งก็ล้วนเป็นนักศึกษาสาขาศิลปะประติมากรรม จากรั้วมหาวิทยาลัยในเมืองไทยด้วยกันทั้งนั้น

โดยถึงจะมีผู้คนเข้ามารุมล้อมดูแต่ละทีมลงมือบรรเลงฝีมือในเชิงชั้นอยู่รอบๆ แต่บรรยากาศยามนั้นก็ยังเงียบงันไม่มีใครสนใจใคร นอกจากปล่อยให้ศิลปินแต่ละคนได้ใช้เวลานาทีอยู่กับการใช้สมาธิ เพื่อทุ่มเทกับการผลิตงานอย่างสุขุม ผสมความตั้งใจที่จะสื่อความหมายงานศิลปะบนแท่งเทียนสี่เหลี่ยมออกมา ให้สาธารณชนชาวไทยได้ประจักษ์

วันสองวันแรกสถานการณ์ภายในลานสวนหย่อม จึงยังคงขึงขังและสงบเงียบไม่มีกระทั่งเสียงกิ่งไม้สั่นไหว กับไร้ซึ่งเสียงสนทนาปราศรัยจากกลุ่มคนที่กำลังให้ความสนใจ หรืออาจจะเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ชิ้นงานจากเหล่าศิลปินนักแกะสลักบางคนเริ่มซึ่งเป็นรูปเป็นร่าง สามารถสื่อความหมายออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว แต่ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบกระซาบให้พอได้ยินกันเบาๆ ไม่รบกวนกลุ่มคนที่กำลังมุ่งมั่นทำงานกันอยู่เท่านั้นเอง

ถึงกระนั้น ในบางเวลาก็จะมีเพียงเสียงก้องดังฟังชัดอยู่เฉพาะเสียงคำสั่งของเหล่าศิลปินช่างแกะสลัก ที่ลั่นบอกลูกทีมให้ปรับแต่งงานตรงนั้นตรงนี้ เท่าที่พอจะสื่อความหมายกันได้ระหว่างศิลปินผู้ช่ำชองประสบการณ์ กับคลื่นลูกใหม่ที่จะเกิดและเติบโตต่อไปในอนาคตตามสายงานอาชีพเดียวกัน หรือก็คือการก้าวเดินขึ้นมาเป็นศิลปินช่างแกะสลักรุ่นต่อๆ ไป ให้คงอยู่กับโลกลูกกลมๆลูกนี้

งาน "ศิลปะ" มักจะไม่มีกำแพงกางกั้นความรู้สึกกับความเข้าใจ ของคนที่ฝักใฝ่ในงานศิลปะด้วยกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!

จนเมื่อย่างเข้าสู่วันที่สามถึงวันที่สี่ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาครึ่งทางของการปล่อยให้ศิลปินทั้ง 13 คน บวกกับลูกทีมที่สมัครใจมาร่วมงาน ได้ใช้ความคิดอย่างอิสระให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก็เป็นเวลาเดียวกันกับงานประติกรรมแกะสลักแท่งเทียนที่เคยมองเห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยมแข็งทื่อๆ มีพื้นผิวเรียบเป็นมุมฉากทั้งสี่ด้าน เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นลีลาและลวดลายและเค้าโครงออกมา จนสามารถเริ่มสะท้อนความหมายที่เหล่าศิลปินพยายามจะสื่อให้สังคมรับรู้ได้

ถึงเวลานี้จะสังเกตเห็นศิลปินหลายคนเริ่มมีอารมณ์เบิกบานมากกว่าวันเวลาที่ผ่านมาในก่อนหน้า เสียงสนทนากันระหว่างศิลปินกับลูกมือที่เคยเคร่งขรึมกลับดูสดใสสนุกสนานกันทั้งสองฝ่าย เพราะต่างฝ่ายต่างเข้าถึงความรู้สึกที่เข้าใจกัน แนบแน่นสนิทกันอันเกิดจากพูดจาภาษาเดียวกัน นั่นคือภาษาแห่ง "ศิลปะบริสุทธิ์!" ที่หากคนไม่รู้สึกลึกซึ้งกับมันก็ยากที่จะผูกพันในปฏิสัมพันธ์ทางจิตใจกันได้

คนทำงานศิลปะโดยทั่วไปถึงได้ดูเซอๆ และบ้าๆบอๆในสังคมคนทั่วไปที่ไม่เข้าใจภาษานี้!

เท่าที่ได้เห็นกับตาศิลปินบางคนเริ่มผ่อนคลายการทำงานแบบสบายๆมากขึ้น ด้วยการผละออกจากชิ้นงานมานั่งทอดอารมณ์มองชิ้นงานของตนเองอย่างมีความสุข โดยปล่อยให้ลูกทีมแต่ละคนอยู่เก็บรายละเอียดเนื้องานต่อไปเพียงลำพัง แต่ก็ยังคงอยู่ในสายตาของเขาที่ต้องคอยเฝ้ามอง และคอยเป็นพี่เลี้ยงไปด้วยตลอดเวลา

ขณะเดียวกันศิลปินแต่ละคนก็เริ่มจะมีช่วงเวลาให้บรรดาสื่อมวลชนทุกสาขาวิชาชีพ ที่เข้าไปเฝ้ารอดูการสร้างงานศิลปะประติมากรรมจากแท่งเทียนขี้ผึ้งของพวกเขาอยู่ ได้เปิดฉากสนทนาและบันทึกเป็นถ้อย คำนำ ไปถ่ายทอดสู่สาธารณชนได้รับรู้กันต่อไป

ประชาชนคนที่สนใจในงานศิลปะ และแวะเวียนมาดูการสร้างงานประติมากรรมร่วมสมัย จากการประยุกต์งานประติมากรรมของช่างชั้นครูประจำท้องถิ่น มาเป็นงานศิลปะจากศิลปินต่างชาติต่างภาษา ก็สบโอกาสที่จะได้พูดคุยกับศิลปินแต่ละคนอย่างใกล้ชิด เวทีแห่งนี้จึงกลายเป็นเวทีแห่งความสุนทรีของคนทุกคน ที่มีเจตนามาแลกเปลี่ยนความคิดความรู้สึก กระทั่งความสุขทางอารมณ์ให้กันและกัน

นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง ที่นานๆถึงจะได้เห็นภาพแบบนี้กันเสียที!

ครั้นพอถึงวันที่ 8 กรกฎาคม อันเป็นวันสุดท้ายของการสร้างงานประติมากรรมบนแท่งเทียน ซึ่งแท่งเทียนทั้ง 13 ชิ้น ดูเหมือนจะใกล้สำเร็จเสร็จสิ้นพร้อมกันทั้งหมด จะมีบางชิ้นที่ลูกมือยังคงทำหน้าที่เก็บรายละเอียดอยู่บ้างเล็กๆน้อยๆ การสนทนาระหว่างศิลปินช่างแกะสลักทั้ง 13 คน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่มาจากต่างบ้านต่างเมือง หรือเป็นศิลปินช่างแกะสลักลูกหลานไทยกันเอง ก็ยังคงถูกรุมล้อมอยู่กลางกลุ่มคนที่ให้ความสนใจในชิ้นงานของพวกเขาเป็นพิเศษ ส่งผลให้ลานสวนหย่อมที่เคยดูเงียบสงบอยู่กลางร่มเงาของแมกไม้ พลันกลายเป็นแหล่งชุมชนผู้รักงานศิลปะ โดยมีแต่เสียงสนทนาที่เซ็งแซ่กันอยู่มิได้ขาดไปในทันที!

ผมเดินเลียบเคียงเข้าไปเมียงมองชิ้นงานของเหล่าศิลปินแต่ละคน ที่ล้วนบ่งบอกถึงคุณลักษณะอย่างมีคุณค่าทางด้านความคิด ซึ่งแปลกและแตกต่างกันออกไปจากที่เคยเห็นภาพของลายกระกนกบนเชิงเทียน หรือลายเทพนมบนเทียนเข้าพรรษาแต่ละต้น จากครูช่างประติมากรรมชาวไทยได้บรรจงอวดฝีมือไว้ให้ลูกหลานได้เห็นตกทอดกันมา

แต่สำหรับเวทีนี้มันเปรียบเสมือนโลกแห่งความคิดอีกโลกหนึ่ง ที่บ่งบอกถึงแนวความคิดของคนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสกุลช่างในอาชีพเดียวกัน เพียงแต่การถ่ายทอดกับการสร้างงานย่อมคล้อยไปตามแนวถนัดของคนแต่ละสกุล แต่ละวัฒนธรรม และแต่ละสิ่งแวดล้อมรอบด้าน

จอห์น ย่ง ศิลปินจากเพื่อนบ้านมาเลเซีย เขานำแสดงชิ้นงานชื่อว่า "Hornbill" ที่หมายถึงนกเงือก โดยเลือกเอานกเงือกสองตัวที่มีอยู่มากในป่าแห่งเมืองซาราวัค บนเกาะบอร์เนียว ในส่วนที่เป็นแผ่นดินมาเลเซีย มาสื่อความหมายผ่านรูปจะงอยปากวงแหวนของนกทั้งสองตัว เพื่อแสดงธาตุแท้แห่งความเป็นเอกภาพแห่งความสนุกสนานและสามัคคี

ขณะที่ แอนนา เปาลา ลูน่า จากเม็กซิโก เธอใช้ชื่อชิ้นงานว่า "Joy of Friendship" อันหมายถึงความสุขสันต์แห่งมิตรสัมพันธ์ของคนสองคนที่ได้กลับมาประสบพบกัน จากวันเวลาที่ห่างหายกันไปนาน โดยเธอสร้างงานสะท้อนออกมาด้วยภาพของคนสองคนกำลังกอดรัดกันแน่นบนราวไหล่ อย่างไม่ยอมให้ห่างจากกัน มันช่างให้อารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ

ข้างฝ่าย อเลสซานโดร คานู ศิลปินจากอิตาลี ใช้ชื่อชิ้นงานว่า "Endless Journey" หรือการเดินทางไม่รู้จบ เขาแกะสลักเป็นชิ้นงานแบบเรียบง่าย บอกถึงรถรุ่นเก่าๆ ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นรถต้นตระกูลของสกุลอิตาลี เพื่อชวนคนที่มาสัมผัสกับงานของเขา ได้ย้อนรำลึกไปถึงความหลังเมื่อครั้งอดีตผ่านรูปรถเก่าๆ อย่างที่เขาจงใจสื่อมันออกมา เหมือนกับจะตั้งคำถามอะไรบางอย่างจากคนดู - อะไรปานนั้น?

อีกคนคือ หลุยด์มายลา มายสโค ศิลปินสาวอีกคนจากยูเครน ประเทศที่กำลังถูกสังคมโลกจับตามองจากพิษของสงครามที่กำลังคุกรุ่นอยู่ยามนี้ แต่เธอกลับมีอารมณ์เบิกบานกับชิ้นงานชื่อ "Face to Face" หรือถ้าจะแปลกันอย่างง่ายๆ น่าจะหมายถึงจากฉากหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากมายสโคได้ลงทุนสร้างงานแกะสลักเป็นภาพเต็มใบหน้าของ หลุยส์ เดอ ฟูเน่ อดีตนักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก ที่คนไทยในอดีตก็ต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี

มายสโคแสดงภาพประติมากรรมนี้ออกมา ราวกับจะบอกให้ทุกคนมองเห็นถึงแววตาและสีหน้าแห่งความสุขผ่านดาราสุดฮิตรายนี้ นัยว่าเพื่อช่วยลดความตึงเครียดของสังคมสิ่งแวดล้อมโลกที่กำลังย่ำแย่ในยามนี้ก็ว่าได้

มาให้ความสนใจกับศิลปินช่างแกะสลักสายเลือดไทยกันบ้าง โดยหนึ่งในห้าที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้แก่ ธนดล ดีรุจิเจริญ เขาผลิตงานชื่อ "Beauty of Mind" หรือความงดงามของตนเอง โดยธนดล ได้ถือเอาหลักพรหมวิหาร 4 ในพุทธศาสนามาเป็นสัจธรรมอันทรงค่า กับควรจะนำไปฝึกฝนให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ทำเหมือนจะบอกปริศนาธรรมบางอย่างต่อสังคมไทยในเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับคนไทย แบบเพิ่งผ่านพ้นมาด้วยความบอบช้ำกันเลยแหละ?

งานของธนดล อาจดูสับสนในลีลา แต่ถ้าอ่านให้ลึกภาพนั้นช่างจงใจแฝงปริศนาธรรมให้น่าชวนคิดอยู่ด้วยเหมือนกัน

ท้ายสุดของงาน...ดูจะถูกแต่งแต้มให้ลีลาของงานประติมากรรมเทียนแต่ละชิ้น ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นด้วยมีการออกแบบตกแต่งสวนหย่อมตั้งแต่วันที่ 11-14 เดือนเดียวกัน ให้มีสีสันด้วยแสงสีที่สาดใส่ชิ้นงานประติมากรรมต้นเทียนแต่ละต้นให้ดูเหมือนมีวิญญาณอยู่ในนั้น เท่านั้นยังไม่พอยังอุตส่าห์นำเอาวงดนตรีออเคสตร้าวงใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มาร่วมบรรเลงเพลงเสริมบรรยากาศระหว่างการได้ใช้เวลาปลดปล่อยด้วยการเดินดูประติมากรรมเทียน สลับกับฟังเพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีปี่เป่า ซึ่งล้วนเป็นเพลงไทยอมตะที่เริ่มหาฟังยากขึ้น โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีเสียงนักร้องมาข้องแวะกับความไพเราะที่มีอยู่แล้วจากเสียงดนตรีแต่ละชิ้น

มันเป็นงานที่เยี่ยมยอดจริงๆ และไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมืองไทยจะมีงานศิลปะคลาสสิคแบบนี้ให้เห็น แถมไม่ใช่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ หากเป็นเมืองที่ห่างกรุงอย่างอุบลราชธานีโน่นแน่ะ!!