หัตถศิลป์ปริศนาธรรมใน "วัดพระธาตุสุโทนฯ"

ศรัทธาสัญจร

ภาพพระพุทธไสยาสน์ งานพุทธศิลป์แบบพม่า ความยาวตั้งแต่พระเกตุมาลาจรดพระบาท 85 เมตร มีพระพักตร์หวาน จีวรจีบเป็นริ้วดูคล้ายกำลังโดนลมพัดพลิ้วสวยงาม ฝ่าพระบาทสองข้างแกะสลักลายมงคล พุทธสรีระงดงามสมส่วน เอนองค์ตะแคงขวาประดิษฐานด้านนอกกำแพงโบสถ์ สูงเด่นสะดุดตาแก่ทุกคนที่เดินทางไปมาบนถนนหมายเลข 101 (เด่นชัย-ลำปาง) "เขียวหมื่นปี"เลี้ยวรถเข้าไปจอด ณ ลานกว้างด้านหน้า ลงมายกมือไหว้องค์พระ แล้วหยิบกล้องคู่ใจมากดชัตเตอร์ถ่ายอย่างไม่รั้งรอ เพราะยังไม่เคยเห็นความอลังการขนาดนี้ในวัดไหนๆมาก่อน เนื้อที่ประมาณ25ไร่บนเนินของดอยม่อนโทนนี้ศาสนิกชนผู้ใจดีบริจาคให้สร้างศาสนสถาน"วัดพระธาตุสุโทนฯ"หรือชื่อเต็มๆว่า"วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม" ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยพริก หมู่ที่ 5 ต.เด่นชัย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ห่างจากแยกเด่นชัยประมาณ 5 กม. (ใกล้ๆ กับค่ายทหาร ม.พันสิบสองหรือค่ายพญาไชยบูรณ์)
 

จากนั้นเราขับรถขึ้นไปยังลานจอดบนเนินเขาสูงจากพื้นล่างประมาณ 20 เมตร เพื่อเก็บภาพในบริเวณขอบขัณธสีมา แต่ละจุดที่เราเข้ามาพบเห็น ล้วนเชื้อเชิญให้ยกกล้องขึ้นถ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ เป็นศิลปะล้านนาที่บ่งบอกถึงวิจิตรศิลป์อันละเอียดอ่อนในใจของผู้ลงมือรังสรรค์สร้างศาสนสถานแห่งนี้ ยิ่งเมื่อได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของวัดแล้ว ยิ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ ด้วยภาพความวิจิตรตระการตาเหล่านี้ หลายส่วนเกิดจากฝีมือวาด ปั้น และแกะสลักลวดลายของ "หลวงพ่อมนตรี"หรือ ท่านพระครูบามนตรี ธมฺมเมธี (พระครูวิฑิตพิพัฒนาภรณ์) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุสุโทน ที่ ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเด่นชัยขนานนามท่านว่า"ครูบาน้อย" เพราะท่านได้เป็นเจ้าอาวาสด้วยวัยเพียงสามสิบกว่าปีเท่านั้น ข้อมูลจากหนังสือประวัติพระครูบามนตรี และประวัติวัดพระธาตุสุโทนฯกล่าวไว้ว่า หลวงพ่อมนตรี เดิมชื่อเด็กชายมนตรี บุญมี เกิด พ.ศ. 2503 มีความสนใจ พุทธศาสนา และสนใจงานปั้นมาแต่เด็ก ชอบปั้นพระมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เมื่ออายุได้ 9 ปี เคยปั้นพระหน้าตักกว้าง 3 ศอก ไว้กลางทุ่งนาแถวบ้านป่าหวาย อ.เด่นชัย โดยใช้เวลาปั้นแค่วันเดียว ท่านเรียนหนังสือแค่ชั้นประถมปีที่ 7 จากนั้นลาออกจากโรงเรียนด้วยเหตุผลเพราะต้องการบวช เมื่อบวชเรียนก็ศึกษางานปั้นจากคุณตาหมื่น บุญยเวทย์ วัย 85ปี และคุณตาอยู่คะณา วัย 80 ปี ช่างอาวุโสบ้านเตว็จ จังหวัดสุโขทัย ที่สอนหล่อพระ หล่อระฆัง จากนั้นก็ได้รับการถ่ายทอดการปั้นพระและสร้างวิหารจากครูบาคัมภีระปัญญา วัดเฟือยลุง จ.น่าน ในครั้งที่"หลวงพ่อมนตรี"ยังบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเด่นชัย ได้เดินธุดงค์เสาะหาสถานที่วิเวกสงบ จนมาพบบริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบันนี้ แต่เดิมเป็นไร่ข้าวโพด และเขตป่าสงวนที่เสื่อมโทรม แล้วพิจารณาเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็นชัยภูมิที่ดีเหมาะแก่การปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงขออณุญาต จัดตั้งเป็นที่พักสงฆ์ขึ้นโดยมีพ่อแถว สัมฤทธิ์ เป็นต้นศรัทธา จนถึงปี 2521( อายุ 18ปี) ท่านก็เริ่มก่อสร้างวัด"วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีสามัคคีธรรม" จากนั้นอีก 17 ปี วัดที่สวยงามตามลักษณะของสถาปัตยกรรมล้านนาก็แล้วเสร็จ สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามบรมราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อปี 2540

จากการที่ได้ตระเวนตามวัดต่างๆทางภาคเหนือและดินแดนล้านนาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เมืองเชียงตุง พม่า และจากประเทศลาว เพื่อศึกษารูปแบบของศิลปะล้านนาทั้งงานปั้น งานแกะสลัก จิตกรรมฝาผนัง หลวงพ่อมนตรีจำลองรูปแบบเด่นๆของวัดสำคัญต่างๆมารวมไว้ ณ "วัดพระธาตุสุโทนฯ" ได้แก่ ซุ้มประตูด้านหน้าโบสถ์จำลองจากวัดพระธาตุลำปางหลวง ซุ้มประตูด้านตะวันออกจำลองจากวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซุ้มประตูด้านตะวันตกจำลองจากวัดพระธาตุหลวงเวียงจันทร์ซึ่งวัดนี้สร้างจากช่างฝีมือเชียงใหม่ที่พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชแห่งลาวเป็นผู้นำไปสร้าง ฐานพระอุโบสถรูปซิกแซกจำลองจากวังประทับพระยามังราย จ.เชียงราย ประตูและหน้าต่างลวดลายแกะสลักจำลองจากวิหารลายคำวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ปั้นลมลวดลายเก่าศิลปะทางเหนือจำลองจากวัดต้นเกวน อ.สะเมิง เชียงใหม่ นาค 7 เศียร จำลองแบบขอม นางอัปสรปูนปั้นจำลองจากจากวัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ หอไตรจำลองแบบจากวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ หอระฆังจำลองแบบจากวัดพระธาตุหริภูญชัย จ.ลำพูน อาคารทรงล้านนาไม้สักทองหลังใหญ่จำลองแบบจากบ้านไทยสิบสองปันนาประเทศจีน พระบรมธาตุ 30 ทัส ศิลปะเชียงแสน จำลองจากวัดพระธาตุนอ(หน่อ) ของพระชนกพระเจ้าเม็งรายมหาราช จากแคว้นสิบสองปันนา สุดยอดของศิลปะล้านนาจำนวน11 แห่งนี้ระดม"สล่า"สุดยอดฝีมือของภาคเหนือมาร่วมกัน ก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยมีหลวงพ่อมนตรีควบคุม ออกแบบ และลงมือก่อสร้างในส่วนที่เป็นงานชิ้นสำคัญๆด้วยตัวเอง หลายครั้งที่มีผู้พบเห็นหลวงพ่อกำลังทำงานบนนั่งร้านหลังคา หรือกำลังปั้นโครงพระพุทธรูปก่อนที่จะให้ช่างฝีมือดำเนินการต่อ ความสามารถในงานพุทธศิลป์ ได้รับการกล่าวขานจากผู้พบเห็นเป็นอันมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรที่เคยมาชม ต่างก็ทึ่งในฝีมือ โดยเฉพาะการเขียนลวดลายต่างๆ ไม่มีต้นแบบ ไม่มีแบบร่าง เมื่อจรดดินสอบนกระดาษก็วาดลายได้ทันที ต่างกับหลักการร่างลายไทยโดยทั่วๆไป

บันไดทางขึ้นตรงกลางด้านพระพุทธไสยาสน์มีสิงห์คู่สีทองขนาดใหญ่ยืนเด่นเฝ้าเชิงบันไดแต่ละข้างไว้ ในปากสิงห์อ้ากว้างเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อบัวเข็ม(พระอุปคุตเถระปางบัวเข็มนี้เป็นปางที่ท่านเข้านิโรจสมาบัติในสะดือทะเล พุทธประวัติกล่าวไว้ว่าพญามารที่เคยมาขัดขวางพระโพธิ์สัตว์เจ้าชายสิทธัตถะใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จนเจ้าชายสิทธัตถะกล่าวให้พระแม่ธรณีเป็นพยาน พระแม่ธรณีท่านจึงบีบมวยผมปรากฎว่ามีน้ำที่เกิดจากการสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์โดยให้พระแม่ธรณีเป็นพยานนั้น ไหลบ่าท่วมพัดกองทัพพญามารจนแตกพ่ายไป และในวันนั้นเองเจ้าชายสิทธัตถะก็บรรลุธรรมเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พระศาสดาจึงได้บังเกิดขึ้นในโลก พญามารเป็นที่เกรงกลัวของเหล่าเทวดาและพรหม พระอุปคุตเถระท่านจึงทรมานพญามารด้วยอภิญญาของท่าน จนพญามารสิ้นฤทธิ์ยอมรับความพ่ายแพ้ เปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิกลายเป็นสัมมาทิฏฐิจนสำเร็จ พระเกจิอาจารย์ทั้งหลายจึงมักสร้างพระบูชาพระอุปคุตเถระเพื่อระลึกถึงคุณงามความดี เป็นแบบอย่างที่ดีงามที่สืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน) ขอบบันไดเป็นพญานาคเจ็ดเศียรทอดตัวเลื้อยขนาบสองข้างลงมาจากซุ้มประตูกลาง(ศิลปะปูนปั้นเปลือยจำลองแบบมาจากวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง) ประตูกลางทางเข้าวัดด้านนี้ปิดเพราะมีความเชื่อว่าเป็นทางสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน เชื้อพระวงศ์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ และผู้มีบุญบารมีเท่านั้น นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดได้จากประตูด้านซ้ายและขวา จากลานจอดรถจุดแรกที่เราเข้าไปชมคือ "พระธาตุสุโทนมงคลคีรี" ก่อสร้างโดยได้รับความบันดาลใจจากรูปแบบของพระธาตุพนม ขนาดฐานกว้าง 5 เมตร สูง 15 เมตร ราวบันไดขึ้นพระธาตุนี้แต่ละด้านเป็นตัวมอมสัตว์ในตำนานล้านนารูปร่างคล้ายแมวผสมสิงโต ที่สามารถปั้นได้คล้ายมีชีวิต

"พิพิธภัณฑ์สุวรรณหอคำ" อาคารทรงล้านนาสร้างด้วยไม้สักทอง มีเสาทั้งหมด 101 ต้น เป็นจำนวนเท่ากับหมายเลขถนน (สาย 101) ที่ผ่านหน้าวัด ด้านในเต็มไปด้วยโบราณวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่หายากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวนมากเ ครื่องดนตรี รูปเคารพ หม้อไห เครื่องทองเหลือง เครื่องกระเบื้อง เครื่องเขิน เครื่องสังคโลก อาวุธโบราณ ฯลฯนอกจากนี้ยังมีคัมภีร์กฎหมายมังรายศาสตร์ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของเมืองแพร่อันว่าด้วยการปกครองและการพิจารณาคดีความต่างๆอีกด้วย

ด้านตรงข้าม"พิพิธภัณฑ์สุวรรณหอคำ"เป็นพระอุโบสถ มีทวารบาลยักษ์สองตนถือขวานด้ามยาวยืนเฝ้าประตูทางเข้าโบสถ์ ตนหนึ่งสีเขียวมีช้างอยู่ในสะดือ อีกตนสีน้ำตาลมีหนูอยู่ในสะดือ เป็นที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งว่าวัดส่วนใหญ่ในภาคเหนือที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจะมีป้ายแนะนำเรื่องการถอดรองเท้าก่อนเข้าโบสถ์ การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย หลายแห่งไม่อนุญาตให้นุ่งกางเกงขาสั้นเข้าไปในบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเข้าไปแล้วเราก้มลงกราบ "พระบรมธาตุ 30 ทัศ"ซึ่งเปรียบถึงบารมี30 ประการ ที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญในแต่ละชาติเพื่อให้บรรลุมรรคผลนั้นคือ ทานบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี โดยแบ่งเป็นบารมีชั้นธรรมดา10 (บารมี) บารมีชั้นกลาง10(อุปบารมี) และ บารมีชั้นสูง10(ปรมัตถบารมี) จากนั้นเราจึงเริ่มเดินชมความงดงามโดยรอบองค์พระบรมธาตุที่ประกอบด้วยฐานชั้นล่าง 8 เหลี่ยม (ความหมายคือมรรคมีองค์แปด) ฐานลดหลั่นลงมา 3 ชั้น (หมายถึงกามภพ, รูปภพ, อรูปภพ) มีช้างค้ำ 32 เชือก (หมายถึงอาการ 32 ในร่างกาย) จำลองรูปแบบมาจากวัดช้างค้ำ จังหวัดน่าน และวัดช้างล้อม จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น ซุ้มจรนำประดิษฐานพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ มีพระพุทธเจ้าตัณหังกร เป็นต้น ฐานแปดเหลี่ยมซ้อนกันสองชั้น ชั้นแรกมีช้างปูนปั้นค้ำอยู่สลับกับรูปหล่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ชั้นที่สองประดิษฐานพระพุทธรูป ประทับนั่งและประทับยืนชั้นที่สาม เป็นหมู่เจดีย์ทรงกลม ขนาดเล็ก 24 องค์ขนาดกลาง 7 องค์ ขนาดใหญ่ 1 องค์ รวมทั้งสิ้น 32 องค์ เจดีย์องค์ประธานและเจดีย์รายรอบหุ้มทองสีเหลืองอร่ามยิ่งดูงดงามเมื่อตัดกับฉากหลังเป็นแสงสีฟ้าเข้มของเมืองเหนือหน้าหนาว

พระอุโบสถแบบล้านนาขนาดกว้าง 11 เมตร ยาว 30 เมตร มีลานประทักษิณโดยรอบ ฝาผนังบนระเบียงคตเป็นรูปปั้นนูนสูงของพระองค์เล็กนับพันองค์เว้นระยะห่างเรียงรายตลอดแนว และตลอดทางเดินมีพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย และเชียงรุ้งสีเหลืองทองประดิษฐานอยู่เป็นระยะ จำนวนกว่า 120 องค์ ใบเสมาก่ออิฐถือปูนเป็นรูปเจดีย์ทรงกลมทาสีแดงตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นสีทอง มียักษ์ปูนปั้นสีขาวเฝ้าประตูโบสถ์สองตน เป็นยักษ์ตื่นที่สื่อถึงความตื่นตัวความไม่ประมาท สามารถปฏิบัติหน้าที่การงานไปได้ด้วยดี และยักษ์หลับที่สื่อถึงความขี้เกียจและความประมาท จึงยากที่จะทำงานการให้ประสบความสำเร็จได้ ภายในโบสถ์นั้นประดิษฐานพระประธานคือ "พระพุทธชินเรศนวราชบพิตร" (นามพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) ที่หล่อด้วยโลหะพุทธลักษณะจำลองความงดงามวิจิตรและเปี่ยมด้วยความเมตตามาจากพระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก พระพุทธสุโทนมงคล เดิมเป็นพระประธานประจำวิหาร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2525 พระเจ้าเก้าตื้อ จำลองจากพระเจ้าเก้าตื้อ (พระพุทธรูปแบบล้านนา ที่มีพุทธลักษณะสวยงามอายุกว่า 500 ปี) วัดสวนดอก จ. เชียงใหม่ พระพุทธมหามุณีทรงเครื่องพญามังราย จำลองมาจากพระพุทธมหามุณี เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่าแต่สร้างเป็นรูปแบบศิลปล้านนา งานไม้แกะสลักเกี่ยวกับพุทธชาดก พระแก้วมรกตจำลอง บุษบกไม้แกะสลักลงรักปิดทอง และ จิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรเป็นเรื่องราวนิทานชาดกพื้นบ้าน และภาพไตรภูมิ

เมื่อเราออกมาเดินชมรอบๆโบสถ์ ลวดลายปูนปั้น ซุ้มประตู รูปปั้นทวยเทพ พระพุทธรูปแกะสลัก หอพระแก้ว วิหารพระเจ้าทันใจ ความงามในงานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานพุทธศิลป์ต่างๆ ที่เห็นนั้นจับใจในทุกจุดที่พบเจอ และทุกงานหัตถศิลป์นั้นล้วนแฝงปริศนาให้ขบคิดได้อรรถได้ธรรมทั้งสิ้น ซึ่งท่านพระครูบามนตรีได้ใช้ศิลปะเป็นเครื่องกระตุ้นให้คนเข้าวัด เพื่อมาศึกษาเรียนรู้ธรร อิ่มเอิบใจกับงานศิลปะ ทั้งยังมีข้อคิดเตือนใจกลับไปว่า.... อย่าเข้าวัดเพราะติดพระ อย่าเข้าวัดเพื่อหาวัตถุมงคลของขลัง แต่จงเข้าวัดเพื่อหาธรรมมะ ความขลังไม่ได้อยู่ที่ตัวพระ แต่อยู่ที่ธรรมมะของพระพุทธเจ้า

หลวงพ่อมนตรีได้ศึกษาบาลีและสมถะกรรมฐาน ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน และได้ศึกษาอักขระสมัยล้านนาจากครูบาบ้านก๋ง อ.ท่าวังผา จ.น่าน จนสามารถใช้ภาษาล้านนาได้ ท่านได้รับการสถาปนาให้เป็น "พระครูบา"ได้เข้าพิธีกรรมยกยอ-สถาปนาเถราภิเษก แต่งตั้งให้เป็นครูบาเมื่อปี 2541 ณ เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ตามราชประเพณีที่สืบทอดมาจากเมืองศรีลังกา ท่านอธิบายว่า คำว่า "ครูบา" นั้นตามประเพณีของล้านนาแล้วจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ตามจารีตประเพณี โดยจะมีพระเถระเป็นกรรมการ พิจารณาความเหมาะสม ว่าสมควรได้รับสมณะครูบา นั่นก็คือจะต้องได้รับการยอมรับและผ่านความ เห็นชอบจากคณะสงฆ์ว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม และนอกจากจะต้อง ได้รับความเห็นชอบจากสงฆ์แล้ว ยังต้องได้รับการยอมรับ เห็นพ้องจากสังคม ชาวบ้านด้วย ปัจจุบันการแต่งตั้งครูบาในเมืองไทยไม่มีแล้ว แต่ที่เชียงตุงยังสืบสานประเพณีโบราณนี้อยู่