กราบพระ "เชียงแสนสิงห์หนึ่ง"

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เมื่อ669ปีที่แล้ว พระยาผายูกษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯให้สร้างวัดขึ้น ใน พ.ศ.1888 ขั้นแรกให้ก่อสร้างเจดีย์สูง 23 วา เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระยาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีก 2 ปี จึงได้สร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฏิสงฆ์ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า "วัดลีเชียงพระ"

พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่และแผ่นดินล้านนา เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน รู้จักกันในชื่อ "เชียงแสนสิงห์หนึ่ง" หล่อด้วยสำริดหุ้มทอง ปางสมาธิ สูง 79 เซนติเมตร หน้าตักกว้าง 63 เซนติเมตร ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าสีหฬะ พระมหากษัตริย์แห่งลังกาทวีป ทรงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ.700 ต่อมาเจ้านครศรีธรรมราช ได้ไปขอมาถวายพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้กรุงสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา

จากนั้นได้มีผู้นำไปไว้ที่เมืองกำแพงเพชร และเชียงราย เมื่อพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ยกทัพไปตีเมืองเชียงรายได้ จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เชียงใหม่ พร้อมกับพระแก้วมรกต เมื่อขบวนช้างอัญเชิญมาถึงหน้าวัดลีเชียงพระ ช้างไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมา จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ประชาชนทางเหนือนิยมเรียกพระพุทธสิหิงค์ ว่า "พระสิงห์" แล้วจึงเรียก วัดลีเชียงพระ ว่า "วัดพระสิงห์" นับแต่นั้นมา (ต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร จึงมีชื่อเต็มว่า "วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร" ตั้งอยู่บริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์)

เมื่อ พ.ศ.2205 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตีเมืองเชียงใหม่ได้ จึงอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐาน ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์กรุงศรีอยุธยา เป็นเวลานานถึง 105 ปี เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แก่พม่า ใน พ.ศ.2310 ชาวเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปที่เชียงใหม่อีกครั้ง ครั้นเมื่อมณฑลพายัพได้กลับมาเป็นของไทยในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โปรดฯให้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.2338 แล้วพระพุทธสิหิงค์ ก็ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล มาจนถึงปัจจุบัน โดยมีพิธีอัญเชิญออกมาช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้ประชาชนไทยได้สักการะและสรงน้ำ ส่วนพระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง ณ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรวิหาร เมืองเชียงใหม่ เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรืองานประเพณีปี๋ใหม่เมือง ก็ได้มีการอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบกแห่ไปรอบเมืองเพื่อให้ศรัทธา ประชาชนได้พากันมา สรงน้ำเช่นกัน

สำหรับองค์พระบรมธาตุเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างวิหารลายคำนั้น เป็นพระธาตุประจำปีของคนเกิดปีมะโรงค่ะ ทรงเจดีย์ได้รับอิทธิพลมาจากพระธาตุหริภุญชัย รอบองค์บุด้วยทองจังโก (ทองดอกบวบ ทองเหลือง ผสมทองแดง) โดยจะมีเจดีย์ขนาดเล็ก 4 องค์ อยู่ที่ฐาน และยังมีที่มุมอีก 4 องค์ ซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกกว่าพระธาตุเจดีย์องค์อื่นๆภายในพระเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุส่วนกระดูกข้อมือซ้ายบรรจุรวมกับพระเกศา

ว่ากันว่าตามคติล้านนา คนเกิดปีมะโรง ต้องมากราบไหว้พระสิงห์ และกราบพระธาตุประจำปีเกิดให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อเป็นสิริมงคล และเพื่อน้อมจิตรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเดินตามรอยของพระพุทธองค์จนพ้นทุกข์ได้ในที่สุดค่ะ