ทุ่งดอกไม้สายรุ้ง ที่ฮอกไกโด

บันทึกนักเดินทาง

ตอนที่ 2 "โอตารุ เมืองสุดแสนโรแมนติค แห่งฮอกไกโด" โอตารุ เมืองท่าโบราณในสมัยโชวะ หนึ่งในเมืองโบราณที่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญทางตอนเหนือของญี่ปุ่นมาก่อน เปิดขึ้นเพื่อทำการค้ากับยุโรป และอเมริกา เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว เป็นทั้งเมืองท่าขนถ่ายสินค้า และเมืองแห่งการทำประมง เป็นหนึ่งในเมืองโรแมนติค และสวยงาม สร้างสรรค์อย่างลงตัวในสไตล์ยุโรป อาคารส่วนใหญ่ได้ถูกออกแบบเป็นสไตล์ตะวันตก เนื่องจากในอดีต เมืองโอตารุได้รับอิทธิพลมาจากการทำการค้าระหว่างประเทศญี่ปุ่น และประเทศในแถบยุโรป ภาพของโกดังสินค้าเก่าที่มีไม้เลื้อยสีเขียวปกคลุมที่สะท้อนภาพลงบนผิวน้ำใส กระเพื่อมเล็กน้อยด้วยแรงลม ช่างเป็นภาพโรแมนติคสำหรับผู้ไปเยือน

สถานที่สำคัญของเมืองโอตารุ ที่นับว่าเป็นจุดที่มีชื่อเสียงของเมือง คือ "คลองโอตารุ" คลองที่ในอดีตเคยใช้สำหรับลำเลียงสินค้า จากบริเวณท่าเรือที่เรือสินค้าจอดทอดสมอไปยังโกดังสินค้าที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งคลอง มีความยาว 1,140 เมตร โดยสร้างขึ้นจากการถมทะเล เมื่อปี 1923 แต่ภายหลังได้เลิกใช้ และมีการถมคลองครึ่งหนึ่งเพื่อทำถนน เหลือไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อให้เป็นจุดท่องเที่ยว ริมฝั่งคลองด้านหนึ่งทำเป็นทางเดินยาว เลียบคลองด้วยอิฐแดง กว้างประมาณ 2 เมตร บรรยากาศดีสวยงาม อีกฝั่งหนึ่งเป็นอาคารโกดังทรงยุโรปทำจากอิฐแดง ซึ่งสมัยก่อนเป็นโกดังเก็บสินค้า เรียงรายอยู่ตามริมทาง เมื่อลงจากสะพานข้ามคลองโอตารุไปเล็กน้อย มีศิลปินอิสระมาวาดภาพ เล่นดนตรี และที่นี่...เป็นสถานที่ที่มักจะมีรายการทีวีมาถ่ายภาพสวยๆ จากบริเวณโดยรอบของคลองแห่งนี้เป็นประจำ ทำให้คลองแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอตารุ โดยเฉพาะบรรยากาศในยามเย็นที่สุดแสนจะโรแมนติค

ในอดีต โอตารุเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจของฮอกไกโด จึงมีอาคาร ธนาคาร และร้านค้ามากมายในยุคก่อน ซึ่งอาคารเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำลายไป แต่ได้มีการนำมาปรับปรุงใหม่เป็นร้านค้า ร้านอาหาร และด้วยความที่เคยเป็นศูนย์กลางทางการเงินในอดีต โอตารุ จึงได้รับชื่อเก๋ๆว่า "The Wall Street of the North" แต่เนื่องจากในเวลาต่อมา การลงทุนและความเจริญมุ่งไปที่ซัปโปโร โอตารุในวันนี้จึงเหลือแต่อดีตที่รุ่งเรือง เป็นเมืองเก่าที่ยังคงความงดงาม กะทัดรัด และกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นในอดีตเอาไว้ให้ได้เป็นอย่างดีอีกเมืองหนึ่ง และนับเป็นอีกเมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน โอตารุได้ถูกพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ และจากสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายของทั้งญี่ปุ่น และยุโรปรวมกัน ทำให้ได้ชื่อว่า "เมืองสุดแสนโรแมนติค แห่งฮอกไกโด" ที่ใครๆก็ต้องมาเยือน มาแล้วต้องมาถ่ายภาพกับคลองโอตารุบนสะพานหินโค้ง ที่ทอดข้ามคลองอันเป็นมุมยอดฮิตที่ทุกคนต้องมาถ่ายภาพ ภาพคลองสายยาว พื้นหินโบราณทอดยาวไกลไปจนสุดสายตา โอตารุ เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีทิวทัศน์สวยงามในสไตล์ยุโรปผสมญี่ปุ่น ตึกเก่าๆที่ยังเหลืออยู่ ส่วนใหญ่อาคารเหล่านี้เป็นอาคารทรงยุโรป บางส่วนเคยเป็นโกดังเก็บสินค้าประจำเมืองท่าแห่งนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็น Landmark อย่างหนึ่งของเมืองนี้ไปได้ ปัจจุบันบางหลังยังถูกดัดแปลงให้เป็นร้านค้า ร้านอาหาร หรือพิพิธภัณฑ์ เช่น พิพิธภัณฑ์เมืองโอตารุ (Otaru City Museum) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะชอบเดินเล่นริมฝั่งคลองโอตารุ ซึ่งตกแต่งด้วยเสาตะเกียงแก๊สสไตล์วิคตอเรีย (แต่ปัจจุบันใช้ไฟฟ้าแล้ว) และภาพถ่ายของคลองแห่งนี้จะขาดเสน่ห์ไปมากทีเดียว หากไม่มีฉากหลังเป็นอาคารโกดังเก่าแก่ที่เรียงรายกันอยู่ริมฝั่งคลอง

"ถนนสายขนมหวาน" ใจกลางเมืองโอตารุ คือย่านถนนซากาอิมาจิ ถนนที่ทั้งสาย มีร้านขนมพื้นเมืองเรียงรายอยู่สองฝั่งถนน จนเป็นที่กล่าวขาน เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมาถึงโอตารุแล้วต้องแวะไปอุดหนุน โดยเฉพาะเค้กโอตารุ ร้านดัง " LeTao" หรือร้านอื่นๆ เค้กโอตารุ ได้ชื่อว่าเป็นเค้กที่หอมหวานที่สุด เนื่องจากใช้วัตถุดิบจากนม เนย และชีสฮอกไกโดที่มีคุณภาพสูง ที่ร้านบนถนนสายนี้จะจัดขนมไว้ให้ชิมแบบไม่หวง ทั้งเค้ก ทั้งช็อกโกเลต

มีร้านขนมหวานที่แนะนำว่า "ห้ามพลาด" คือร้านขนมหวานชื่อดัง "คิตะคาโระ" ที่มีขนมหวานชื่อดังอย่าง "บามคุเฮ็น" ขนมต้นตำรับจากเยอรมนี เป็นเลเยอร์เค้กเป็นชั้นกว่า 20 ชั้น ราคาตั้งแต่ 1,100 - 3,291 เยน หลากหลายขนาดและรสชาติ คนญี่ปุ่นชอบนำไปใช้ในพิธีแต่งงาน เนื่องจากมีลักษณะคล้ายแหวน นอกจากนี้ที่ร้านนี้ยังมี ซอฟท์ครีม หรือไอศกรีมที่มีรสชาติหวานหอม ราคาเพียง 300 เยน และขนมประเภทชูครีม หรือครีมพัฟฟ์ สามารถเก็บไว้รับประทานได้ 1-2 วัน มีทั้งแป้งกรอบ แป้งบาง หรือแป้งหนานุ่ม ขนมข้าวพองกรอบ สูตรเฉพาะฮอกไกโด หลายรส ทั้งปลาหมึก กุ้ง สาหร่ายทะเล ฯลฯ เค้กชิฟฟ่อน เยลลี่สูตรพิเศษ คัสตาร์ด พุดดิ้ง คุ้กกี้ และอื่นๆอีกมากมาย ภายในร้านยังมีโซนทำขนมอบ ที่มีการทำบามคุเฮ็นสดๆมาให้ชม ปัจจุบันมีสาขาย่อยทั่วฮอกไกโด

นอกจากนี้บนถนนสายนี้ยังมีร้านขายซูชิ ซูชิของโอตารุ เป็นของกินที่ติดอันดับว่าอร่อยที่สุดในโลก

และยังมีร้านขายของที่ระลึกอื่นๆ ซึ่งแต่ละอาคารของร้านเป็นแบบเก่าๆตั้งแต่สมัยเมจิ จนมาถึงสมัยโชวะ ที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตของเมืองท่าแห่งนี้ ดูแล้วได้บรรยากาศเมืองญี่ปุ่นดี มีพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ร้านเครื่องประดับ ร้านเครื่องแก้ว และร้านขายของที่ระลึกมากมาย แต่ที่ไม่พลาดสำหรับที่นี่...เมืองโอตารุ คือพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ซึ่งด้านหน้าจะมีนาฬิกาไอน้ำโบราณตั้งอยู่ และจะมีเสียงหวูดเป็นเสียงดนตรีทุกๆสิบห้านาที ปัจจุบันนาฬิกาไอน้ำโบราณในลักษณะนี้มีอยู่แค่สองเรือนในโลก คือที่เมืองโอตารุแห่งนี้ ส่วนอีกเรือนหนึ่งอยู่ที่แคนาดา

ร้านขนม โรงงานเครื่องแก้ว ร้านเครื่องแก้วสารพัดรูปแบบ และพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี จะตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า "Marchen Square" และที่ถนน Ironai สังเกตเห็นได้ว่า ที่โอตารุจะมีสินค้าประเภทเครื่องแก้ววางขายค่อนข้างมาก บางร้านสามารถทดลองเป่าแก้วได้

นอกเมืองโอตารุ มีภูเขาเท็งงุ ซึ่งขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์เบื้องสูงของโอตารุได้ หรือถ้าออกไปด้านริมทะเลก็จะมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งมีบ้านโบราณของชาวประมงปลาแฮร์ริ่ง ที่มีเรื่องราวของการทำมาค้าสมัยที่เกียวโตยังเป็นเมืองหลวง

ยามค่ำคืนที่โอตารุ ก็มีแสงสีสวยงามจากอาคารโกดังเก่าริมคลอง ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นร้านอาหารและเบียร์ฮอลล์ มีคนลากรถคอยรับส่งผู้โดยสารสร้างบรรยากาศได้ดียิ่งนัก

เรื่องอาหารการกินของเมืองนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด...ด้วยความที่เป็นเมืองท่า อาหารทะเลที่นี่จึงสดและคุณภาพลือเลื่อง แต่สนนราคาก็ค่อนข้างสูงทัดเทียมคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนู "ซูชิ" ถือว่าเป็นอันดับ 1 ในฮอกไกโด แล้วก็เป็นอันดับต้นๆของญี่ปุ่นด้วย แม้ว่าราคาจะเป็นเงื่อนไขในการชิมอยู่สักหน่อย แต่ก็คุ้มค่าหากได้ลิ้มลอง นอกจากนี้เมืองโอตารุ ยังมีชื่อเสียงในเรื่องเบียร์ ถึงขนาดมีร้านอาหารชื่อดัง ชื่อว่า "เบียร์โอตารุ" อยู่ถัดจากคลองโอตารุไปนิดเดียวเท่านั้น ที่ Sushiya Street ใกล้กับ JR Otaru Station มีทั้งซูชิสดๆ ราเมงร้อนๆ ควันหอมฉุย เครื่องดื่มนุ่มๆ ทั้งไวน์ เบียร์ และสาเก มีพร้อม...เป็นเรื่องจริงทีเดียวที่เมืองโอตารุนั้นคุ้มค่าต่อการเยี่ยมเยือน ทั้งความมีเสน่ห์ อาหารทะเลสด และแหล่งท่องเที่ยว แล้วยังสามารถเดินทางไปได้ในทุกฤดูกาล

ในช่วงฤดูหนาว อากาศเย็น ระหว่างวันงาน Otaru Yukiakari no machi เมืองโอตารุจะประดับประดาให้แสงเทียนสะท้อนเป็นเงาไหวๆไปกับผิวน้ำของคลองโอตารุ และยังจัดให้มีแสงเทียนวับวาวส่องแสงลอดออกมาจากกองหิมะด้วย ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์จะมีการสร้างบ้านและปั้นตุ๊กตาหิมะตลอดทางเดิน และจุดเทียนในโคมน้ำแข็ง แล้วลอยโคมเทียนในคลองด้วย เกือบทั้งเมืองจะประดับตกแต่งกันแบบนี้ ส่วนในฤดูร้อนจะมีศิลปินอิสระมานั่งวาดภาพเสมือนจริงให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งภาพที่สะท้อนความงามตามธรรมชาติของคลองโอตารุ และภาพของนักท่องเที่ยวที่ต้องการได้ภาพของตนเอง ณ คลองโอตารุแห่งนี้ กลับไปเป็นที่ระลึก

เราไปถึงโอตารุในตอนสายๆ แต่กระนั้น ในจุดแลนด์มาร์คของเมือง คือบริเวณริมคลองโอตารุบนสะพานหินโค้งที่ทอดข้ามคลอง สถานที่ที่เป็นจุดถ่ายภาพที่สวยงามที่สุดของเมือง มีนักท่องเที่ยวเยอะมาก อากาศยังคงเย็นสบาย ทั้งๆที่เป็นหน้าร้อน อาจเป็นเพราะยังเช้าอยู่กระมัง พวกเราแยกย้ายกันหามุมถ่ายรูปสวยๆ โดยเฉพาะบริเวณราวสะพานด้านที่มีป้าย "Wellcome To Otaru" แทบจะไม่ว่างเว้นจากนักท่องเที่ยวที่มาจับจองมุมที่สวยที่สุด เราต้องฉกเอาซีนที่ว่างชั่วขณะ เพียงระยะเวลาสั้นๆ ถ่ายภาพกับสะพานที่ด้านหลังเป็นภาพคลองโอตารุ อีกฝั่งเป็นอาคารโกดังสินค้าทรงยุโรปเก่าแก่ มีเถาไม้เลื้อยขึ้นปกคลุมครึ่งหนึ่งของโกดังที่สะท้อนภาพลงบนแผ่นผืนน้ำอย่างสวยงาม เก็บภาพน้ำพุโบราณที่สามารถใช้ดื่มกินได้ และภาพรถลากในสมัยโชวะ...เสียดายที่หนุ่มรถลากไม่ได้หล่อ และแต่งกายในชุดกิโมโนแบบ "ซันซิโร" หนุ่มรถลากในภาพยนตร์ญี่ปุ่นเก่าแก่ ขวัญใจสาวๆเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แต่กระนั้นมีพวกป้าๆจำนวนไม่น้อย อดที่จะไปถ่ายภาพกับรถลากพร้อมส่งความคิดถึงไปถึง "ซันซิโร" หนุ่มรถลากสุดหล่อในยุคที่ซามูไรยังเลื่องลือ เดินเล่นแถวๆโกดังริมคลอง ส่วนใหญ่ก็เป็นร้านอาหารประเภทนั่งดื่ม และร้านรับทำของที่ระลึกเล็กๆแบบทำมือจำหน่าย ทำกันสดๆเดี๋ยวนั้น เช่น พวกเข็มกลัดที่ทำจากการพันลวดเป็นตัวอักษร หรือเป็นภาพตามที่ผู้ว่าจ้างประสงค์ รวมทั้งกำไล สายสร้อยข้อมือสตรี และแหวนแบบน่ารัก มีคณะของเรายืนรออยู่ 3-4 ราย สาวอ้อย อยากได้เข็มกลัดไปฝากที่รักกับลูกสาว เขาพันลวดเป็นชื่อตามที่เราต้องการเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอ่อนช้อย สวยงาม แถมราคาไม่แพง แค่อันละ 100 กว่าบาท แต่ดูเวลาแล้วไม่น่าจะทัน การประดิษฐ์เข็มกลัดแต่ละอันน่ะไม่นานหรอก แต่คุณพี่แกเล่นประดิดประดอยแบบไม่สนใจว่าใครจะรอคิวยาวแค่ไหน รอได้รอไป ค่อยๆกลัดเข็มกลัดกับกระดาษรอง บรรจงบรรจุใส่ถุง พับถุง จนคนรอถอดใจ...เหลืออีกหนึ่งคิว แต่สั่งตั้ง 3 อัน เราเลยไม่รอ

ซึ่งที่โอตารุนี้ สมควรที่จะใช้เวลาอยู่ที่นี่ อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเป็นครึ่งวันนะ...เราว่า แต่มากับทัวร์เวลาก็เลยสั้นมากๆ ไม่จุใจเท่าไหร่ ที่โอตารุเราได้เกือบ...ขอย้ำว่าเกือบ...เต็มอิ่ม คือที่พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ใช้เวลาเกือบทั้งหมดที่เขาให้ ถนนขนมหวานนี่ได้แต่เดินผ่าน และได้ชิมขนมที่ทางร้านนำออกมาแจกให้นักท่องเที่ยวได้ชิม ทั้งขนมเค้กเลอเตา และช็อกโกเลต ขณะเดินผ่านไปพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีเท่านั้น

ขอรับประกันและยืนยันว่าขนมของโอตารุนี่...ไม่ธรรมดา