เล่าเรื่อง "เปรต"

ประสบการณ์ลี้ลับ

พูดถึงเรื่อง "เปรต" ซึ่งผู้เขียนไม่เคยเห็นเอง เพียงแต่ได้ยินผู้ใหญ่ หรือเพื่อนเล่าให้ฟัง เปรตนี้มีหลายประเภท โบราณว่าไว้ว่า หมายถึงผู้ที่ทำบาปมหันต์ อาทิ ทำร้ายดุด่าพ่อแม่ จึงไปเป็นอมนุษย์พวกหนึ่ง ที่เกิดในอบายภูมิ ในความเชื่อของคนไทย หรือคนที่เคยเห็นเปรต มักเล่าตรงกันถึงลักษณะของเปรตว่า คือผีที่มีรูปร่างสูงเท่าต้นตาล ผมยาว คอยาว ผอมโซ ผิวดำ ท้องโต มือเท่าใบตาล มีปากเท่ารูเข็ม เปรตจะหิวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากกินอะไรไม่ได้ จึงชอบมาขอส่วนบุญในงานบุญต่างๆ

"เปรต" มีหลายประเภท และลักษณะตามวิบากกรรมที่ทำไว้ ประเภทหนึ่งเรียกว่า "ปรทัตตูปชีวิเปรต" คือเปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ หากไม่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ ก็จะกินเลือดและหนองของตัวเองเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังมีลักษณะของเปรตที่มีไฟลุกอยู่ในปากตลอดเวลา เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่ถูกเผา เปรตที่มีร่างกายเหมือนงูเหลือม เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาว และคมราวกับมีด เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระเปรตที่ไม่มีศีรษะ ฯลฯ

ประสบการณ์ของผู้ที่เคยเจอเปรตนี้ ผู้ที่เล่าให้ฟังคือ คุณแม่ และคุณลุงของผู้เขียนเอง ในครั้งที่ท่านยังรุ่นหนุ่มสาว สมัยนั้นตามต่างจังหวัดมักจะมีงานวัด เป็นงานปิดทองฝังลูกนิมิต หนุ่มๆสาวๆยุคนั้นก็จะไปเที่ยว ไปทำบุญกัน ในตอนค่ำ ภายในวัดจะมีไฟแสงสี มีมหรสพ ดนตรี ลิเก ของกินสารพัดมาขาย ผู้คนบ้านใกล้ บ้านไกล ลูกเล็กเด็กแดง จะพากันมาทำบุญและดูมหรสพกันมากมาย ซึ่งวัดที่คุณแม่และคุณลุงไป ก็คือ "วัดโคกเกตุ" จังหวัดสมุทรสงคราม วัดนี้อยู่ใน อำเภออัมพวา สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2440 มีชื่อเสียงเด่นดังทางด้านน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ของ "หลวงพ่อช่อ" นอกจากนี้ก็ยังดังในเรื่องของ "เปรต" ที่ว่าชุกชุมนัก

ที่วัดนี้เมื่อกาลก่อน สมัยที่คุณแม่ยังรุ่นสาว ท่านได้ไปเที่ยวงานวัดกับญาติพี่น้อง คืนนั้นมีลิเกคณะดังมาแสดง ขณะที่ผู้คนกำลังนั่งดูลิเกกันเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงร้องวี้ดวี้ดดังอยู่ข้างโบสถ์ ได้ยินเสียงคนร้องกลุ่มใหญ่ และวิ่งหนีอะไรสักอย่าง ทำให้ลิเกต้องหยุดเล่น ทุกคนต่างหันไปมองในทิศทางของเสียง แล้วต้องตกใจแทบสิ้นสติ เพราะภาพที่เห็น คือเงาร่างสูงยิ่งกว่าต้นตาล ทำมือไม้ส่ายเปะปะ พร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวน เห็นเพียงเท่านั้น ทุกคนก็พากันวิ่งกันป่าราบ ทั้งลิเก และคนดู ซึ่งเป็นภาพติดตาของคุณแม่ จนท่านต้องเก็บมาเล่าให้ลูกหลานฟัง

ผู้ที่เล่าเรื่อง "เปรต" ได้น่าฟังอีกท่านหนึ่งก็คือ "หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์" ซึ่งเล่าไว้ว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี "ค่ำวันนั้น เพ็ญกลางเดือน 15 ค่ำ แสงจันทร์สว่างไสวกราดไปทั่ว ข้าพเจ้านั่งดูทีวีอยู่ในห้อง ละครกำลังสนุก แสดงเรื่อง นางกีสาโคตมี ฟังเสียงละคร ไม่ค่อยรู้เรื่อง หนวกหู หมาหมู่ใหญ่เห่าหอนวิเวกวังเวงจับใจตลอดเวลา นอนไม่หยุด สักครู่เสียงนายเปาะลูกชายข้าพเจ้าเรียก น้ำเสียงดูตกอกตกใจให้ข้าพเจ้ารีบออกจากห้องมาดูอะไรก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ลุกออกไปยังห้องหน้ามุข

เปาะชี้ให้ดู มองออกไปนอกหน้าต่าง เป็นครั้งแรกที่เห็นสัญชาตญาณบอกให้รู้ทีเดียวว่า อ้ายภาพสูงใหญ่ดำทะมึนราวกับเอาต้นตาลมาต่อกัน 3-4 ต้น สูงเยี่ยมเทียมฟ้า นี้คือร่างของเปรต พอแน่ใจเช่นนั้น เหงื่อเย็นออกมาชุ่มตัว กระซิบบอกเปาะว่า นี่คือเปรต ต้องท่องคาถาไล่มันไป แล้วข้าพเจ้าก็เรียกสามีข้าพเจ้ากับพี่หละให้ออกมาช่วยกันดู ไปเรียกบุตรบุญธรรม คือ น.ส.นิจมาดู ต่างคนต่างเห็นกันทั่ว แต่ไม่รู้จะทำยังไงกัน ข้าพเจ้ารีบท่องคาถาไล่ผี ซึ่งเคยจำมาได้จากท่านพระครูประกาศสมาธิคุณ ท่านสอนให้

ด้วยความกลัวสุดขีด ตั้งสติไม่อยู่ ท่องได้หน้าลืมหลัง กลางขาด ท่องเท่าใด เปรตก็ไม่ไป เมื่อไม่ไปคณะเราก็กลับเข้าไปดูละครต่อ ดูไปจนละครเลิกลุกออกไปดู เปรตยังอยู่ ผมสยายยาวลงมาเกือบถึงหัวเข่า หน้าตามัวไป แลหน้าไม่ชัด แต่ก็ช่วงท้องแห้งไปติดกระดูกเชิงกราน ท้องแห้งแป๋เช่นนี้ ต้องแสดงว่าอดอยากหิวโหย แล้วเปรตตัวนี้ ไม่มีผ้านุ่ง มองเห็นกระดูกโคนขายาวไปจดเท้า หมาแหงนหน้าหอนอยู่เรื่อย ไม่ยอมหยุด เดือนหงายมาก มองเห็นเมฆลอยผ่านตัวเปรตไปตลอดเวลา

ข้าพเจ้าชักกลัวขึ้นมานิดๆ ตะโกนเสียงดังบอกเปรตไปว่า เธอทำไมถึงยังไม่ไป มาคอยเอาอะไร ว่าไปก็นึกขึ้นได้ว่า เราเอาแต่ไล่เขาท่าเดียว ทำไมเราไม่คิดให้อาหาร และเสื้อผ้าเขาบ้าง เธอจะเคยเป็นญาติกับฉันหรือไม่ก็ตาม การที่เธอมาสำแดงตัวให้เห็น แสดงว่าต้องการความช่วยเหลือ ฉันจะช่วยเธอตามกำลัง เธอไม่ต้องลำบากเช่นนี้ เพราะเมื่อเธอเป็นมนุษย์อยู่ ไม่เคยทำบุญ เสื้อผ้า อาหาร เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก ห่วงกังวลแต่ทรัพย์สมบัติ มุ่งหน้าแค่สะสมท่าเดียว ไม่ยอมบริจาค พระท่านว่า ตายแล้วจะต้องไปเกิดเป็นเปรต ด้วยจิตโลภของตัวเอง นี่ก็ดึกแล้ว กลับไปเสียเถอะ พรุ่งนี้คอยรับส่วนกุศล จะทำบุญอาหาร และเสื้อผ้าส่งไปให้ จะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุสลให้เธอคนเดียว พรุ่งนี้เพลแล้วคอยรับเอา ว่าแล้วเท่านั้น เปรตค่อยๆยืดตัวยาวๆออก บ่ายหน้าหายไปทางทิศตะวันตก ทุกคนโล่งอก หายกลัว พากันเข้านอน รุ่งเช้านิจตื่นขึ้นมาทำอาหาร ใส่ปิ่นโตไปถวายพระทั้งคาว หวาน และผลไม้ ข้าพเจ้าเตรียมเครื่องข้าวของที่จะไปทอดกฐินที่วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ให้สามีข้าพเจ้าเอาไปถวายพระวัดลานบุญ ที่จังหวัดนนทบุรี

พอเที่ยงกะว่าฉันเพลเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้เปรต แล้วแถมยังบอกไปกับน้ำกรวดว่า ตุลาคมข้าพเจ้าจะไปทอดกฐินที่อ่างทอง จะอุทิศส่วนบุญไปให้อีก แล้วก็ขอบริจาคเสื้อผ้าใช้แล้วของทุกคนในบ้าน ทั้งของข้าพเจ้าด้วย เอาไปแจกชาวบ้านที่ยากจน แถวบ้านข้าพเจ้ามีคนจนเยอะ ดีใจกันทั่วหน้า ค่ำลงก็อุทิศส่วนกุศลไปให้เปรตอีก"

คนที่ตายแล้วกลายเป็นเปรตนี่น่าสงสาร ต้องคอยรับบุญและกุศลที่คนอื่นส่งให้ ต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมาน อดอยาก หิวโหย จนชั่วนาตาปี กว่ากรรมที่ทำมาจะสิ้นสุด ฉะนั้นเราจึงพึงระวัง อย่าได้สร้างกรรมไม่ดีที่จะทำให้ตายไปแล้วกลายนเป็นเปรต มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จงเพียรสร้างแต่กรรมดี ก่อนที่จะสายเกินไป...