พระบิดาแห่งฝนหลวง

โน้ตบุ๊ค

พฤศจิกายนเป็นเดือนแห่งปลายฝนต้นหนาว แต่ก็เป็นเดือนที่มีความสำคัญของเรื่องฝนเข้ามาข้องเกี่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อประชาราษฎร์ไทยเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ "วันพระบิดาแห่งฝนหลวง"

วันพระบิดาแห่งฝนหลวงตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งกำหนดขึ้นหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริโครงการฝนหลวง เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 นับตั้งแต่นั้น พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายในการคิดค้น วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวงจนประสบความสำเร็จ และช่วยให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งมาได้จนถึงปัจจุบัน

โครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นโครงการที่ก่อกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ซึ่งต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และใช้ในการเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้ง ที่มีสาเหตุจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ ทั้งฤดูฝนเริ่มต้นล่าช้าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปกติ หรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน

จากพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรงพบเห็นว่าภาวะแห้งแล้งได้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามลำดับ เพราะการตัดไม้ทำลายป่า เป็นสาเหตุในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรในทุกภาคของประเทศ ส่งผลถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ คิดเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

ระหว่างทางที่เคยเสด็จพระราชดำเนินทรงสังเกตว่า มีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงระยะยาว ทั้งๆที่เป็นช่วงฤดูฝน ทรงคิดคำนึงว่าน่าจะมีหลักทางวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ ทรงเชื่อมั่นว่าลักษณะของกาลอากาศ ภูมิอากาศ และภูมิประเทศของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเขตร้อนและอยู่ในอิทธิพลของฤดูมรสุมของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฤดูฝนและเป็นฤดูเพาะปลูกประจำปีของประเทศไทย จะสามารถดัดแปรสภาพให้เกิดเป็นฝนตกได้

ตั้งแต่ปี 2498 เป็นต้นมา พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าและวิจัยทางเอกสารทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศจนมั่นพระทัยก่อนพระราชทานแนวคิดนี้แก่ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ในปีถัดมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการบนท้องฟ้า

ในปี 2512 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้ง หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการและหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองคนแรกและเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรก โดยมีปฏิบัติการทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้งขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้วเข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้นทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้น เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่นและก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วเกิดฝนตกลงสู่พื้นในที่สุดยังส่งผลให้มีการพัฒนาปรับปรุงและต่อยอดโครงการฝนหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

การทำฝนหลวง เป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า ซึ่งต้องใช้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมากๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยบนท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจำนวนเมฆและสภาพของทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝน คือความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม นั่นคือเมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อวกาศเบื้องบนอุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง ซึ่งมากพอที่จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จนเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำขึ้นบนแกนกลั่นตัวจนกลายเป็นฝนตกลงมา

เนื่องจากการทำฝนเป็นเทคโนโลยีที่ยังใหม่ และในประเทศไทยยังไม่มีนักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ในระยะแรกเริ่มโครงการฯ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงเป็นกำลังสำคัญและทรงร่วมในการพัฒนากิจกรรมนี้ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทรงวางแผนการทดลองปฏิบัติการ การติดตามและประเมินผลอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว นอกจากนั้นยังทรงปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างในการประสานงาน ขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนกิจกรรม

โครงการฝนหลวงมีประโยชน์นานัปการต่อราษฎรชาวไทย ทั้งในด้านการเกษตร ด้านอุปโภคบริโภค การแก้ไขคุณภาพน้ำ เสริมสร้างเส้นทางคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งการป้องกันและบำบัดภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม นับเป็นพระปรีชาสามารถ และสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงคำนึงถึงประโยชน์ทุกข์สุขของราษฎรชาวไทยเสมอมานานถึง 59 ปี การขนานนามพระองค์ว่า "พระบิดาแห่งฝนหลวง" จึงเป็นการแสดงความรำลึกในการพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่จะคงอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน