"พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" พระผู้มีความงามเป็นเลิศ

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

พระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของ "พระสุโขทัยไตรมิตร" (หลวงพ่อทองคำ) วัดไตรมิตรวิทยาราม ถนนมิตรภาพไทย-จีน แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ งดงามอย่างไร้ที่ติ จนชาวต่างชาติทั่วโลก ดั้นด้นมาชมบารมี และเอ่ยนามท่านว่า "Golden Buddha"

หลวงพ่อทองคำ เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ทั้งองค์ หนักถึง 5.5 ตัน เฉพาะมูลค่าทองคำตามที่บันทึกในกินเนสส์บุ๊คนั้น อยู่ที่ประมาณ 28.5 ล้านปอนด์ มีส่วนผสมของทองคำสูงมาก เรียกว่า ทองเนื้อเจ็ดน้ำสองขา จากฐานองค์พระขึ้นไปเนื้อทองบริสุทธิ์ 40% พระพักตร์มีเนื้อทอง 80% ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99% ตัวองค์พระสูง 7 ศอก 1 คืบ 9 นิ้ว (3.98 เมตร) หน้าตักกว้าง 6 ศอก 5 นิ้ว (3.13 เมตร) ด้วยพุทธลักษณะงดงาม ทองคำส่งประกายเหลืองอร่ามทั่วทั้งองค์ จึงเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของวัดมหาธาตุ สุโขทัย ดังที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกว่า "วัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัย มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม" ซึ่งพิจารณาทั้งตามหลักฐานอื่นและเหตุผลประกอบแล้ว น่าจะเป็น พระพุทธรูปทององค์ดังกล่าว เพราะปริมาณทองคำแท้ขนาดสร้างพระพุทธรูปนี้ ย่อมเกินกว่าที่สามัญชนทั่วไปพึงสร้างเป็นสมบัติส่วนตัว

ต่อมา พระพุทธรูปองค์นี้ได้ถูกพอกปูนลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์ เพื่อเป็นการอารักขาภัย แต่ไม่ทราบว่าตกไปอยู่ในสถานที่ใดบ้าง ทราบแต่เพียงว่า ล่าสุดประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระยาไกร (วัดโชตนาราม) แต่ต่อมา วัดพระยาไกร กลายเป็นวัดร้าง ไม่มีผู้ดูแล ประกอบกับ บริษัทอี๊สต์เอเชียติ๊ก จำกัด ประสงค์ขอเช่าพื้นที่ของวัดเพื่อดำเนินกิจการของบริษัท ที่ประชุมคณะสงฆ์จึงให้วัดไตรมิตรวิทยาราม และวัดไผ่เงินโชตนาราม ไปอัญเชิญพระพุทธรูปสององค์ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวัดพระยาไกรนั้น ไปประดิษฐานไว้ตามสมควร ทางคณะของวัดไผ่เงินฯได้เดินทางไปถึงก่อน จึงเลือกอัญเชิญพระพุทธรูปสำริดไป เหลือพระพุทธรูปปูนปั้นไว้ให้วัดไตรมิตร

ในขั้นแรกเมื่อถึงวัดไตรมิตร ก็ได้แต่เพียงปลูกเพิงสังกะสีธรรมดา เพื่อบังแดดบังฝน ไว้ริมถนนด้านทิศตะวันออกของพระอุโบสถ เป็นเวลาถึง 20 ปี ด้วยยังหาที่จะประดิษฐานอันเหมาะสมมิได้ ต่อมา ในพ.ศ.2497 จึงทำการสร้างวิหารใหม่ ด้วยตั้งใจจะประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ทำการประดิษฐานพระพุทธรูป ให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี แต่ในขณะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูป เนื่องจากพระพุทธรูปมีน้ำหนักมาก สายเครื่องกว้านจึงขาดลง ทำให้พระพุทธรูปตกกระแทกพื้น ส่งผลให้ปูนที่หุ้มบริเวณพระอุระกะเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ทั้งใต้ฐานทับเกษตรยังมีกุญแจกลสำหรับถอดองค์พระออกได้เป็น 9 ส่วน ช่วยให้สามารถเคลื่อนย้ายองค์พระได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งได้มีการใส่ทองคำสำรอง และมุกที่ใส่พระเนตรมาให้อย่างครบถ้วน ท่านเจ้าอาวาสจึงให้ลอกปูนออกทั้งองค์ แล้วนำขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิหาร

พ.ศ.2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" ซึ่งเป็นนามของพระพุทธรูปทองคำที่ปรากฏอยู่ในจารึกของพญาลิไท สมัยสุโขทัย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปองค์นี้นั่นเอง

ปลายปี 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้มีการสร้างพระมหามณฑป พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แทนพระพระวิหารองค์เดิม ซึ่งคับแคบมาก และเมื่อปลายปี 2552 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประกอบพิธีสวมพระเกตุมาลาบนเหนือพระเศียรพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงยกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ถวายเป็นพุทธบูชา ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555

พระพุทธรูปทองคำล้ำค่าในศิลาจารึก ที่ดูเหมือนจะหายไปจากวัดมหาธาตุกลางกรุงสุโขทัย เพราะถูกบดบังอยู่ใต้ปูนปั้นเป็นเวลานานหลายร้อยปี ผ่านราชธานีนับแต่สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี มาจนถึงรัตนโกสินทร์ ได้ปรากฏความงดงามตระการตาขึ้นอีกครั้ง ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหาธรรมราชาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ

ในวโรกาสมิ่งมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคมนี้ ปวงชนชาวไทยทั่วหล้าน้อมกราบขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ขอความศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์ "หลวงพ่อทองคำ" ถวายจตุรพิธพรชัย ขอทรงพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ทรงพระเกษมสำราญทุกทิวาราตรีเทอญ