ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน

มิเกล์ เด เซบันเตส ซาเบดร้า เขียน สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

หนังสือชื่อ ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน เป็นหนังสือที่ไม่ควรจะอ่านครั้งเดียว เพราะเป็นหนังสือที่มีความสามารถผลิตเรื่องใหม่ๆได้ด้วยการอ่านซ้ำเรื่อยๆไม่มีวันหมด

ข้อความที่ไม่เกินไปจากความจริง โปรยอยู่ที่ปกหลังว่า

"ในชั่วชีวิตหนึ่ง หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือได้เพียงเล่มเดียว จงเลือกเล่มนี้เถิด ชีวิตจักไม่ตายเปล่าแน่แท้"

หลังจากอ่านจบไปเพียงหนึ่งรอบ ฉันบอกกับตนเองได้ว่าจะต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ซ้ำอีก เสน่ห์ของดอนกิโฆเต้สำหรับตัวฉันเอง ไม่ใช่เรื่องชวนขันที่เคยwด้ยินได้ฟังมาจากหลายๆคน แต่เป็นเพราะว่าหนังสือ ดอนกิโฆเต้ นั้นมีเรื่องซ้อนเรื่อง ลุ่มลึก มีรูปแบบหลากหลาย ทั้งเนื้อหา และกลวิธีการเขียน

ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน เขียนโดย มิเกล์ เด เซบันเตส ซาเบดร้า

สว่างวัน ไตรเจริญวิวัฒน์ แปลจากภาษาสเปน หนังสือเล่มที่ฉันมีอยู่ พิมพ์เป็นที่ระลึก เนื่องในวันสถาปนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเปิดหลักสูตรวิชาสเปน โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศึกษาคณะศิลปศาสตร์ เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ ดำเนินการพิมพ์ โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

อัศวินหน้าเศร้า ดอนกิโฆเต้ เขียนขึ้นเมื่อไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ ปีมาแล้ว 'ใบบอกราคา' ครั้งเมื่อพิมพ์ครั้งแรกลงวันเวลาว่า "เมื่อวันที่ ยี่สิบ เดือน ธันวาคม คริสต์ศักราชหนึ่งพันหกร้อยสี่" เราจะมองข้ามหนังสือผ่านกาลเวลามาเกือบครึ่งศตวรรษได้อย่างไร

แม้ว่าไม่อาจจะจินตนาการถึงยุคสมัยที่เซบันเตสเขียนเรื่องดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ได้เพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความรู้ทางด้านวรรณกรรมที่ฉันมีอยู่เท่าปลายเล็บ อัศวินหน้าเศร้ากับม้าคู่ใจชื่อโรซินันเต้ และอัศวินสำรองซานโช่ ปันซ่า ก็เยื้องก้าวอย่างสง่างามเข้าสู่โลกการอ่านที่เปี่ยมสุข

มิเกล์ เด เซบันเตส ซาเบดร้า ผู้ประพันธ์ ได้เขียนอารัมภบทถึงหนังสือและคำรำพึงไว้อย่างคมคายหลายหน้า ส่วนหนึ่งเขาบอกไว้ดังนี้

"ท่านผู้อ่านผู้สำราญอารมณ์ ข้าพเจ้าคงมิต้องพักกล่าวคำสาบาน เพื่อยืนยันต่อท่านดอกกระมังว่า

ข้าพเจ้ามาดหมายเพียงใดที่จะให้หนังสือเล่มนี้ อันเปรียบประดุจบุตรแห่งปัญญาของข้าพเจ้า เป็นผลงานวิจิตรงดงามและสุดคมคายเท่าที่เคยปรากฏ ทว่า ข้าพเจ้ามิอาจก้าวข้ามกฎธรรมชาติที่ว่า 'ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น' ด้วยเหตุฉะนี้ มันสมองอันว่างเปล่าแลร่ำเรียนมาน้อยของข้าพเจ้าแลให้กำเนิดสิ่งใดได้เล่า นอกจากผลงานอันแห้งแล้ง หัวมังกุท้ายมังกร ตามอำเภอใจผู้เขียน แลเต็มไปด้วยความคิดฝันแสนยุ่งเหยิงสุดที่ผู้ใดจะคาดคิด"

ดังที่บอกว่าดอนกิโฆเต้ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.๑๖๐๕ ต่อๆมาได้รับการยกย่องให้เป็นนวนิยายสมัยใหม่เรื่องแรกของโลก

เซร์บันเตส ผู้ประพันธ์ซึ่งฉลาดปราดเปรื่อง ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นในโลก ด้วยการใช้ปากกาขีดเขียนเรื่องราวของดอนกิโฆเต้ ราวกับว่ากระดาษคือแผ่นศิลาศักดิ์สิทธิ์ไม่มีวันแตกสลาย ทำให้เรื่องการผจญภัยของอัศวินหน้าเศร้าถูกจารึกไว้ แล้วชื่อ 'ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน' ก็ได้กลายเป็นตำนานในเมฆหมอกของความเป็นนิรันดร์

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน ในประเทศสเปน ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นลามันช่า

อล็อนโซ กิฆาน่า ชื่อเดิมก่อนที่ใครๆจะเรียกเขาว่าดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า อล็อนโซ กิฆาน่า

เป็นคนสูงผอม แก้มตอบ อายุห้าสิบปีเศษ ในหนังสืออธิบายว่า "ในยุคศตวรรษที่ 17-18 ช่วงเวลาที่เซร์บันเตสมีชีวิตอยู่นั้น เกณฑ์เฉลี่ยอายุของคนต่ำกว่าในปัจจุบันมาก จะหาผู้สูงวัยกว่า 60 ปีนั้นน้อยนัก ตัวเอกของเราจึงจัดว่าอยู่ในวัยชราเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง"

ชายวัยปลายชีวิตผู้นี้หลงใหลการอ่านหนังสือ หนังสือที่เขาคลั่งไคล้คือนวนิยายอัศวิน เขาอ่าน และอ่านอย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนเด็กน้อยที่หลงใหลเรื่องเจ้าชาย เจ้าหญิง ยอดมนุษย์ และการผจญภัยในโลกหนังสือ เขาเป็นชายอายุห้าสิบกว่าๆที่บริสุทธิ์ดุจเด็กน้อย และในเวลาเดียวกันเขาก็เป็นอัจฉริยะ

เรื่องราวการผจญภัยที่ห้าวหาญ การต่อสู้กับยักษ์ร้ายและปีศาจ การปกป้องคุณงามความดี และคร่ำครวญถึงหญิงคนรัก ตัวหนังสือมีอำนาจเหนือชีวิตจริง นักอ่านทุกคนติดพันหนังสือในระดับต่างๆกัน ดอนกิโฆเต้คงเป็นคนแรกที่สติฟั่นเฟือนเสียจริตจากการอ่านหนังสือ

"ขุนนางต่ำศักดิ์ผู้ที่กล่าวข้างต้น ใช้เวลายามว่าง อันหมายถึงเกือบทั้งปี ทุ่มเท หมกมุ่นอ่านแต่นิยายอัศวินด้วยคลั่งไคล้ใหลหลง แทบลืมเรื่องล่าสัตว์ และดูแลทรัพย์สินไปสิ้น ความสนใจใคร่รู้เรื่องอันหาแก่นสารมิได้เลยเถิดถึงขั้นขายที่ดินทำกินไปมากมายหลายเอเคอร์ เพียงเพื่อซื้อหานิยายอัศวินมาอ่าน"

"เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่ออาการเสียจริตกำเริบถึงขีดสุด เขาพลันบังเกิดความคิดพิสดารเกินกว่าคนเสียจริตคนใดในโลกเคยฟุ้งฝัน เขาเห็นว่าความคิดนี้ดีเลิศ จำเป็นสุดแสนด้วยว่าเป็นการรับใช้แผ่นดินแลเชิดชูกียรติศักดิ์แห่งตน นั่นคือ ตกลงใจเป็นอัศวินพเนจร เดินทางไปทั่วสารทิศพร้อมอาชาคู่ใจแลอาวุธคู่มือ เพื่อสร้างวีรกรรม ประพฤติตนดุจเดียวกับบรรดาอัศวินพเนจรที่อ่านพบในนิยาย"

แล้วดอนกิโฆเต้ก็จัดแจงแต่งตัว อาวุธขึ้นสนิมในบ้าน หมวกเหล็ก เกราะคลุมใบหน้าทำจากกระดาษแข็งที่เขาทำขึ้นด้วยตนเอง เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ขึ้นขี่ม้าของตน ม้าชื่อ โรสินันเต้ ผอมแห้งแรงน้อย แต่เขากลับเห็นว่าม้าของเขานั้นเป็นยอดอาชามากกว่าม้าของอเล็กซานเดอร์มหาราช และตลอดเรื่องก็แทรกประวัติศาสตร์ งานเขียน ศาสนา และการเสียดสี รวมทั้งรายนามบุคคล สถานที่สำคัญ เรื่องทุกเรื่องเชื่อมโยงถึงกันอย่างเหมาะเจาะ เหมือนงานปั้นปูนของช่างอัจฉริยะขี้เล่น

"ก่อนรุ่งอรุณของวันอันสุดร้อนอบอ้าวในเดือนกรกฎาคม ดอนกิโฆเต้จึงสวมหมวกเกราะสับปะ-รังเคที่เขาบรรจงทำขึ้น สอดมือกระชับห่วงบนโล่ ครั้นพร้อมพรักด้วยเครื่องป้องกันกายแลอาวุธแล้ว ก็ขึ้นนั่งบนหลังโรสินันเต้ แอบหลบออกทางประตูหลังบ้าน มิได้สั่งความแก่ผู้ใด เขาปราโมทย์สุดแสนเมื่อเห็นว่าการเริ่มต้นทำสิ่งที่ปรารถนาช่างง่ายดายนัก"

อัศวินพเนจรผู้มากความมุ่งมั่นและความหวังในการผจญภัย ออกจากบ้านท่องโลกไปกับม้าคู่ยากได้เพียงสองวัน ในห้าบทแรกนี้เป็นสองวันและเข้มข้น เขาให้เจ้าของเรือนแรมที่พักทำพิธีแต่งตั้งให้เขาเป็นอัศวิน เจ้าของเรือนแรมแม้จะรู้สึกตกใจแต่ก็มีอารมณ์ขันจึงยอมทำตามที่ดอนกิโฆเต้ขอร้อง หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัศวินแล้วเขาออกเดินทางต่อไป ความหลงเพ้อทำให้พ่อค้าสองสามคนทำร้ายจนสลบชาวนาในหมู่บ้านเดียวกันมาพบเข้าจึงพาเขากลับบ้าน

ในบทที่หก หลานสาวกับแม่บ้านไปตามบาทหลวงมาเพื่อให้ช่วยดอนกิโฆเต้ บทที่หกนี้น่าสนใจเพราะเป็นการสำเร็จโทษหนังสืออัศวินที่ดอนกิโฆเต้มีอยู่ทั้งหมด บาทหลวงสำเร็จโทษด้วยการเลือกหนังสือทีละเล่ม แล้วพิพากษาตัดสินในทันทีว่าหนังสือเล่มไหนควรจะถูกเผา แล้วจึงโยนหนังสือลงในกองไฟ (อย่างน่าเสียดายยิ่ง)

วิธีรักษาของบาทหลวงอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปิดห้องหนังสือตลอดกาล

อย่างไรก็ดี เรื่องราวของอัศวินได้หลั่งรินอยู่ในสายเลือดของดอนกิโฆเต้แล้ว หลังจากนั้นอีกสิบห้าวัน เขาประพฤติตนเป็นปกติ ระหว่างนั้นเองได้ไปชวนชาวนาคนหนึ่งชื่อ ซานโช่ ปันซ่า บอกกับชาวนาว่าหากติดตามไปเป็นอัศวินสำรองแล้วเมื่อการผจญภัยจบลง จะได้รับที่ดินที่มีน้ำล้อมรอบเป็นรางวัล ชาวนาผู้สัตย์ซื่อยอมทิ้งลูกเมีย ติดตามดอนกิโฆเต้ออกไปผจญภัย

ความฝันคือแสงสว่าง และเป็นประภาคารของความหวัง

ดอนกิโฆเต้ รูปร่างสูงเดินทางไปด้วยความฝัน มีซานโช่ ปันซ่า ซึ่งอ้วนเตี้ยเป็นดวงตาของความจริง ความฝันซึ่งฟั่นเฟือนกับความจริงที่ทุกข์ยากทว่าไม่ทุกข์ร้อน ทำให้ทั้งสองเดินทางร่วมกันได้ และเรื่องราวการผจญภัยนั้นมีมากมาย ทั้งยังมีเรื่องซ้อนเรื่องอยู่มาก ความขบขับที่น่าสงสารแรกสุดนั้นก็คือการหลงผิดคิดว่ากังหันลม คือยักษ์ปักหลั่น และต่อมาเมื่อพบกับฝูงแกะ ดอนกิโฆเต้ก็คิดว่าเป็นกองทัพทหาร คิดเพ้อว่าผู้คนในเรือนแรมเป็นพ่อมด และอื่นๆอีกมาก

และที่เสียจริตหนักของคือการถอดกางเกงทำท่าทางต่างๆนานายิ่งกว่าคนบ้า นี่คือการเสียจริตและฟั่นเฟือนเหลือเชื่อ หากนึกภาพตามเนื้อเรื่องมุมหนึ่งอาจจะดูตลกขบขัน ทว่าในขณะเดียวกันก็ช่างน่าสงสารในความคิดฝันเพ้อที่ถูกทำให้กลายเป็นจริง

"โชคชะตาชักนำให้เราได้พบสิ่งดีเกินคาดฝัน ดูนั่นซิซานโช่ ปรากฏยักษ์โฉดช้าสามานย์สามสิบตนหรือมากกว่า ข้าหมายจะจู่โจมแลสังหารพวกมันให้สิ้น แลสรรพสิ่งที่พวกมันพกติดตัวมาจะทำให้เรามั่งคั่งมิพักต้องสงสัย นี้จะเป็นการสัประยุทธ์ที่เที่ยงธรรม แลเป็นการรับใช้พระผู้เป็นเจ้ากำจัดเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายไปจากผืนปฐพี"

"เขายินดีปรีดายิ่งนัก คะเนว่าคงเป็นกองทัพของสองฝ่ายที่จะถาโถมเข้าโรมรัน มีท้องทุ่งเป็นสมรภูมิรบ ด้วยเหตุว่าทุกเวลานาที สมองของเขามีแต่เรื่องราวผจญภัย ทั้งสงคราม การประลอง

การสัประยุทธ์ แลความคิดอันฟุ้งเฟื่อง อีกทั้งความรักที่อ่านพบในนิยายอัศวิน สิ่งทั้งปวงที่เขาพูด คิดหรือกระทำล้วนโน้มนำไปในทางนี้ทั้งสิ้น"

"เจ้าจักรู้อะไรเล่า" ดอนกิโฆเต้ตอบ "ถัดจากนี้ไปข้ายังต้องฉีกทึ้งเสื้อผ้า โยนเกราะพวกนี้ทิ้ง

แล้วโขกศีรษะกับโขดหิน รวมถึงทำสิงอื่นๆทำนองนี้อีก เชื่อเถิด เจ้าจักต้องตื่นตะลึงทีเดียว"

"ว่าแล้วพลันก็รูดกางเกงลง เหลือเพียงเสื้อ ดอนกิโฆเต้ล้มตัวลงนอนถีบเท้าทั้งสองกลางอากาศ

เผยให้เห็นสิ่งอันได้ยลเพียงหนเดียวก็เกินพอ ซานโช่รีบชักบังเหียนโรสินันเต้ออกเดินทางไปด้วยสบายอกสบายใจที่กล่าวคำสาบานได้ว่าเห็นนายของตนเสียจริต ดังนี้ เราจะปล่อยให้ซานโช่เดินทางไปตามเส้นทางของเขา จนกว่าจะกลับมาอีกคราในเวลาอันสั้น"

ทั้งสองยังร่วมเดินทางต่อไปอย่างซื่อสัตย์มุ่งมาดในสิ่งที่ตนเองเป็น แม้ว่าความฟั่นเฟือนเสียจริตของดอนกิโฆเต้จะทำให้ซานโช่งุนงง บางครั้งเขาคิดจะเดินทางกลับบ้าน แต่ด้วยวาทะอันแหลมคมของดอนกิโฆเต้จึงทำให้ซานโช่ยอมเป็นอัศวินสำรองร่วมเดินทางกันต่อไปอีก

หนังสือโด่งดังใกล้จะถึงครึ่งศตวรรษเล่มนี้ ยังมีเรื่องสนุกเหลือเชื่ออ่านเพลินซ้อนแทรกอยู่ เรื่องเหล่านั้นยังย้อนมาบรรจบกันและจบลงด้วยความสุข นอกจากเรื่องการผจญภัยที่เกิดจากอาการฟั่นเฟือนและเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ความโดดเด่นประการสำคัญคือความคมคายลึกซึ้งของถ้อยคำที่ปรากฏ ทั้งถ้อยคำวาจาของดอนกิโฆเต้ และของคนอื่นๆซึ่งล้วนแล้วชวนให้คิด

"ซานโช่เอ๋ย พึงรู้ไว้ด้วยว่าผู้จะเป็นคนเหนือคนได้นั้นจึงต้องเผชิญความลำเค็ญยิ่งกว่าผู้อื่น ลมพายุลูกแล้วลูกเล่าที่เราประสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหลังฝนซาฟ้าก็ใส อีกมิช้ามินานสิ่งดีๆจักบังเกิดแก่เรา

อันเป็นธรรมดาของโลกที่ชั่วเจ็ดทีย่อมดีเจ็ดหน"

"ปากที่ปราศจากฟันนั้นยอมเปรียบได้ดั่งกังหันลมอันไร้ซึ่งหินโม่ แลฟันซี่หนึ่งนั้นมีค่ายิ่งกว่าเพชรแท้เม็ดหนึ่งทีเดียว"

"ความจริงคือ การรู้สึกรักของคนหนุ่มมักมิใช่รักแท้ แต่เป็นเพียงความใคร่ ดังนั้น สิ่งมุ่งหวังแท้จริงคือความสนุกชั่วครู่ชั่วยาม ครั้งได้สมรัก สิ่งที่คิดว่าเป็นรักก็ย่อมสิ้นมิอาจงดงามต่อไป อันเป็นวิถีของธรรมชาติ"

"ด้วยเขาคิดเห็นดุจเดียวกับผู้มีปัญญาทั้งหลายว่า มิบังควรไปสู่หามิตรผู้มีเหย้าเรือนแล้วเป็นนิตย์ดังเมื่อครั้งเป็นโสด มิตรแท้แลประเสริฐย่อมวางตนไกลห่างความระแวงแคลงใจทั้งปวง"

การผจญภัยครั้งที่สองของอัศวินหน้าเศร้าจบลงเมื่อบาทหลวงกับกัลบกและผู้ที่เขาได้พบระหว่างทางช่วยกันคิดหาวิธีพาเขากลับไปยังหมู่บ้านสำเร็จ ดอนกิโฆเต้กลับบ้าน การร่วมผจญภัยอันรื่นรมย์ไม่มีวันจบเพราะจะคงอยู่ในใจ

การพิมพ์หนังสือของ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะหยิบจับหนังสืออย่างไร หนังสือก็ยังคงรูปมั่นคงแข็งแรง ทั้งอยากขอบคุณผู้แปลเป็นอย่างยิ่งที่แปลหนังสือดียิ่งใหญ่ระดับโลกให้อ่าน ด้วยถ้อยคำที่ทรงพลังและประณีต

หนังสือดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันเปรียบเพชรเม็ดเขื่องที่ถูกเจียระไนให้

วิจิตรและพิสดาร ไม่ว่าจะมองในองศาไหนก็จะได้เห็นเหลี่ยมพริบวิบพราว ดังเช่นที่ผู้เขียนเขียนไว้ในบทที่ 28 ว่า

"พวกเรามิเพียงจะเพลิดเพลินด้วยเรื่องราวแท้จริงอันชวนอ่านของดอนกิโฆเต้ แต่ยังรวมถึงเรื่องแทรกเรื่องเล่าอื่นๆอันสนุกสนานแลเฉียบคมสมจริงไม่แพ้เรื่องหลักที่ดำเนินไป แลร้อยเรียงวิจิตรบรรจงดั่งถักทอด้วยเส้นไหม"