iPhone 6 ก็เล่าแล้ว Windows 10 ก็เพิ่งเขียนถึง ดังนั้น คราวนี้ก็คงถึงเวลาของ Apple Watch ซักที

ก็อย่างที่เคยเรียนคุณผู้อ่านเอาไว้ว่า ข่าวดังในแวดวงไอทีตอนนี้มี 3 เรื่องคือ Windows 10, iPhone6 กับ Apple Watch แล้ว Apple Watch นั้นก็ยังไม่ได้เปิดตัวปีนี้ แต่เป็นปีหน้า (2558) ซึ่งก็คงไม่กระไรนักถ้าผมจะเล่าเรื่อง Apple Watch เอาไว้ก่อน เผื่อคุณผู้อ่านท่านใดที่นิยมชมชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ จะได้มีเวลาตัดสินใจและเก็บเงินไปถอยมาครอบครองได้ในปีหน้า

Apple Watch คืออะไร

ถ้าผมจะบอกคุณผู้อ่านว่า Apple Watch ถึงชื่อจะแปลว่านาฬิกาแอปเปิ้ล แต่ Apple Watch เป็นมากกว่านาฬิกาธรรมดาๆ จะเชื่อไหมครับ

คืออย่างนี้ เจ้า Apple Watch นี่ นอกจากใช้บอกเวลาแล้วยังสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเชื่อมต่อกับ iPhone หรือหน้าปัดนาฬิกาที่มีรูปแบบให้เลือกมากมาย สามารถเลือกการแสดงผลได้ไม่ว่าจะเป็นการจับเวลา ดูหุ้น ตรวจสอบสภาพอากาศ ฯลฯ

รุ่นของ Apple Watch

ข่าวจาก Apple บอกว่า Apple Watch จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นคือ

1. รุ่น Watch เป็นรุ่นธรรมดา มีตัวเรือนเป็นสเตนเลสส์ หน้าจอเป็นแซฟไฟท์ป้องกันรอยขูดขีด (Apple Watch ใช้คำว่าหน้าจอ ไม่ใช่หน้าปัดแบบนาฬิกา)

2. รุ่น Watch Sport ตัวเรือนเป็นอะลูมิเนียม หน้าจอเป็น Ion-X ที่แข็งแกร่งทนทาน สายรัดข้อมืดที่สีสดใสทั้ง ขาว ดำ ฟ้า เขียวและชมพูโอวโรส เหมาะกับผู้ที่ชอบเล่นกีฬามาก

3. รุ่น Watch Edition เป็นรุ่นหรูเพราะตัวเรือนเป็นทอง 18K สายรัดข้อมือที่ออกแบบมาให้ดูหรู พร้อมหน้าจอแซฟไฟท์

นอกจากรุ่นที่แตกต่างกันถึง 3 รุ่นแล้ว Apple Watch ยังมีขนาดตัวเรือนให้เลือก 2 ขนาดคือ 38 มิลลิเมตร และ 42 มิลลิเมตร (วัดตามความสูง) ใครชอบรุ่นไหน ขนาดหน้าจอเท่าไหร่ ก็ลองหาโอกาสไปหยิบๆจับๆดูได้ครับ (แต่ต้องรอให้ Apple Watch วางจำหน่ายก่อนนะครับ)

Apple Watch ทำอะไรได้บ้าง

จะว่าไปแล้ว Apple Watch มีเรื่องที่ทำได้มากมายครับ ซึ่งพอสรุปหัวข้อที่น่าสนใจได้ดังนี้

1. เชื่อมต่อกับ iPhone เพื่อทำงานร่วมกัน

2. เทียบเวลามาตรฐานโลก (เมื่อเชื่อมต่อกับ iPhone แล้ว)

3. ถ้าเราต้องเดินทางไกลเช่นไปต่างประเทศไกลๆใน Time Zone ที่ต่างกัน Apple Watch ก็จะปรับเวลาตาม Time Zone ที่เราอยู่ให้อัตโนมัติ

4. เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลบนหน้าจอ เพื่อการดูเวลาที่ต่างรูปแบบกัน ไม่ว่าจะแบบเข็มสั้น เข็มยาว หรือเป็นตัวเลขแบบนาฬิกาดิจิทัล ก็มีให้เลือกมากกว่าสองล้านรูปแบบ (เยอะอะไรขนาดนั้น)

5. ใช้รับสายโทรศัพท์และโทร.ออกก็ได้

6. ใช้รับและส่งข้อความได้

7. ใช้จัดการกับอี-เมลก็ได้

8. Apple Watch มีลำโพงและไมค์ในตัว ทำให้สามารถคุยโทรศัพท์ผ่าน Apple Watch ได้

9. สามารถโอนสายโทรศัพท์ไปยังหูฟัง Bluetooth หรือสปีคเกอร์โฟนของรถได้

10. สามารถใช้การสนทนาแบบใหม่เรียกว่า Digital Touch ได้

Digital Touch คืออะไร

Digital Touch คือการสื่อสารแบบใหม่ ที่แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ คือ

1. การวาด คือการใช้นิ้ววาดรูปต่างๆ บนหน้าจอของ Apple Watch โดยขณะที่วาด เพื่อนที่เรากำลังติดต่ออยู่สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลาว่าเรากำลังวาดอะไร

2. Walkie-Talkie เราสามารถใช้ลำโพงกับไมโครโฟนที่มีอยู่ตัว Apple Watch เพื่อคุยสั้นๆสลับไปสลับมากับเพื่อนๆได้

3. แตะ น่าจะเรียกว่าเป็นการส่งสัมผัสผ่าน Apple Watch ซะมากกว่า โดยเราสามารถทำการแตะเพื่อสะกิดเรียกแบบเงียบๆ ไปยังอีกฝ่ายที่ใช้ Apple Watch ได้ แถมเรายังสามารถปรับแต่งรูปแบบการแตะที่แตกต่างไปสำหรับแต่ละคนได้อีกด้วย

4. วัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยใช้สองนิ้วกดลงบนหน้าจอ Apple Watch จะวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ แถมยังส่งอัตราการเต้นของหัวใจให้คนที่มีหัวใจตรงกันได้อีกด้วย

Apple Watch เพื่อสุขภาพ

สืบเนื่องจากการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ Apple Watch ก็เลยใส่สิ่งที่เรียกว่า Activity App เพื่อจัดการเรื่องสุขภาพของผู้สวมใส่ดังนี้

1. Move ใช้ตรวจสอบการเผาผลาญแคลอรีต่อวันว่าเผาผลาญไปได้ขนาดไหน แถมสามารถตั้งค่าเพื่อให้เหมาะสมกับเราได้

2. Exercise ใช้บันทึกการออกกำลังกายในแต่ละวันของเรา โดยจะแสดงเป็นวงกลมของ 30 นาที ที่หน้าจอ ถ้าออกกำลังกายครบ 30 นาที ก็ถือว่าครบรอบการออกกำลังกายต่อวัน (เวลาออกกำลังกายที่เหมาะสม คือ 30 นาที ต่อวันครับ)

3. Stand ใช้จับการยืนของเราครับ คือถ้า Apple Watch เห็นว่าเรานั่งนานไปแล้ว ก็จะเตือนให้เราลุกขึ้นยืนบ้าง

นอกจาก App เด่นๆ ที่เล่าไปแล้วยังมี App อื่นๆอีกนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Workout ที่แสดงสถิติการออกกำลังกายของเรา App ปฏิทิน ที่แสดงกิจกรรมที่ต้องทำ App แผนที่ App Music และอีกสารพัด App

ถ้าคุณผู้อ่านสนใจก็รอครับ รับรองปีหน้าได้เจอกันแน่กับ Apple Watch