PA to CEO

คุยสารพันสาระเพ

6. เช้าอีกวันที่ฉันไปทำงานในชุดสวย เครื่องประดับเพียบตามสไตล์ ฉันชอบแต่งตัวเริดๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองในแต่ละวัน ถึงที่ทำงานก่อนแปดโมงครึ่งเล็กน้อย ต๊าย พ่อเจ้าประคุณนายฉันมานั่งหน้านวลอยู่ในห้องทำงานเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าฉันจะดีใจที่จะได้เจอหน้านายเสียที ได้คุยทำความรู้จักกันเพื่อเข้าใจสไตล์การทำงานของกันและกัน แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า จะมาอะไรกันแต่เช้า ขอเคลียร์งานก่อนก็ไม่ได้ หลังจากวางกระเป๋าเก็บของใช้ส่วนตัวเข้าที่เข้าทาง เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ก็เข้าไปทักทายนาย นายชวนฉันคุยโน่นคุยนี่ บอกกล่าวถึงงานที่ฉันต้องทำ ความคาดหวังที่นายมีต่อผู้ช่วยส่วนตัว ฉันฟังไปจดไป การสนทนาราบรื่นดีแต่ก็เสียเวลางานฉันมากโข ใจฉันคิดตามคำพรรณนาลักษณะงานของผู้ช่วยที่นายบรรยายมา เรื่องเยอะนะพ่อคุณ ใจคอจะไม่เหลืองานให้คนอื่นทำบ้างหรือไง ฉันมีลูกน้องสี่คน น้องแป้งโอเปอเรเตอร์ น้องแหม่ม น้องจิ๋ม น้องโบว์ ซึ่งที่ผ่านมานี่ฉันก็เห็นแต่ไอ้น้องพวกนี้ทำงานให้กับทีมบริหารลูกค้า หัวยุ่งหน้ามัน หน้าฉันมันยังไม่มีเวลาเงยขึ้นมามองเลย แล้วมันจะช่วยอะไรฉันได้ ไม่เป็นไรน่ะ อีกสักพักฉันจัดกระจายงานใหม่ให้ คิดอย่างเชื่อมั่นในฝีมือตัวเอง

ฉันเสียเวลาคุยกับนายเป็นชั่วโมง กลับมาที่โต๊ะตาลีตาเหลือกไล่ลำดับงานที่ต้องทำ ฉันต้องแอบไปโทร.สั่งพวงหรีด กับดอกไม้ให้ลูกค้าที่โต๊ะโอเปอเรเตอร์ เพราะกลัวนายจับได้ว่ายังไม่ได้ทำ สั่งร้านให้ส่งตรงไปที่วัด และโรงพยาบาลเลย พร้อมวางบิลล์ที่บริษัท จบไปหนึ่งเรื่องก็มาโทร.จองร้านอาหารไทยหรูหราย่านศาลาแดง เล่นมันใกล้ๆนี่แหละ อี-เมลบอกทีมงานที่ได้รับเชิญไปร่วมโต๊ะอาหารกับผู้บริหาร หน็อยแน่ยังจะมีเสียงโวยวายผ่านโทรศัพท์มาอีกว่า

"พี่คะ ทำไมบอกกะทันหันจัง หนูไม่ว่าง" ฟังแล้วก็จี๊ดขึ้นสมอง อยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า ฉันก็รู้ก่อนหล่อนไม่นานเหมือนกัน กว่าร้านเขาจะมารับโทรศัพท์นี่ก็โทร.ตั้งหลายรอบ เพราะยังค่อนข้างเช้าสำหรับร้านอาหารที่เปิดบริการตอนเที่ยง มาบอกพวกหล่อนตอนสิบโมงได้นี่ก็บุญโขแล้ว นั่นก็แค่คิดค่ะ ปากพูดไพเราะว่า

"พี่ก็เพิ่งรู้นี่แหละค่ะ ไม่ว่างก็คงต้องว่างมั้งคะ นายใหญ่จะกลับอยู่แล้วอาจมีเรื่องอยากจะคุยกับพวกเรา พี่ว่าอย่าเสี่ยงที่จะไม่ไปดีกว่านะคะ" อดไม่ได้ที่จะแดกดันทิ้งท้าย นั่นแหละหล่อนผู้นั้นถึงได้วางสายเลิกตอแยกับฉัน

พยายามนั่งเก็บงานที่คั่งค้าง เสียงโทรศัพท์ดังกวนใจอยู่ตลอดเวลา เป็นฝรั่งก็หลายราย นังหนูแป้งไม่พยายามพูดภาษาอังกฤษ อะไรก็ตามที่เป็นภาษาอังกฤษส่งสายมาให้ฉันหมด โดยไม่ฟังว่าเขาจะพูดกับใครทีมไหน ฉันรับโทรศัพท์คล่องขึ้นแต่ก็ยังโอนสายไม่คล่อง แถมจำไม่ได้ว่าใครชื่ออะไรกันบ้างสายต่อเบอร์อะไร เงอะๆงะๆ โอนแล้วสายหลุดบ้าง โอนผิดพอดึงสายกลับก็หลุดบ้าง โอ๊ย เสียเวลา สักพักเอาอีก นังหนูแป้งโทร.เข้ามาบอกว่านักข่าวที่มีนัดกับนายมาถึงแล้ว แม่เจ้าลืมสนิท ลืมโทร.เลื่อนนัด ฉันต้องใช้วิชามารโกหกตอแหลนักข่าวผู้นั้นไปว่า นายมีประชุมกะทันหันกับประธานบริษัทที่มาจากต่างประเทศ เดี๋ยวต้องรีบออกไป พร้อมกับขอโทษนักข่าวผู้นั้นประมาณ 10 หน ที่ทำให้เขาเสียเวลา สัญญากับเขาว่าจะหาเวลานัดให้ใหม่ เฮ้อ พูดออกไปแล้วใจก็คิดว่าเดี๋ยวฉันก็คงลืมอีกนั่นแหละ โชคดีนักข่าวน่ารักและยังเป็นคนที่คุ้นเคยกับนาย และน้องแป้งเป็นอย่างดี เรื่องก็จบได้ง่ายๆ

"แป้ง พี่ต้องโทร.เลื่อนนัดให้นายตั้งเยอะแน่ะ เดี๋ยวเอารายชื่อมาให้แล้วแป้งช่วยโทร.ให้หน่อยได้ไหม" ฉันถามหวังหาตัวช่วย

"ได้บางรายนะพี่ นักข่าวนี่พอไหว แต่ลูกค้าหรือผู้ใหญ่นี่ไม่ได้เลย นายรู้ด่าตาย พี่ตุ๋มเคยให้หนูช่วย นายด่า 3 วัน 3 คืนเลยพี่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่พวกข้าราชการ หรือลูกค้านี่ แกชอบให้ผู้ช่วยติดต่อเอง" น่าน เรื่องมากอีก แล้วนังน้องแป้งนี่มันเป็นผู้ช่วยฉันได้ไงเนี่ย ใช้อะไรหน่อยก็ไม่ได้ กลายเป็นหาเรื่องให้เด็กโดนด่าอีก ฉันได้แต่ปลงชีวิต

"เออ เออ รู้แล้วค่ะ"

จะเข้าห้องน้ำซะหน่อย ก็ยังสยองภาพเมื่อวานอยู่ ก่อนเข้าประตูห้องน้ำก็ยกมือไหว้มันเสียหน่อย บอกมันว่า อย่าเพิ่งมาระเบิดวันนี้นะที่รัก ฉันไม่มีเวลามาทะเลาะด้วย เฮ้อ เข้าห้องน้ำอย่างสบายใจเดินกลับมาที่โต๊ะ อุ๊ยตายนึกขึ้นมาได้ว่าต้องไปซื้อของขวัญเป็นผ้าไหมให้เมียๆนาย จะโทร.สั่งซื้อก็ไม่ได้ จะสิบเอ็ดโมงอยู่รอมร่อ สงสัยต้องขอนายออกไปซื้อก่อนไปร้านอาหาร อยากได้ของขวัญราคากี่ตังค์ก็ไม่บอก เดี๋ยวต้องถามนายเสียหน่อย เดินไปถึงที่ห้อง อ้าวปิดห้องหายไปเสียแล้วไม่รู้จักบอกกล่าว คงไปร้านอาหารแน่เลย ฉันรีบฉวยโอกาสออกจากออฟฟิศตอนนั้น ภาวนาว่าขอนายอย่าเจอนักข่าวคนนั้นแถวลิฟต์เลย ไม่งั้นฉันโดนด่าแน่

ฉันคว้ากระเป๋ารีบออกจากออฟฟิศ โดยก่อนออกจากประตูไม่ลืมตะโกนบอกแป้งให้เตือนทุกคนให้ไปกันเร็วๆ อย่าให้ผู้ใหญ่รอ รปภ.ตึกมองฉันที่วิ่งเป็นอีบ้า เออ อีกหน่อยก็คงชินเองละเพราะฉันคงทำให้เห็นบ่อยๆ

ฉันรูดเครดิตการ์ดจ่ายค่าผ้าพันคอไหม 2 ผืน กับกระเป๋าสตางค์ผ้าไหม 1 ใบ ไปในราคา 4,600 บาท รูดการ์ดไปเจ็บใจไป ทำไมต้องเป็นฉันหนอ ทำงานไปสามวันจ่ายเงินส่วนตัวไปแล้วเกือบหมื่น ความจริงที่บริษัทเก่าฉันก็รูดการ์ดล่วงหน้าซื้อของไปบ่อยครั้ง บางทีเป็นค่าตั๋วเครื่องบินหรือห้องพักโรงแรมเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่เห็นโมโห หรือนี่เพราะมันมีเหตุการณ์วุ่นวายมากมายเกิดขึ้นอย่างตั้งตัวไม่ติดก็ไม่รู้ จะว่าไปชีวิตก็มันดีค่ะไม่ค่อยมีเวลากลุ้มใจกับอะไร นอกจากคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ลุล่วงไป

ฉันบึ่งรถไปถึงร้านอาหารเกือบเที่ยง ยังไม่มีใครโผล่มาสักคน ยกเว้นนายของฉันที่นั่งหน้าหล่อดื่มกาแฟอยู่คนเดียวที่โต๊ะ ส่งของขวัญให้นายเพื่อมอบให้ท่านประธาน บรรยายถึงของและราคาที่ซื้อไป ดูนายก็พอใจระดับหนึ่ง เหลือบมองดูสไตล์การแต่งตัวของฉันแล้วก็คงเชื่อใจในรสนิยมพอควร

"แล้วเอาใบเสร็จไปเบิกนะครับ" ว้า นึกว่าจะจ่ายคืนให้เดี๋ยวนี้ แต่ก็ไม่เป็นไรน่าวันจันทร์ก็ได้คืน

นายส่งรถและคนขับไปรับบรรดานายฝรั่งที่โรงแรม คงรอเช็คเอ๊าท์ด้วย สักอึดใจทีมงานทั้ง 3 ทีม ก็เดินเข้ามาในร้านอาหารกัน จัดที่นั่งกันเรียบร้อยนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนผู้บริหารมาถึงเอาตอนเกือบเที่ยงครึ่ง เป็นมื้อกลางวันที่ดีค่ะ ดูเหล่านายๆพอใจประสบการณ์การทำงาน และภาษาอังกฤษของฉันพอควร ทีมงานเองก็ดูทึ่งว่าคนระดับปริญญาโท ตำแหน่งผู้จัดการส่งเสริมการขายอย่างฉัน มาเป็น PA ทำไม ฉันรีบสตรอว์เบอร์รี่ (ภาษาสมัยใหม่ค่ะ) เป็นภาษาอังกฤษว่า

"ดิฉันได้ยินชื่อคุณนุมานานแล้ว ทึ่งในผลงานและความสามารถทำให้อยากทำงานด้วย บริษัทมีชื่อเสียง เติบโตเร็ว คงเป็นเกียรติประวัติการทำงานของดิฉัน" น่าน ให้มันรู้เสียบ้างว่า ฉันนี่ประจ๋อประแจ๋เก่งไม่เบา หน้าตาทุกคนในโต๊ะอาหารส่อความชื่นชมในตัวฉัน ความหงุดหงิดในหัวใจเริ่มบรรเทาลง ใครจะกล้าบอกล่ะคะว่าตกงานมาเก้าเดือน เจองานอะไรก็ต้องเอาทั้งนั้นแหละ

อาหารกลางวันผ่านไปด้วยดี กินไปคุยไปใช้เวลาถึงบ่ายสองครึ่ง ทุกคนดูผ่อนคลายหลังจากเหนื่อยกันมาหลายวัน นายใหญ่จะกลับเย็นนี้แล้วคงได้ทำงานกันตามปกติเสียที คิดเพลินๆอยู่ดีๆ นายของฉันก็เอาเชียว

"พี่แคลร์ครับ ไปเคลียร์บิลล์ด้วยครับ" อ๊ะ อะไรวะ ความปลาบปลื้มเมื่อสักครู่หายไปในบัดดลเลยค่ะ ฉันกินน้อยที่สุดเพราะมัวแต่แสดงพลังและศักยภาพของตัวเอง พูดง่ายๆ เอาแต่พูด และยังต้องเป็นคนจ่ายเงินอีก ก็รู้แหละว่ายังไงก็ได้คืน แต่อะไรวะ ขอโทษค่ะนึกคำอื่นไม่ออก บรรดานายๆขอบคุณฉันแสดงท่าทีปลาบปลื้มที่ได้ฉันมาร่วมงานด้วย ฉันยิ้มรับในใจก็คิดว่า 'อีก 6,700 บาทแล้วโว้ย'

บรรยากาศชื่นมื่นยุติลงเมื่อกลับเข้ามาในออฟฟิศ ทีมงานถูกนายเรียกเข้าไปนั่งแออัดกันในห้องนาย เฮ้อ ห้องประชุมมีก็ไม่ใช้ ปิดประตูประชุมเครียด ฉันก็มะงุมมะงาหราทำงานที่คั่งค้าง บวกกับงานใหม่ที่นายเปิดประตูออกมาสั่งเป็นระยะ ประชุมเลิกเอาเกือบห้าโมงเย็น นายถามฉันว่า

"พี่แคลร์ส่งรายงานหรือยังครับ" ตาย ลืมสนิทไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องส่งเมื่อไหร่

"ต้องส่งวันไหนหรือคะ" เสียงฉันคงแหบแห้งเต็มแก่

"อ้าว วันนี้ไงครับ พรุ่งนี้เช้ารีเจ้นท์ที่สิงคโปร์ เขาต้องได้รับรายงานประจำสัปดาห์ของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ พลาดไม่ได้นะครับ" ว่าแล้วก็เดินถือหนังสือพิมพ์เข้าห้องน้ำไป สงสัยกินเยอะท้องไส้คงปั่นป่วน

ฉันจะบ้าตาย รายงานบ้าบออะไรกันส่งวันพฤหัส แล้วหน้าตารายงานมันเป็นอย่างไรล่ะนี่ หนูจิ๋มมาช่วยเปิดไฟล์ให้ อ้า เจอแล้ว คุณตุ๋มเจ้าเก่าเก็บงานเข้าโฟลเดอร์เรียบร้อย ฉันเปิดดูแล้วอดโวยตามนิสัยไม่ได้ แม่เจ้า รายงานมันไม่พูดอะไรนะ มันมีแต่ตัวเลข หนูจิ๋มรีบสาธยาย

"ไม่ยากหรอกพี่ พี่ก็ไปขอตัวเลขของแต่ละทีมมาคำนวณ ส่วนตัวเลขการเงินก็ไปเอาจากป๋าวิชาญ" เออ มันพูดง่ายนะ ข้องใจไม่หายทำไมยัยหนูจิ๋มนี้มันไม่ได้รับการโปรโมทนะ ดูรู้ไปซะทุกเรื่อง ฉันเสียเวลาอ่านรายงานตัวเลขสัก 5 นาที ก็จัดการโทร.หาผู้อำนวยการของแต่ละทีมบริหารลูกค้า ได้คำตอบที่ทำให้อยากตายมากขึ้น

"ยังไม่เสร็จเลยพี่ ขอเวลาแป๊บนะ" คำตอบของทั้งสามผู้อำนวยการทั้งสามคนเหมือนกัน แสดงว่าวันนี้หกโมงเย็นก็ยังไม่ได้กลับบ้านตามเคย

ป๋าวิชาญเดินมาส่งรายงานการเงินให้ฉันถึงโต๊ะ ยืนดูฉันกรอกตัวเลขในส่วนของแกจนเรียบร้อย และสอนต่อด้วยว่าเมื่อได้ตัวเลขจากทีมแล้ว ต้องทำอะไรต่อ ใจฉันคิดตาม เออ ก็ทำกันเป็นนะ ทำไมไม่ทำกันเองบ้างอะไรๆก็ PA ฉันได้โอกาสถามเรื่องค่าใช้จ่ายที่จ่ายล่วงหน้า ป๋ายิ้มอารมณ์ดีเช่นเคย

"คุณแคลร์รับเงินสดค่าดอกไม้ไปก่อนนะ ส่วนค่าอาหารกับผ้าไหมนี่รอเครดิตการ์ดส่งบิลล์มาเคลียร์ก็แล้วกัน น่าจะต้นเดือนใช่ไหม" โอ๊ย อยากจะกรี๊ด ก็รู้แหละว่าบิลล์มันยังไม่มา แต่อยากได้ตังค์น่ะ ป๋ายิ้มอย่างไม่คิดจะอ่านความรู้สึกฉันบ้างเลยว่า ทำงานไป 2 วันอย่างลำบากลำบน แถมจ่ายเงินส่วนตัวไปหมื่นกว่าแล้วเพื่อบริษัทนี่มันช้ำชอกแค่ไหน

"กลับนะ พรุ่งนี้เจอกัน" ว่าแล้วป๋าก็เดินจากไป

ทุกคนในออฟฟิศทิ้งฉันไปหมดเมื่อส่งตัวเลขให้แล้ว ทิ้งฉันให้นั่งบวก ลบ คูณ หาร ลงตัวเลขในรายงานต่อ มาเสร็จเอาตอนสามทุ่มเศษ ส่งอี-เมลเรียบร้อย สะบักสะบอมกลับบ้านเหมือนวันวานเลยค่ะ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า