สุขได้แบบไม่กั๊ก

บนหลักความพอเพียง
อยู่ดีมีสุข

"เศรษฐกิจพอเพียง" สำหรับคำนี้ หากใครเข้าใจว่า หมายถึงว่า เราไม่ควรใช้ของแพง ไม่หลงใหลได้ปลื้มกับสินค้าต่างประเทศ ไม่ใช้กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาแพงๆ รวมถึงต้องปลูกผักสวนครัว กินข้าวกับน้ำพริกปลาทูและผักต้ม ฯลฯ ก็ผิดถนัดเลยค่ะ ซึ่งในความเป็นจริงก็ยังมีความเข้าใจผิดๆอีกมากเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมไทย โดยเฉพาะในเรื่องการจับจ่ายใช้สอย หรือเรื่องการบริหารจัดการการเงินที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวสกัดกั้นทำให้เรามีความสุขกับการใช้จ่ายน้อยเลย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิงค่ะ

ดร.อัจฉรา โยมสินธุ์ อาจารย์ภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ในหัวข้อ "ความพอเพียงของเยาวชนวิถีเมือง" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่ายเยาวชนกลุ่มปลาดาวประจำปี 2557 (ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มูลนิธิเอสซีจี และมูลนิธิสยามกัมมาจล) เอาไว้ว่า...

ความพอเพียงของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีถูกหรือผิด เนื่องจาก เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักคิด ซึ่งแต่ละคนถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน การประยุกต์ใช้จึงไม่เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้เพื่อตอบโจทย์โจทย์เดียวคือ "ความยั่งยืน" โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องเงิน ซึ่งถ้าเราไม่นำความพอเพียงมาบริหารจัดการให้สมดุล อนาคตทางการเงินของเราก็จะไม่ยั่งยืน

ที่น่าสนใจก็คือ อาจารย์ได้แนะนำทางลัดในการการบริหารจัดการตัวเองก็คือ การจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างง่ายๆที่เราคุ้นเคยกันดี จากนั้นจึงนำรายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อเราจะได้รู้จักพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และเมื่อรู้จักตัวเองดีพอแล้ว ความพอประมาณก็จะเกิดขึ้น ยิ่งเรามีเป้าหมายทางการเงินชัดเจนก็จะทำให้มีกำลังใจ มีวินัย และใช้เหตุผลในการจับจ่ายโดยที่เราไม่จำเป็นต้องหยุดใช้เงิน แต่รู้จักใช้ให้พอดี

"การหาเงินให้พอใช้นั้นยากมาก เพราะไม่มีอะไรจะหยุดความต้องการไว้ได้ เราหยุดมันไม่ได้ เราจึงต้องเริ่มด้วยการลด แต่ดีที่สุดให้ถามตัวเองบ่อยๆว่า หนึ่ง ที่เราทำอยู่เบียดเบียนตัวเองหรือเปล่า และ สอง สิ่งที่ทำอยู่เบียดเบียนคนอื่นหรือไม่" ที่เหลือจึงเป็นการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ป้องกันความเสี่ยงให้แก่ตนเอง

ดร.อัจฉรา ได้แนะนำในเรื่องของการออมเพื่ออนาคตโดยมีเทคนิคส่วนตัวสั้นๆว่า "ออมให้พอ ที่เหลือใช้ให้เรียบ!" หมายถึงว่า เมื่อได้เงินมาปุ๊บ รับแบ่งบางส่วนเก็บออมไว้ก่อน วิธีนี้จะช่วยให้น้องๆวัยเรียนจนถึงวัยทำงานมีเงินเก็บอย่างแน่นอน เมื่อมีเงินเก็บ เราก็จะมีความสุข และไม่รู้สึกเครียดเวลาต้องใช้จ่าย คำแนะนำนี้จะต่างจากวิธีที่หลายคนทำอยู่ก็คือ ใช้จ่ายอย่างประหยัดแล้วค่อยเหลือเก็บ แต่สุดท้ายก็เก็บไม่ได้ แถมยังรู้สึกเครียดทุกครั้งเมื่อต้องควักกระเป๋าใช้จ่าย การออมยังสามารถนำไปสร้างดอกผลกำไรได้อย่างเหลือเชื่ออีกด้วย

ไอน์สไตน์บอกว่า สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกคือดอกเบี้ยทบต้น...เงินเก็บเล็กๆน้อยๆ ในวันนี้จะเป็นทุนก้อนใหญ่ให้กับเราในอนาคต

ยกตัวอย่าง นาย ก กับ นาย ข อายุ 18 ปีเท่ากัน มีเงินเก็บคนละ 3 หมื่นบาท ต้องการซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไว้ใช้งาน นาย ก ไปซื้อมอเตอร์ไซค์มือสองด้วยเงินสดราคา 3 หมื่นบาท ส่วนนาย ข บอกว่าอยากได้มอเตอร์ไซค์มือหนึ่งเท่ๆ ราคา 2.5 แสนบาท วางเงินดาวน์ 3 หมื่นบาท ต้องกู้เงินมาเพิ่ม 2.2 แสนบาท เงื่อนไขผ่อนคืน 4,675 บาทต่อเดือน ภายใต้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี นาย ข จะผ่อนรถได้หมดตอนอายุ 23 ปี คิดเป็นมูลค่าของมอเตอร์ไซค์ที่จ่ายไปจริงๆ 280,500 บาท ส่วนนาย ก ไม่ต้องผ่อนรถ หากมีรายได้เท่ากัน นาย ก จะมีเงินเก็บ 4,675 บาทต่อเดือน ฝากเข้าธนาคารในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ตอนที่อายุ 23 ปีเท่ากัน นาย ก จะมีเงินออม 365,024 บาท หลังจากนั้นโดยไม่มีการออมเพิ่มและไม่มีการเบิกออกมาใช้ ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 10 เมื่อนาย ก เกษียณตอนอายุ 58 ปี เขาจะมีเงินเก็บ 11.68 ล้านบาท ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ของนาย ข แทบไม่มีมูลค่าใดๆหลงเหลืออยู่แล้ว

สุดท้าย เมื่อรู้แล้วว่าจะบริหารจัดการเงินอย่างไรให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีภูมิคุ้มกัน ดร.อัจฉรา ฝากไว้ว่า วินัยถือเป็นคุณธรรมข้อสำคัญที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการการเงิน

"จริงๆแล้วการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆก็ทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ความมั่งมีไม่ใช่เพราะมีมากมาย แต่เพราะมีมากพอ"