ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร วีรสตรีของไทย

ห้องสมุดสกุลไทย

​ประวัติศาสตร์ของชาติไทย ได้จารึกวีรกรรมของบุคคลจำนวนมากที่เสียสละอุทิศตนเพื่อปกป้องรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วีรบุรุษเหล่านั้นส่วนมากเป็นชาย ที่เป็นสตรีมีจำนวนน้อย ในจำนวนน้อยนี้มีวีรสตรีที่กล้าหาญ อุทิศตนเข้าขจัดศัตรูของบ้านเมืองสองท่านที่ควรกล่าวถึง และอนุชนชาวไทยควรจดจำจารึกไว้เป็นแบบอย่าง ได้แก่ ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร เป็นวีรสตรีสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
วีรกรรมของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร เกิดขึ้นที่เมืองถลางในภาคใต้ของไทย (ซึ่งปัจจุบันคือจังหวัดภูเก็ต)

ในอดีตเมืองถลางอยู่ในอำนาจปกครองของสองตระกูล หัวหน้าตระกูลเป็นพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดากัน หัวหน้าตระกูลคนหนึ่งได้แก่ จอมเฒ่า อยู่บ้านดอน อีกคนหนึ่งชื่อ จอมร้าง อยู่บ้านตะเคียน คำว่า ร้าง ก็คือ รั้ง ลากเสียงยาวเป็น ร้าง ตามสำเนียงชาวใต้ ซึ่งหมายถึง ตำแหน่งผู้รั้งเมือง หรือเจ้าเมือง เรียกว่า พระยาถลาง

ท้าวเทพกระษัตรี (นามเดิมจัน) เป็นบุตรสาวของ จอมร้างและนางหม่าเสี้ย ภรรยาซึ่งเป็นเชื้อสายแขกไทรบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวมทั้งสิ้น ๕ คน เป็นชาย ๒ คน หญิง ๓ คน ลูกชายคนโตชื่อ อาด อาชีพรับราชการ ภายหลังอาดได้เลื่อนขึ้นเป็น พระยาถลาง ลูกชายคนที่สองชื่อ เรือง รับราชการตำแหน่งสูงของเมืองถลาง

ท้าวศรีสุนทร เป็นน้องของคุณจัน นามเดิมคือ มุก คุณจันและคุณมุกประกอบวีรกรรมปกป้องรักษาเมืองถลางให้ปลอดภัยจากข้าศึกศัตรูที่มารุกราน ต่อมาจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร

ประวัติของวีรสตรีทั้งสองในอดีตนั้น เมื่อคุณจันเจริญวัยขึ้นได้สมรสกับหม่อมศรีภักดี บุตรชายของ จอมนายกอง ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายตระกูลเมืองตะกั่วทุ่ง หัวเมืองเอกของกรุงศรีอยุธยา คุณจันกับหม่อมศรีภักดีมีบุตรด้วยกัน ๒ คน คนโตเป็นชายชื่อ เทียน คนรองเป็นหญิงชื่อ ปราง ต่อมาหม่อมศรีภักดีมีเหตุเสียชีวิตไปก่อน คุณจันจึงเป็นม่าย ต่อมาได้แต่งงานครั้งที่สองกับพระพิมล อยู่ร่วมกันเป็นปกติสุข มีบุตรหญิงชายด้วยกัน ๕ คน พระพิมลนี้ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองถลาง มีชื่อเรียกตามประวัติศาสตร์ไทยว่า พระยาพิมลขันธ์ ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมไปก่อนที่กองทัพพม่าจะยกมาล้อมเมืองถลาง

เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๘ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระเจ้าปดุงแห่งประเทศพม่า ได้ยกทัพใหญ่ไพร่พลประมาณ ๑๔๔,๐๐๐ คน เข้ามารุกรานประเทศไทย โดยจัดเป็นทัพใหญ่ถึง ๙ กองทัพ เข้ามาตีไทยพร้อมกันจากหลายทาง โดยเฉพาะทัพที่ ๑ มีจำนวนพลถึง ๑๐,๐๐๐ คน มี เกงหวุ่นเม็งยี เป็นแม่กอง คุมกำลังยกเข้าตีเมืองไทยทางหัวเมืองปักษ์ใต้ มาชุมนุมทัพที่เมืองมะริด แบ่งเป็นทัพบุกเข้าตีตั้งแต่ชุมพรถึงสงขลา ทัพเรือเข้าตีหัวเมืองชายทะเล ตั้งแต่ตะกั่วป่าถึงเมืองถลาง หลังจากตีได้เมืองตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่งแล้ว เกงหวุ่นเม็งยีแบ่งกำลังพล ๓,๐๐๐ คน ให้ยี่หวุ่นเป็นแม่ทัพยกเข้าล้อมเมืองถลางไว้ ขณะนั้นพระยาพิมลขันธ์ เจ้าเมืองถลางเพิ่งถึงอนิจกรรม ยังไม่ได้ตั้งเจ้าเมืองถลางใหม่ คุณหญิงจันภรรยาพระยาพิมลขันธ์กับคุณมุกน้องสาว มีความรักชาติและกล้าหาญ ประสงค์จะปกป้องรักษาเมืองถลางไว้ให้พ้นเงื้อมมือพม่า จึงเข้ารับหน้าที่แทนเจ้าเมือง วางแผนรับมือศึกพม่าที่มาล้อมเมือง โดยได้ร่วมมือร่วมใจกับกรมการเมืองถลาง เกณฑ์กำลังรวบรวมไพร่พลและราษฎรหญิงชาย ตั้งค่ายขึ้นต่อสู้รบพุ่งกับพม่า ด้วยน้ำใจเข้มแข็ง รักชาติบ้านเมือง แม้ยากลำบากก็ไม่ท้อถอย พยายามรักษาบ้านเมืองมิให้ข้าศึกเข้ามาได้ เป็นเวลานานถึงเดือนเศษ ทัพพม่าที่ล้อมเมืองถลางอยู่ก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร ต้องคุมกันล่าถอยทัพกลับไป ยอมปราชัยต่อสติปัญญาความรักชาติและความสามารถของสตรีสยามและกำลังพลตลอดจนราษฎรชายหญิงสามารถป้องกันรักษาบ้านเมืองไว้ได้ ไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของพม่าข้าศึก

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ได้กล่าวถึงศึกเมืองถลางครั้งนี้ไว้ว่า

"ฝ่ายยี่หวุ่นแม่ทัพเรือพม่า ก็ยกทัพเรือลงไปตีเมืองตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่าแตก แล้วยกไปถึงเกาะถลาง ให้พลทหารขึ้นบก เข้าตั้งค่ายล้อมเมืองถลางไว้เป็นหลายค่าย
ในขณะเมื่อทัพพม่าไปถึงเมืองนั้น พระยาถลางถึงแก่กรรมเสียก่อนแล้ว ยังหาได้ตั้งเจ้าเมืองใหม่ไม่ และภรรยาพระยาถลางกับน้องสาวคนหนึ่งคิดอ่านกับกรมการทั้งปวง เกณฑ์ไพร่พลตั้งค่ายใหญ่สองค่าย ป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ และตัวภรรยาพระยาถลางกับน้องสาวนั้นองอาจกล้าหาญ มิได้เกรงกลัวย่อท้อต่อข้าศึก ได้เกณฑ์กรมการกับพลทหาร ทั้งชายหญิงออกระดมยิงปืนใหญ่สู้รบกับพม่าทุกวัน พม่าจะหักเอาเมืองมิได้ แต่สู้รบกันอยู่ประมาณเดือนเศษ พม่าขาดเสบียงอาหารลง เห็นจะเอาเมืองมิได้ ก็เลิกทัพลงเรือกลับไป..."

ต่อมาไม่นาน เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จยกทัพเรือและทัพบกจากกรุงเทพฯลงไปขับไล่พม่าที่เข้ามาถึง ๙ ทัพ ไปจากหัวเมืองปักษ์ใต้จนหมดสิ้นแล้ว และเสด็จไปประทับที่นครศรีธรรมราช เพื่อจัดการเกี่ยวกับเรื่องหัวเมืองปักษ์ใต้ หลังจากเสร็จศึกพม่าครั้งนี้แล้ว ได้มีผู้นำความกราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงความเก่งกล้าสามารถของคุณหญิงจันภรรยาพระยาถลาง กับคุณมุกน้องสาว ในที่สุดทั้งคุณหญิงจันและคุณมุกก็ได้รับพระราชทานบำเหน็จความชอบในการสู้รบกับพม่าจนปกป้องรักษาเมืองถลางไว้ได้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ คุณหญิงจันเป็นท้าวเทพกระษัตรี และคุณมุกน้องสาวเป็นท้าวศรีสุนทร เรื่องราวตอนนี้มีปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า

"ฝ่ายกรมการเมืองถลาง ครั้นทัพพม่าเลิกกลับไปแล้ว ได้ข่าวว่าทัพหลวงของสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จพระราชดำเนินออกมาตีทัพพม่าทางบกแตกสิ้นไปแล้ว จึงบอกข้อราชการมา กราบทูลขณะเมื่อทัพหลวงยังตั้งอยู่ ณ เมืองสงขลาฉบับหนึ่ง บอกเข้ามากราบทูล ณ กรุงเทพมหานคร ฉบับหนึ่ง ขณะเมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จกลับเข้ามาถึงพระนครแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดฯให้มีตราออกไป ณ เมืองถลาง ให้ตั้งกรมการผู้มีความชอบในสงครามเป็นพระยาถลางขึ้นใหม่ และโปรดฯให้ตั้งภรรยาพระยาถลางเก่า ซึ่งออกต่อรบกับพม่าเป็นท้าวเทพกระษัตรี โปรดฯตั้งน้องสาวเป็น ท้าวศรีสุนทร พระราชทานเครื่องยศโดยควรแก่สตรีออกไปทั้งสองคน สมควรแก่ความชอบในการสงครามนั้น..."

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พอจะประมวลได้ว่า ศึกพม่าที่มาตีเมืองไทยครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในพงศาวดารไทยและพม่า พม่าได้ทุ่มเทกำลังเข้ามาโจมตีเมืองไทยทุกทางเท่าที่จะเข้ามาได้ในคราวเดียวกัน ทั้งยังคัดไพร่พลที่มีความสามารถเก่งกล้า เข้ามาประจำการอยู่ในกองทัพ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถสู้รบกับกองทัพไทยที่มีท้าวพระยาทั้งหลายเป็นแม่ทัพนายกองที่เมืองตะกั่วทุ่งตะกั่วป่า จนแตกพ่ายหนีไป ทัพพม่าได้ใจจึงยกกองทัพมาล้อมเมืองถลาง เพื่อจะตีเอาเมืองให้ได้ แต่ต้องมาเผชิญการต่อต้าน จัดกำลังรบอย่างเข้มแข็งของสตรีทั้งสอง ซึ่งขณะนั้นปกครองเมืองอยู่ เพราะยังไม่มีพระยาถลางคนใหม่ การป้องกันรักษาบ้านเมืองถลางอย่างเข้มแข็งกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวหรือย่อท้อต่อข้าศึกศัตรูเหมือนเมืองที่พม่าตีได้ผ่านมา พม่าจึงไม่สามารถตีหักเอาเมืองถลางได้ ต้องยอมปราชัยเลิกทัพกลับไปในที่สุด หลังจากล้อมเมืองไว้นานถึงเดือนเศษ

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวมา แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ว่า แม่ทัพสตรีของไทยทั้งสองคนมีความเก่งกล้าสามารถในการต่อสู้กับข้าศึกอย่างทรหดอดทน และยังปรีชาสามารถในกระบวนยุทธวิธี วางแผนในการสู้รบอย่างดีเยี่ยม สามารถปกปักรักษาบ้านเมืองและผืนแผ่นดินของตนไว้ มิให้ต้องตกอยู่ในอำนาจของข้าศึกผู้มารุกราน วีรกรรมดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นเกียรติประวัติอันสูงเด่นของวีรสตรีไทยทั้งสองที่ได้ปรากฏจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติแล้ว ยังนำความภาคภูมิใจมาสู่ชาวถลางนับแต่อดีต สืบมาจนถึงปัจจุบัน

เมืองถลางหรือเกาะถลางที่กล่าวถึงนี้ในปัจจุบันก็คือ เกาะภูเก็ต ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มิได้เป็นที่พึงปรารถนาของพม่าประเทศใกล้เคียงเท่านั้น หากแต่ชาวตะวันตก เช่น อังกฤษ ก็ประสงค์จะเข้ามาครอบครองเกาะภูเก็ตให้เป็นอาณานิคม เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ของเกาะนี้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ เมืองถลางในอดีตหรือเกาะภูเก็ตในปัจจุบัน จึงมีประวัติศาสตร์สำคัญจารึกไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งอนุชนชาวไทยโดยเฉพาะชาวภูเก็ตหรือชาวถลาง ควรรำลึกนึกถึงจดจำไว้เล่าบอกให้สืบเนื่องต่อไปทุกยุคทุกสมัยตลอดจนจะต้องยกย่องสรรเสริญวีรกรรมของวีรสตรี คุณหญิงจันและคุณมุกหรือท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ให้ปรากฏขจรขจายไปตลอดกาลนาน
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ได้ทรงพระนิพนธ์บรรยายวีรกรรมสดุดียอดวีรสตรีทั้งสองไว้ในหนังสือ นารีเรืองนาม ว่า

  เมืองถลางปางพม่าล้อม ลุยรัณ
รอดเพราะคุณหญิงจัน รับสู้
ผัวผญาผิวอาสัญ เสียก่อน ก็ดี
เหลือแต่หญิงยังกู้ เกียรติไว้ชัยเฉลิม
เริ่มรบรุกตลบต้าน โจมตี
ทั้งสกัดตัดเสบียงที ดักด้าว
พม่าอดหมดพลังหนี จากเกาะ กเจิงแฮ
กลศึกแพ้แม่ท้าว ไม่ท้อโถมหนอ
ยามสบายปล่อยชายเป็นนายทหาร
ครั้นเกิดการศึกเสือเมื่อขัดสน
พวกผู้หญิงใช่จะทิ้งนิ่งอับจน
ออกต่างขวนขวายช่วยม้วยไม่กลัว
เปลก็ไกวดาบก็แกว่งแข็งหรือไม่
ไม่อวดหยิ่งหญิงไทยมิใช่ชั่ว
ไหนไถถากตรากตรำไหนทำครัว
ใช่รู้จักแต่จะยั่วผัวเมื่อไร
แรงเหมือนมดอดเหมือนกากล้าเหมือนหญิง
นี่จะจริงเหมือนว่าหรือหาไม่
เมืองถลางปางจะจอดรอดเพราะใคร
เพราะหญิงไทยไล่ฆ่าพม่าแพ้

หลังจากประวัติศาสตร์ของชาติตอนพม่ามารุกรานไทยที่เมืองถลางหรือเกาะภูเก็ต จนวีรสตรีไทยทั้งสองคือ คุณหญิงจันและคุณมุก ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทร แล้วนั้น พระมหากษัตริย์ของไทยก็แสดงพระปรีชาสามารถป้องกันรักษาประเทศ แสดงถึงพลังอันกล้าหาญของกองทัพไทย และพลังรักชาติของราษฎรชาวไทยทั้งชายหญิงที่พร้อมใจกันด้วยความสามัคคีกล้าหาญ ต่อสู้ขับไล่ข้าศึกออกไปพ้นผืนแผ่นดินไทยแล้ว เกาะถลางก็มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขสืบต่อมา โดยที่เกียรติคุณของวีรสตรีชาวถลาง ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทรได้รับการจารึกไว้ทั้งในประวัติศาสตร์และในจิตใจของชาวถลางและชาวไทย ปรากฏลือระบือไกล เป็นเกียรติยศและเป็นความภาคภูมิใจของชาวถลางตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๕๑๐ ชาวเมืองถลางซึ่งมี นายอ้วน สุระกุล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นหัวหน้า ตระหนักถึงความสำคัญของวีรกรรมของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร เห็นพร้อมกันว่า ควรจะก่อตั้งอนุสาวรีย์ของวีรสตรีทั้งสองไว้ ให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในเกียรติคุณและความสามารถเพื่อเป็นแบบอย่างแก่อนุชนทั้งชาวถลางและชาวไทยทั้งปวง ในด้านความรักชาติ ความกล้าหาญที่จะปกปักรักษาเอกราชของไทย จึงพร้อมใจกันดำริก่อสร้างอนุสาวรีย์ อนุสาวรีย์ของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทรขึ้น ประดิษฐานไว้ ณ บริเวณสี่แยกท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พุทธศักรช ๒๕๑๐ ซึ่งตรงกับวันแห่งชัยชนะของชาวเมืองถลางในการปกป้องรักษาแผ่นดินถลาง ขับไล่พม่าข้าศึกไปพ้นดินแดนถลาง เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๘

อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ก่อสร้างเป็นรูปปั้นหล่อด้วยสำริดรมดำ ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของคนธรรมดา เค้าหน้าของรูปปั้นมีลักษณะเป็นหญิงไทยโบราณ ผมสั้น แต่งกายทะมัดทะแมง พร้อมออกศึก มือขวาถือดาบในท่วงท่าเตรียมสู้รบ ยืนอยู่คู่กันสง่างาม บนแท่งหินอ่อนสีขาวนวล รูปกำแพงเมือง
ที่ฐานของอนุสาวรีย์มีคำจำรึกแสดงเกียรติคุณไว้ว่า

"ท้าวเทพกระษัตรี (จัน) ท้าวศรีสุนทร (มุก) ได้กระทำการป้องกันรักษาเมืองไว้เป็นสามารถ มิให้ข้าศึกซึ่งยกมาประชิดเมืองถลาง เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ ตีหักเอาเมืองได้ พม่าแตกกลับไปเมื่อ ๒๑๔ฯ๔ มะเส็ง สัปตศก จ.ศ.๑๑๔๗ เป็นวีรกรรมอันควรแก่ชาวเมืองถลาง ตลอดจนชาวไทยทั่วไปยกย่องสรรเสริญ
ชาวเมืองถลาง โดยการนำของ นายอ้วน สุระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ชวนกันสร้างขึ้นไว้เมื่อ ๕๙ฯ๖ มะเมีย จ.ศ.๑๓๒๘  ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๙ เวลา ๐๘.๐๙ น.
ขอให้ดวงวิญญาณของวีรสตรีทั้งสอง จงสถิตเป็นมิ่งขวัญปกป้องชาวถลางสืบไป"

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ณ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๑๐
อนุสาวรีย์ของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ตั้งเด่นเป็นสง่า ณ บริเวณสี่แยกท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร นี้ ผู้ที่มาเยือนจังหวัดภูเก็ต จะได้เห็นเด่นเป็นสง่า ประทับตาประทับใจ เตือนให้รำลึกถึงความกล้าหาญรักชาติของคนไทย ไม่เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่จะสามารถสู้รบปกป้องรักษาชาติบ้านเมือง แต่สตรีไทยได้แสดงเกียรติประวัติในการรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานได้ไม่แพ้ชาย เป็นที่ปรากฏประจักษ์มาถึงปัจจุบัน

ท้าวเทพกระษัตรี มีบุตรชายหญิงหลายคน บุตรชายคนโตชื่อ เทียน เกิดแต่หม่อมศรีภักดี สามีคนแรก ได้รับราชการ ณ เมืองถลาง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมือง และเป็นผู้ที่ช่วยมารดารบสู้ขับไล่พม่าข้าศึกรักษาเมืองถลางไว้ได้ ภายหลังเสร็จศึกถลางแล้ว ได้เป็นเจ้าเมืองถลางสืบต่อจากพระยาพิมลขันธ์ บิดาเลี้ยง พระยาถลาง (เทียน) นี้มีลูกหลานเป็นทายาทสืบตระกูลต่อมา คือสกุล ประทีป ณ ถลาง

อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ณ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต นี้ นับเป็นปูชนียสถานสำคัญเชิดหน้าชูตาชาวภูเก็ต ชาวถลางรุ่นใหม่ขนานนามท่านว่า "ย่าจัน-ย่ามุก" ถือว่าเป็นบรรพบุรุษแบบฉบับ นอกจากจะเทิดทูนวีรกรรมของท่านเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ยามใดที่ชาวถลางมีความทุกข์ร้อน ก็จะพากันไปกราบไหว้สักการะอนุสาวรีย์ของท่าน บนบานขอให้ช่วยดับร้อนให้คลายทุกข์ ขอให้ท่านประสิทธิ์ประสาทสิ่งที่ดีงามให้แก่ชีวิต และก็ปรากฏว่ามักจะได้รับความสำเร็จตามคำขอเสมอมา

(หมายเหตุ : ผู้ควบคุมคอลัมน์นี้ ขณะเมื่อรับราชการเป็นผู้อำนวยการกองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร (พ.ศ.๒๕๑๐) ได้มีโอกาสเป็นผู้เรียบเรียงคำจารึกอนุสาวรีย์ ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร ถือว่าได้มีโอกาสยกย่องเผยแพร่เกียรติคุณของวีรสตรีทั้งสองท่าน ผู้มีพระคุณต่อผืนแผ่นดินไทย จึงเป็นความปีติภาคภูมิใจตราบจนปัจจุบัน และมีความยินดีที่ได้นำบทความเกียรติประวัติของทั้งสองท่านมาเผยแพร่ ให้อนุชนชาวไทยได้ทราบ จึงขอเชิญชวนให้ชาวไทยในปัจจุบันรำลึกถึงพระคุณของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทรและเทิดทูนเกียรติคุณของท่านที่ได้กล้าหาญรักษาชาติบ้านเมืองไว้ให้เราซึ่งเป็นอนุชนชาวไทย มีชาติบ้านเมืองและผืนแผ่นดินเป็นอิสระ ดำรงชีวิตร่มเย็นเป็นสุขตลอดมาตราบเท่าทุกวันนี้)
(ข้อมูล : บทความวิชาการบรรยายทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ของ นางอรสา สนธิไทย และพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับพระราชหัตถเลขา)