ฟอนตามาร่า

อิกนาซิโอ ซิโลเน่ เขียน พรภิรมย์ เอี่ยมธรรม และ วิทยากร เชียงกูล แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

น้ำพุแห่งความขมขื่นคืออาชญากรรมของการขูดรีด

หนังสือ ฟอนตามาร่า ฉบับพิมพ์ครั้งแรก (พ.ศ.2523) ใช้ชื่อว่า น้ำพุแห่งความขมขื่น ชื่อหนังสือที่ชื่อฟังร้าวรานนี้คงไม่เป็นที่สนใจของนักอ่านมากนัก แต่ไม่ว่าบทพิสูจน์นี้จะเป็นอย่างไรหนังสือน้ำพุแห่งความขมขื่น ได้ตีพิมพ์อีกครั้ง (พ.ศ.2537) โดยใช้ชื่อ ฟอนตามาร่า

ในหน้าคำนำบอกว่า 'ฟอนตามาร่า' เป็นภาษาอิตาลี แปลว่า น้ำพุแห่งความขมขื่น

ฟอนตามาร่า เขียนโดย อิกนาซิโอ ซิโลเน่ พรภิรมย์ เอี่ยมธรรม และ วิทยากร เชียงกูล แปล

สำนักพิมพ์เคล็ดไทย พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2537

อิกนาซิโอ ซิโลเน่ เป็นคนอิตาลี พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นช่างทอผ้า เขาเกิดที่หมู่บ้านเปสซิน่า

ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในมณฑลอาบรูซซี่ ทางตอนใต้ของอิตาลี ซึ่งในแถบนี้ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวนายากจน

"เขาได้เรียนรู้สภาพความอยุติธรรมในชุมชนของเขาตั้งแต่วัยเด็ก และเคยเข้าร่วมกับสันนิบาตชาวนาเมื่ออายุ 17 ปี หลังจากนั้นได้เริ่มเขียนหนังสือและเป็นบรรณาธิการนิตยสารบางฉบับ ซึ่งคัดค้านสงครามและคัดค้านระบบเผด็จการของมุสโสลินี เจ้าตำรับฟาสซิสต์"

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเห็นภาพต่อติดกันหลายๆภาพรวมเป็นภาพซอมซ่อของคนกลุ่มหนึ่ง สีหมองคล้ำขุ่นมัว สีแดงของเลือดและปืนในภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกเขา จุดเริ่มต้นของความชอกช้ำขมขื่น การเข่นฆ่าทั้งหมดเกิดจากผู้อื่นทั้งสิ้น อิกนาซิโอ ซิโลเน่ เขียนไว้ในคำนำเมื่อหนังสือพิมพ์ครั้งแรก (พ.ศ.2473) ว่า

"ฟอนตามาร่าเป็นหมู่บ้านที่ยากจน ล้าหลังที่สุดในมาร์สิก้า หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบฟูชิโนซึ่งถูกถมทำเป็นแผ่นดิน มีกระท่อมชั้นเดียวโกโรโกโสโย้เย้ ดำคล้ำด้วยกาลเวลา และผุกร่อนด้วยสายลมและฝน ราวร้อยหลัง หลังคามุงด้วยกระเบื้องและแผ่นหินชนวนชนิดต่างๆกัน กระท่อมเหล่านี้อยู่ล้อมรอบโบสถ์เก่าๆจะพังมิพังแหล่หลังหนึ่งบนยอดเขาหิน กระท่อมซึ่งไม่ได้ปูพื้นเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีประตูหน้าต่างหรือปล่องไฟบานเดียว ภายในนั้นทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ต่างอาศัยหลับนอน กิน และสืบเผ่าพันธุ์ของตนไปตามเรื่องตามราวของแต่ละคน"

"เป็นเวลายี่สิบปี ผมรู้สึกถึงความซ้ำซากของท้องฟ้า แผ่นดิน ฝน หิมะ กระท่อม โบสถ์ วันนักบุญ อาหาร ความยากจนที่เป็นนิรันดร์ ส่งต่อกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดถึงรุ่นพ่อและรุ่นลูก ชีวิตของคน ของสัตว์ในท้องทุ่ง ของแผ่นดินซึ่งดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในวงจรที่เป็นนิรันดร์ วงจรแห่งธรรมชาติที่เหมือนกับจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด"

เพียงคำนำของผู้เขียนก็ทำให้เห็นโซ่ตรวนความทุกข์ที่ล่ามชาวฟอนตามาร่าไว้ เห็นวันคืนมืดมิด ผู้คนเหน็ดเหนื่อยทุกข์เข็ญ หน้าตาหมองคล้ำ บ้านเรือนโกโรโกโสสีทึมเทา การเพาะปลูกเก็บเกี่ยว ฝนฟ้าแห้งแล้ง การขาดแคลน ความยากจน สิ่งเหล่านี้ช่างคล้ายคลึงกับงานเกษตรกรรมท้องถิ่นทุกแห่งหนบนโลก ที่วันแล้ววันเล่าก็ยังคงตรากตรำงานหนัก ทั้งๆที่ผู้คนบนโลกดำรงชีพด้วยการกินพืชผักเหล่านี้

ฉากท้องเรื่องในฟอนตามาร่า คือภาคใต้ยากจนของอิตาลี ในสมัยของเผด็จการฟาสซิสต์เบนนิโต มุสโสลินี ชาวฟอนตามาร่าเป็นคนซื่อ ขยัน ทำงานหนัก พวกเขาดิ้นรนใช้ชีวิตเพียงให้หลุดพ้นจากการถูกเอาเปรียบ แต่เสียงกึกก้องของพลังอำนาจเผด็จการ ความชั่วช้าของการคดโกงได้เข้ามาทิ่มแทงพวกเขาอย่างไม่สิ้นสุด

นวนิยายเรื่อง ฟอนตามาร่า มี 10 ตอน ทั้งสิบตอนต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม พวกเขาต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อให้ได้น้ำมาใช้ น้ำที่เป็นสายธารให้แก่ทุกชีวิต

ฟอนตามาร่าถูกเล่าด้วยคนสามคน คือ ชายชรา เมียของชายชราและลูกชาย สามคนผลัดกันเล่า ตามที่เห็นตามที่พบตามลำดับด้วยน้ำเสียงธรรมดา ทว่ากลมกลืนเข้มข้น เรื่องเปิดฉากด้วยหมู่บ้านถูกตัดไฟฟ้า แล้วมีคนแปลกหน้าเดินทางมาเพื่อบางสิ่งที่มืดดำยิ่งกว่าความมืด ฉากแรกในเวลาค่ำ วิถีของชาวของชาวฟอนตามาร่า บุคลิกของพวกเขา ความซื่อ และการเสียดสีเยาะเย้ยสังคมซึ่งจะยิ่งเด่นชัดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งจบเรื่องแบบไม่จบ....

คนจากในเมือง คือ ฯพณฯ เพเลโน มาพร้อมกับความไม่ชอบมาพากล โป้ปดมดเท็จ ต้องการลายมือชื่อชาวฟอนตามาร่าไปใช้ประโยชน์ คนจากในเมืองหรือ ฯพณฯ เพเลโนโกหกว่าการเพิกเฉยต่อชาวชนบทกำลังจะหมดไป รัฐบาลใหม่จะเข้ามาช่วยเหลือดูแลให้อยู่สุขสบาย นายพลบัลดิสเซอร่าช่างซ่อมรองเท้าเดินเข้ามาในห้องแล้วยอมเขียนเป็นคนแรก ต่อจากนั้นชื่อของทุกคนทั้งที่อยู่ในห้องและไม่อยู่ก็ถูกเขียนลงบนกระดาษ กระดาษแผ่นที่เปรียบเสมือนแผ่นชะตากรรมอับโชค

จากนั้นก็มีใครคนหนึ่งเห็นเหาตัวหนึ่งคลานอยู่บนแผ่นกระดาษ บนหลังของมันมีรอยขีดสีขาวเหมือนไม้กางเขน ใครอีกคน (มิเชลเล่) จึงเล่าความฝันเกี่ยวกับเหา เธอพูดอย่างซื่อๆ เรื่องในฝันพาดพิงไปถึงรัฐบาลและสันตปาปา ในฝันนั้นบอกว่า สันตปาปาเห็นชาวนายากจน ทะเลาะเบาะแว้งกันนัก จึงปล่อยเหาลงมาจากท้องฟ้าแล้วพูดว่า "เอาไปเถอะลูกๆที่รักของฉัน เอาไว้เกาตัวลูกเองในยามว่าง ลูกจะได้มีอะไรทำ จะได้ไม่ต้องคิดในสิ่งชั่วร้าย" เหตุการณ์ในคืนนั้นทำให้คนในเมืองโกรธมาก เขากล่าวหาว่าชาวฟอนตามาร่าด่าทอรัฐบาลและดูหมิ่นดูแคลนศาสนา ซึ่งเขาจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด

เมื่อสายน้ำที่พวกเขาเคยใช้มาชั่วนาตาปีถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังไร่คนร่ำรวยผู้มีอำนาจ เรื่องเลวร้ายก็ยิ่งประเดประดังเข้ามา แรกสุดชาวฟอนตามาร่าเดินทางเข้าเมืองเพื่อมาร้องเรียนเรื่องน้ำ ชาวไร่ชาวนาซึ่งบริสุทธิ์ถูกคนเมืองหัวเราะขำกับท่าทางเชยๆดูไม่รู้ประสีประสา พวกเขาเดินมาไกล ทั้งยังไม่รู้จักน้ำประปา แล้วคนเมืองก็แกล้งเปิดปิดน้ำไม่ให้พวกเขาดื่ม ทั้งๆที่กำลังหิวกระหายจากการเดินไปที่นั่นที่นี่เพื่อตามหานายกเทศมนตรี ฉันเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้คงคล้ายคลึงกับทุกหนแห่งในโลก คนเมืองส่วนหนึ่งมักคิดว่าตัวเองเฉลียวฉลาดและมีอารยธรรม ซึ่งหากคิดเช่นนี้มากเกินไปก็จะทำให้เกิดความคิดดูหมิ่นผู้อื่นที่ด้อยกว่า

"พฤติกรรมของน้ำน่าประหลาดอย่างยิ่ง ไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้กับน้ำพุที่ทางเข้าฟอนตามาร่าช่างซ่อมนาฬิกากับยามศาลากลางกำลังจ้องมองพวกเราจากด้านหนึ่งของจัตุรัสและกำลังหัวเราะ

"ดูเป็นการโง่ที่เสียเวลาเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง เพียงยังมีเรื่องเลวร้ายกว่านี้มากนักเกิดขึ้นต่อมา เพียงแต่ฉันไม่อาจลืมเรื่องแปลกๆเกี่ยวกับน้ำที่ผลุบหายไปก่อนที่เราจะได้ดื่มทุกทีไป"

สิ่งเลวร้ายที่ผมพูดถึงสาเหตุของมันเกิดจากการแย่งชิงน้ำกลับคืนมาเพื่อทำไร่ทำนาเท่านั้นเอง ลายมือชื่อของพวกเขาถูกนำไปเป็นหลักฐานทางกฎหมายว่าชาวฟอนตามาร่าร้องเรียนให้แบ่งน้ำออกไปยังไร่ของพ่อค้าคนร่ำรวย หรือนายกเทศมนตรีนั่นเอง แม้มีทนายความเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา แต่ทนายก็ทำเพื่อผลประโยชน์ตนเท่านั้น

"ไอ้ฉ้อฉล ไอ้หลอกลวง ไอ้ขี้โกง"

"พวกแกเรียนกฎหมายเพื่อโกงคนจน ไปลงนรกเสียเถอะ ไอ้คำร้องเรียนจอมปลอมนั่นน่ะ"

โชคร้ายเพิ่งลามเลีย เมื่อขาดแคลนน้ำใช้ ความบาดหมางก็เกิดขึ้น พวกเขาทะเลาะทำร้ายกันเอง

เดินทางไปรับจ้างทำงานในเมืองเพื่อความอยู่รอด ทุกวันพวกเขาจะตื่นตี 3 เพื่อจะได้ไปถึงตลาดในเมืองทันเวลาเช้าตรู่ และต้องคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าจะมีคนมาจ้างให้ทำงานในวันนั้น

"คุณจะต้องเดินจากตลาดไปฟูชิโนราว 5-10 ไมล์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดที่คุณจะไปทำงาน แต่จากฟอนตามาร่าไปยังเมืองคุณก็ต้องเดินไม่ต่ำกว่า 3 ไมล์ และในตอนเย็นเมื่อกลับบ้านคุณก็เดินย่ำทางเก่าอีกครั้งหนึ่ง ทุกวันระหว่างทางไป-กลับ การทะเลาะเถียงกันเรื่องการแบ่งน้ำได้เพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกที ผู้ชายหลายคนบาดเจ็บสาหัส"

ในช่วงที่พวกเขาทะเลาะ เรื่องเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ เบอร์อาร์โด เขาเป็นคนแข็งแรง ไม่มีพ่อแม่ อาศัยอยู่กับยาย เบอร์อาร์โดมีความคิดดีๆเสมอ เขาเองเป็นคนที่พูดว่า "ป่วยการที่จะต่อล้อต่อเถียงกับคนในเมือง" ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นเพราะดูเหมือนว่าคนเมืองได้ใช้อำนาจในทุกๆเรื่องเพื่อตนเองเท่านั้น ผู้ชายคนนี้ได้กลายมาเป็นผู้นำในการต่อสู้และวีรบุรุษของฟอนตามาร่าซึ่งไม่มีใครจะลืมเขาได้ คำพูดแหลมคมของเบอร์อาร์โดมีว่า

"คนในเมืองเป็นคนเขียนกฎหมาย ทนายความซึ่งเป็นคนในเมือง เป็นคนตีความหมาย ผู้พิพากษาซึ่งเป็นคนในเมืองนำมันมาใช้ ชาวนาจะคาดหวังความยุติธรรมได้อย่างไร"

"มันเป็นการเสียเวลาโดยสิ้นเชิงและอย่างสมบูรณ์สำหรับลูกจ้างรายวันที่จะโต้เถียงกับเจ้าของฟาร์ม เขาก็จะได้เงินค่าจ้างน้อยลงอยู่นั่นเอง เจ้าของฟาร์มมักทำอะไรก็ตามเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเดียว"

"อย่าโต้เถียงกับเจ้าของที่ดิน การโต้เถียงและการอภิปราย คือรากฐานของความทุกข์ยากทุกชนิดของชาวนา ชาวนาก็คือลา ลาที่โต้เถียงได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมชาวนาถึงได้ลำบากยิ่งกว่าลาจริงๆซึ่งไม่เคยโต้เถียง"

เพิ่งพบกับความล้มเหลวมาหมาดๆ ไม่กี่วันฟอนตามาร่าก็ถูกประกาศให้เป็นเขตเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกบ้านในยามวิกาล ต่อจากนั้นทุ่งหญ้าที่พวกเขาใช้เลี้ยงสัตว์ก็ถูกกั้นรั้ว ที่ดินสาธารณะ-สมบัติร่วมของชุมชน เมื่อพวกเขาจุดไฟเผารั้ว สิ่งที่ได้รับคือ รถบรรทุกชายฉกรรจ์ในชุดเชิ้ตดำพร้อมปืนไรเฟิล คันแล้วคันเล่าขับตรงมาที่หมู่บ้านในเวลาที่ผู้ชายในหมู่บ้านยังไม่กลับจากทำงาน

สิ่งเลวร้ายหดหู่เกิดขึ้นอีกแล้ว พวกที่เรียกตัวเองว่าฟาสซิสต์ได้ย่ำยีผู้หญิงในหมู่บ้าน โลกของชาวมอนตามาร่าไม่เคยมีฝันหวาน ความขมขื่นเท่านั้นที่ติดตามพวกเขาทั้งหลับและยามตื่น อิกนาซิโอ ซิโลเน่ เขียนให้เห็นจะแจ้งเสียยิ่งกว่าความจริง เขาเขียนเล่าเรื่อยๆด้วยภาษพื้นๆ ตัวหนังสือของเขาไม่เคยเกรี้ยวกราด เขาอาจเสียดสีอย่างเรียบๆ และนั่นยิ่งทำให้เราขมขื่น

"จะไม่ให้เราคิดถึงข้าวสาลีของเราซึ่งต้องใช้แรงงานเพาะปลูกตลอดทั้งปี เสร็จแล้วก็ถูกธนาคารยึดเอาไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคมขณะที่มันยังเขียวอยู่ได้อย่างไร? เราต้องเพาะปลูกมันด้วยหยาดเหงื่อของเรา แต่เรากลับไม่ได้กินมัน ข้าวสาลีล้วนถูกส่งเข้าไปในเมือง ซึ่งคนทุกคนในเมืองจะได้กิน แม้แต่หมาและแมวที่อยู่ในเมือง แต่เราไม่มีสิทธิ์กิน เราได้กินแต่ขนมปังที่ทำจากข้าวโพด"

ความขมขื่นยังดำเนินต่อไป การแบ่งสรรปันน้ำครั้งใหม่ยิ่งสร้างความฉงน แต่ก็ทำให้ชาวฟอนตามาร่าตาสว่างขึ้น แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจก็ตามว่า การจัดสรรอย่างเอาเปรียบเกิดขึ้นได้อย่างไร

"ความทุกข์ยากแต่ละอย่างของเรา ถ้ามองดูแต่ละอย่างชนิดแยกจากกันแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความทุกข์ยากเกิดขึ้นบ่อยๆในอดีต แต่วิธีที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันนี่ซิ ออกจะใหม่และแปลก"

"การที่น้ำของเราถูกขโมยไป หมายถึงว่าเราจะไม่มีขนมปังและซุปกินในฤดูหนาว สิ่งที่ไร้มนุษยธรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน ? มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่อยากจะคิดถึงมัน แต่เราจะหันหน้าไปพึ่งใครได้?"

คนต้องการน้ำ พืชต้องการน้ำ น้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และมันก็ขาดแคลนมากยิ่งขึ้น ชาวฟอนตามาร่าคิดว่าในเมื่อกฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ "ถ้าหากไม่มีความยุติธรรมไว้ต่อต้านพวกโจร เราก็มาถึงจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว" พวกเขาจึงตัดสินใจลงความเห็นว่าจะตองใช้กฎประชาชน คืนนั้นมีชายคนหนึ่งซึ่งก็คือเพื่อนๆของพวกเขาฆ่าตัวตาย เทโอฟิโล่แขวนคอตายที่ระฆังโบสถ์ ในสนามรบชื่อชีวิต หากใครสักคนคิดฆ่าตัวเองเพราะถูกสังคมอยุติธรรมขย้ำทำร้าย แล้วโลกจะวางเฉยอยู่ได้อย่างไร

และเบอร์อาร์โดกำลังเดินทางไปหางานทำที่โรม ซึ่งเป็นสองบทสุดท้าย ชื่อ น้ำใจของชาวนา และ เราจะทำอะไรกันดี ? เราจะทำอะไรกันดีคือคำถามที่ทิ้งค้างไว้ให้ทุกคนคิด ข้อเท็จจริงคือความเจ็บปวด ไม่มีอะไรในสังคมมนุษย์ที่จะปรับเปลี่ยนได้ง่ายและยากเท่ากับ น้ำใจ ของคน

ฟอนตามาร่า เป็นหนังสือที่ทำให้รู้สึกสะเทือนใจสูงเล่มหนึ่ง บางครั้งถึงกับต้องเบือนหน้าหนีจากหน้าหนังสือ เรื่องราวของความอยุติธรรมคือปัญหาใหญ่ และ อิกนาซิโอ ซิโลเน่ ได้ใช้การเขียนส่องแว่นขยายให้เห็นถึงความชั่วช้าเจ็บปวด และสิ่งนี้ซึ่งถือเป็นวิกฤตการณ์ของคนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะทำอะไรกันดี?...