อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

ตอนที่ 6 ชื่อเจ้าเมืองแห่งจิตตนคร
หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

"เจ้าเมืองแห่งจิตตนครหรือนครสามีนี้ เรียกกันทั่วไปว่า จิตต แต่มีนามอีก4นามที่ขนานเรียกกัน คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นการเรียกตามอาการที่แสดงออกของเจ้าเมือง เพราะเจ้าเมืองปกติแสดงอาการกิริยาออกมาให้ใครๆเห็นได้หลายอย่าง ที่เด่นๆก็ 4 อย่าง คือ แสดงความเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นกลางๆร่วมกันไปกับชาวเมืองทั้งปวง จะเกิดสุขทุกข์ขึ้นที่ไหนเจ้าเมืองก็ต้องรับรู้และร่วมสุขทุกข์ด้วยเสมอ จึงได้นามว่า เวทนา เป็นภาษาของจิตตนคร แปลกันว่า รับรู้สุขทุกข์ และเป็นผู้ที่มีความจำดี โดยเฉพาะสิ่งอะไรที่มาทำให้เกิดสุขทุกข์ขึ้นในเมืองจะจำได้เสมอ ถึงบางอย่างจะลืมเร็วไปบ้างก็ยังได้นามว่า สัญญา เพราะความที่ช่างจำอะไรต่ออะไรได้ เป็นภาษาของจิตตนครเหมือนกัน แปลกันว่า รู้จำ"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ทรงอธิบายถึงลักษณะแยกย่อยของจิตใจคนเราที่ทรงเปรียบอยู่ในฐานะเจ้าเมืองโดยทรงแจกแจงตามอาการแสดงของจิต แบ่งออกเป็น4ประเภทใหญ่ๆ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณซึ่งคุณลักษณะเด่นๆทั้ง4ของจิตใจเรานี้ แต่ละประเภทยังสามารถใช้เรียกแทนชื่อเจ้าเมืองหรือนครสามีได้อีกด้วย ลักษณะเด่นชัดของจิตที่เกิดขึ้นกับทุกคน สองประการแรก คือ สามารถรับรู้สุขทุกข์ต่างๆที่เกิดขึ้นในจิต เรียกว่า เวทนา ส่วนอาการที่จดจำสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เรียกว่า สัญญา

สำหรับสองประการหลัง คือ อาการที่จิตนั้นชอบคิดปรุงฟุ้งซ่านไปต่างๆนานานี้เรียกว่า สังขาร กับอาการที่จิตนั้นสามารถรับรู้ได้ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นี้เรียกว่า วิญญาณ ดังที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯได้ทรงอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมของเจ้าเมืองว่า "ยังเป็นผู้ช่างคิดอะไรต่างๆ แต่ก็มิใช่หมายความว่าจะคิดเรื่องที่ดีๆเสมอไป บางคราวก็คิดเรื่องที่ไม่ดีเป็นลมๆไปเหมือนคนทั้งหลาย แต่เจ้าเมืองก็จำเป็นต้องคิด เพราะกิจการทั้งหลายที่ดำเนินไปอยู่ในเมืองเกิดขึ้นจากความคิดของเจ้าเมือง ถ้าเจ้าเมืองหยุดคิดเสียผู้เดียว กิจการทั้งปวงก็จะชะงักหยุดหมด และโดยปกติเจ้าเมืองก็หยุดคิดไม่ได้ ไม่คิดเรื่องนี้ก็ต้องคิดเรื่องนั้น เรียกได้ว่าขยันคิดมากที่สุด จนถึงชาวเมืองทั้งปวงหลับกันหมดแล้ว เจ้าเมืองยังไม่หลับ ยังตรวจบันทึกเรื่องต่างๆอยู่กับมโน ทำให้มโนต้องปวดศีรษะไปบ่อยๆ จึงได้นามว่าสังขาร เป็นภาษาของจิตตนครที่แปลกันว่า ช่างคิดปรุง ทั้งยังเป็นผู้ชอบออกไปรับข่าวสารที่ส่งเข้ามาจากระบบชั้นนอกชั้นในตลอดเวลา มีข่าวสารอะไรส่งเข้ามาก็จะต้องรับในทันที เรียกว่ารับข่าวสดกันทีเดียว จะต้องออกไปดูให้รู้เห็นด้วยตาตนเอง จะต้องออกไปดมให้รู้กลิ่นด้วยจมูกตนเอง จะต้องออกไปลิ้มให้รู้รสด้วยลิ้นตนเอง จะต้องออกไปถูกต้องให้รู้สิ่งที่มากระทบถูกต้องด้วยกายตนเอง ถ้าไม่ออกไปเช่นนั้น ก็ตรวจตราเรื่องราวต่างๆ จากรายงานของมโนให้รู้ด้วยใจตนเองอีกเหมือนกัน จึงได้นามว่า วิญญาณ ซึ่งเป็นภาษาของจิตตนครอีกเหมือนกัน ที่แปลกันว่า ช่างรู้ต่างๆ"

การจิตที่สามารถรับรู้สุขทุกข์ รู้จำ ช่างปรุงคิด และช่างรู้ต่างๆนั้นเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของจิตแต่ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์และกิเลสต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นแบบฝึกหัดที่ต้องหมั่นแก้ไข พากเพียรฝึกหัดขัดเกลาจิตใจ เพื่อให้รู้เท่าทันอารมณ์ต่างๆที่เกิดอยู่ในจิตใจ ไม่ปล่อยให้กิเลสท่วมทับ ไม่เอาตัวเอาตนเข้าไปรับหรือปรุงแต่งต่อเติม

"นามทั้ง 4 นี้ ชาวจิตตนครใช้เรียกเจ้าเมืองกันเพราะเหตุที่เจ้าเมืองมีลักษณะต่างๆดังกล่าว อันที่จริงการเรียกชื่อของใครว่าอะไร ตามลักษณะพิเศษของผู้นั้นไม่ใช่เป็นของแปลก เหมือนอย่างคนเรานี่เอง ที่เป็นคนร้ายกาจมากต้องหลบหนีเจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ในป่าก็ถูกขนานนามว่า "เสือ" ส่วนที่เป็นคนดีมีเมตตากรุณาในคนทั้งหลายก็เรียกว่า "ผู้มีเมตตา" เป็นต้น สุทัตตเศรษฐี ในสมัยพระพุทธเจ้า คนเรียกกันว่า "อนาถบิณฑิกะ" เพราะเป็นผู้มีเมตตาให้อาหารแก่คนอนาถาอยู่เสมอ และเรียกชื่อนี้กันแต่ชื่อเดียว จนชื่อเดิมเกือบจะไม่รู้จักกัน บรรดานามของเจ้าเมืองทั้ง4นามว่า วิญญาณ คนมักชอบเรียกกันในบางโอกาส จนถึงคล้ายกับเป็นนามที่สำคัญที่สุด อันที่จริงทั้ง 4 เป็นนามรองทั้งนั้น"

สภาวะต่างๆที่เกิดกับจิตใจ จึงทำให้ใจถูกขนานนามไปตามอาการนั้นๆ แต่สภาวะที่เกิดขึ้นกับใจก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่คงที่ มีความเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ดังเช่นผู้ที่ถูกขนานนามว่าเสือ ถึงแม้ว่าเป็นโจร ใจคอเหี้ยมโหดดุสักแค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าจะดุร้ายอยู่ได้เสมอไป แม้ขึ้นชื่อว่า เสือ ไม่ว่าเสือที่เป็นสัตว์ป่าอย่างเสือโคร่ง เสือดาว ฯลฯ หรือเสือที่เป็นคนออกจี้ปล้นผู้คนทั้งหลาย แต่ครั้นเมื่อแลเห็นลูกๆของตนเข้า ความรักความเมตตา ความกรุณาที่มีต่อลูกของตนก็ย่อมไม่อาจทำร้ายลูกของตนได้ เกี่ยวกับเรื่องเสือนี้ ยังมีผู้รู้ทางธรรมท่านกล่าวไว้ตรงกันว่า นอกจากเสือในป่าในดงแล้ว ยังมีเสือที่น่ากลัวที่สุดอยู่อีก เป็นเสือกิเลสตัวที่พล่านอยู่ในใจเราทุกคนนั่นเอง

ส่วนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้มีชีวิตอยู่ในครั้งพุทธกาลนั้น ท่านได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า คือ อุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทาน สำหรับฉายา อนาถบิณฑิกะ (อะ-นา-ถะ-บิน-ทิ-กะ) ที่ท่านได้รับนี้ แปลว่า "ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนยากจน" มาจากการที่ท่านเปิดโรงทานหน้าบ้านเลี้ยงอาหารให้กับคนยากคนจนทุกวัน ผู้คนจึงเรียกขานท่านด้วยชื่อนี้จนแทบลืมชื่อเดิมของท่าน คือ สุทัตตะ กันไปเลยก็ว่าได้

แม้มีฐานะมั่งคั่งเป็นเศรษฐีใจบุญที่ชอบทำบุญสุนทานช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากไม่ได้ขาด แต่ก็ใช่ว่าท่านจะดำรงอยู่ในฐานะเศรษฐีเสมอไปก็หาไม่ มีอยู่คราวหนึ่งที่ท่านดำเนินธุรกิจผิดพลาด ทำให้ทรัพย์สินร่อยหรอลง แต่กระนั้นท่านก็ยังคงเปี่ยมด้วยศรัทธาทุ่มเทในการทำบุญบริจาคทานเต็มกำลัง เพียงแต่ข้าวของวัตถุทานที่นำมาทำบุญไม่อาจเลือกสรรได้อย่างชนิดเลิศรสและประณีตเต็มกำลังดังแต่ก่อน เช่น ต้องเปลี่ยนมาใช้ข้าวปลายเกวียนกับผักดอง ฯลฯ

ฝ่ายเทวดาที่สิงสถิตที่อยู่ซุ้มประตูเรือนเห็นท่านเศรษฐียากจนลง จึงบอกให้ท่านเศรษฐีเลิกทำบุญทำทานเสียจะได้ไม่สิ้นเปลืองข้าวของที่เอาไปทำบุญ ท่านเศรษฐีไม่พอใจจึงขอให้เทวดาออกจากซุ้มประตูเรือนตนไปเสีย และไม่ต้องการพบเห็นเทวดานั้นอีก เทวดาเดือดร้อนมาก จึงไปปรึกษาเทวดาผู้เป็นใหญ่ จึงได้รู้ว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านเศรษฐียากจนลง เนื่องจากเดิมนั้นท่านเศรษฐียังมีทรัพย์สินอีก 80 โกฏิ ใส่ภาชนะฝังไว้ที่ริมแม่น้ำ ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังไปทรัพย์สินนั้นจึงจมหายไปกับสายน้ำเสียสิ้น เมื่อรู้ดังนี้เทวดาจึงไปนำทรัพย์กลับคืนมาให้ ท่านเศรษฐีก็หายโกรธยกโทษให้ เทวดาจึงได้กลับมาอาศัยอยู่ที่ซุ้มประตูเรือนดังเดิม เรื่องราวเหล่านี้แสดงถึงความไม่เที่ยง หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ เช่นเดียวกับสภาวะที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเราทุกคน

"นามที่สำคัญที่สุดของเมืองแห่งจิตตนคร คือ จิตต คือจิตนั้นแหละเป็นตัวแท้ตัวจริง ส่วนนามอื่นทั้ง 4 มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเป็นเพียงอาการแสดง ได้กล่าวไว้แล้วว่า จิตเป็นที่รับอารมณ์หรือกิเลส เมื่อรับไว้มากก็ย่อมเศร้าหมองมาก มีความสุขน้อย เมื่อรับไว้น้อยก็ย่อมมีความผ่องใส มีความสุขมาก อาการแสดงออกของจิตทั้ง 4 อย่างคือ รับรู้สุขทุกข์ รู้จำ ช่างปรุงคิด และช่างรู้ต่างๆนั้น แม้เจ้าเมืองทุกจิตตนครจะมีเสมอกัน คือ แม้จะสามารถรับรู้สุขทุกข์ รู้จำ ช่างปรุงคิด และช่างรู้ต่างๆเสมอกัน แต่การรับอารมณ์หรือกิเลสเครื่องเศร้าหมองไว้ ไม่จำเป็นต้องเสมอกัน เหมือนคนหลายคนอยู่ในบ้านเดียวกัน แดดออกร้อนจ้า ทุกคนเห็นด้วยกัน เห็นเหมือนกัน คนไหนเดินออกไปรับแสงแดด คนนั้นก็ร้อน คนไหนเพียงแต่เห็น เพียงแต่มองดู คนนั้นไม่เดินออกไปรับคนนั้นก็ไม่ร้อน"

ในทางธรรมนั้นว่ากันว่าทั้งหลายทั้งปวงที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตล้วนแต่ทุกข์ทั้งนั้น พูดง่ายๆ ทุกๆชีวิตที่อยู่ ที่เห็น ที่เป็นไปก็คล้ายกองทุกข์เดินได้ดีๆนี่เอง บางคนจึงอาจนึกว่า ช่างเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเสียจริง มองอย่างนี้ทำให้เห็นว่าชีวิตช่างน่าเศร้า ชวนให้หดหู่ใจเสียเหลือเกิน แต่หากมองให้เห็นถึงความจริงของชีวิต ในความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและทรงชี้ให้เห็น ทรงนำ "ทุกข์" ขึ้นมาไว้เป็นประการแรก เพื่อให้ตระหนักรู้ถึงความจริงในข้อนี้ แล้วหาวิธีรับมือแก้ไข เพื่อให้ผ่อนหนักเป็นเบา เหมือนคนเจ็บคนป่วยรู้ตัวว่าเจ็บป่วยก็ย่อมอยากไปหาหมอหายามากินเพื่อรักษา เช่นเดียวกันเมื่อรู้ว่าทุกข์แล้วย่อมอยากเปลี่ยนทุกข์เป็นสุข

หลักใหญ่ใจความของพุทธศาสนา คือ สอนให้รู้เท่าทันทุกข์ เพื่อให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งถ้ามองอย่างลึกซึ้งจะเห็นถึงความจริงของชีวิตว่า สิ่งที่ชักนำให้ทุกข์ก็คืออัตตานั่นเอง กายกับใจหรือรูปกับนามเป็นสิ่งที่เกิดอยู่ มีอยู่ มีอาการแสดงต่างๆ และมีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนอยู่เป็นปกติ การเข้าไปจับยึด ดึงทุกอย่างเข้าหาตัว หรือเอาตัวเอาตนออกไปรับไปยึดไปถือในสิ่งที่เกิดขึ้น การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ความรู้สึกที่ว่าตนนั้นได้มาหรือเสียไป ฯลฯ เหล่านี้นี่แหละเป็นตัวการสำคัญที่เป็นต้นตอของความทุกข์

"อาการของจิตทั้ง 4 อย่างก็เหมือนกัน ถ้าจิตดวงใดปฏิบัติต่ออาการของจิต เหมือนคนเห็นแดดเดินออกไปรับแสงแดด จิตดวงนั้นก็ร้อน ถ้าจิตดวงใดปฏิบัติต่ออาการของจิต เหมือนคนเห็นแดดไม่เดินออกไปรับแสงแดดจิตดวงนั้นก็เย็น ความร้อนของผู้เห็นแดดมิได้เกิดจากที่เห็น แต่เกิดจากที่เดินออกไปรับฉันใด ความร้อนของจิตก็มิได้เกิดจาก เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่เกิดจากการที่จิตรับไว้ฉันนั้น ถ้าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิด จิตเพียงแต่เห็น เพียงแต่ดูให้รู้ว่ามีอาการอย่างไร เหมือนแดดออกคนเพียงแต่เห็น เพียงแต่ดูให้รู้ว่าแดดแรงแดดร้อน จิตก็จะไม่ได้รับความร้อน อันเนื่องจากอาการดังกล่าวทั้ง 4 เช่นเดียวกับคนจะไม่ได้รับความร้อนอันเนื่องมาจากแสงแดด"

การที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงแจกแจงละเอียดลออให้เข้าใจชัดถึงความแตกต่างระหว่าง คนเห็นแดดแต่ไม่เดินออกไปรับแดดกับคนเห็นแดดแล้วเดินออกไปรับแดด ตรงนี้แหละถือเป็นหัวใจสำคัญที่นับเป็นเคล็ดลับในการใช้ชีวิตกันเลยทีเดียว คนเราจะสุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับตรงนี้นั่นเอง เพราะไม่ว่าใครจะด่าจะว่าอย่างไร ไม่ว่าอะไรที่เข้ามากระทบ จิตก็เพียงแค่รู้ หรือรับรู้ได้แล้วก็วาง อย่างที่บางทีก็ชอบเรียกกันว่า " จ๊ะเอ๋ บ๊ายบาย" คือ รู้แล้วรีบวาง หมายถึงให้รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วให้รีบวางเสีย อย่าได้เผลอรับเอาเข้ามาเป็นตัวเรา ของเราแล้วก็ปรุงแต่งเพิ่มเติมต่อไปอีก นอกจากเรื่องจะไม่จบเพราะต่างฝ่ายต่างก็คอยตอบโต้กันไปมาไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว บางทีนั่งว่างๆจิตยังไปดึงเอาเรื่องเก่าๆขึ้นมาคิดมาปรุงต่ออย่างโน้นอย่างนี้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นไปดังที่จิตเผลอสติแล้วปรุงแต่งไปต่างๆนานา

ในชีวิตของคนเรา ความสุขไม่ได้อยู่ห่างไกลที่ไหนเลย เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นในใจ ความสุขก็เกิดอยู่ในใจนี้ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่เราจะรู้จักวิธีพลิกจากทุกข์เป็นสุขได้หรือไม่ เมื่อความทุกข์เกิดจากความยึดมั่นถือมั่น เพราะเอาจิตไปยึดไปถือ ทำให้เจ็บปวดเร่าร้อน อึดอัดคับข้องใจ หรือรู้สึกไม่สบายใจ วิธีแก้ก็คือ ให้วางจิตเป็นเพียงผู้ดู หรือผู้เฝ้าดู ที่เปรียบเสมือนคนเห็นแดด ซึ่งไม่ใช่จิตของผู้เป็น คือ ไม่ส่งจิตออกไปรับความร้อนของแดด ทำให้แดดหรือความทุกข์นั้นแผดเผาจิต

การเฝ้าดูสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งภายนอกภายใน ด้วยจิตที่สงบนิ่งและใจที่เป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย ไม่เผลอเพลินไปกับการปรุงแต่งนี้ จะทำให้จิตอิ่มอยู่ในสุข ไม่พร่องไม่ขาด ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ทั้งนอกตัวในตัวก็เห็น ไม่ว่าร้อนหนาว หิวหรืออิ่ม ถูกดุว่านินทาหรือมีคนชื่นชมเยินยอ ไม่ว่าได้มาหรือเสียไป ใจก็นิ่ง เพียงแค่รับรู้แล้วก็ละวาง เป็นเพียงผู้ดูแต่ไม่ใช่ผู้เป็น อย่างนี้ก็ทำให้ทุกข์ลดน้อยถอยลง หรือเจือจางเบาบางลงได้ เมื่อไหร่ที่ทุกข์จรเข้ามาก็รับรู้แล้วก็ปล่อยไป ไม่ผูกไม่ยึดให้รัดรึงจิตใจ จนกลายเป็นคนแบกทุกข์ จับยึดทุกข์เอาไว้ในใจอย่างที่ไม่น่าจะเป็น ที่สำคัญคือ ต้องหมั่นมีสติ และรู้ตัวอยู่เสมอ

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงกล่าวสรุปทิ้งท้ายเตือนสติไว้อย่างน่าคิดว่า "พูดง่ายๆก็คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จะเป็นไปเช่นไร จิตต้องมีสติเพียงรู้ว่าเป็นไปเช่นนั้น ต้องไม่เผลอสติปล่อยตัวออกไปคลุกเคล้าเหมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ไม่ไปยึดมั่นไว้นั่นเอง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จะสักแต่ว่ามีอยู่ตามปกติวิสัยของผู้ยังมีชีวิต จะไม่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ร้อนเศร้าหมอง"

ดังนั้น ยิ่งมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่กับปัจจุบันขณะเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ดังที่พูดกันว่า "ปัจจุบัน คือ เวลาอันประเสริฐสุด" และ "สวรรค์นั้นมีจริง สัมผัสได้เมื่อจิตมีสติอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง" ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เผลอตัวถูกกิเลสพัดพาไปในอดีตหรือล่องลอยไปในอนาคต ให้รีบดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับปัจจุบันขณะ หรืออยู่กับความรู้สึกที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนั้น ยิ่งรู้ตัวเร็วยิ่งดี กำลังของสติที่เกิดขึ้นอย่างติดต่อและต่อเนื่องยาวนาน จะทำให้เกิดความสงบนิ่งขึ้นในจิตใจ เกิดเป็นพลัง เป็นกำลังของจิตที่ทำให้จิตใจโปร่งเบาผ่องใส เกิดสติปัญญาที่นำมาแก้ปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันได้ดีอีกด้วย

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม instanyana ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า