สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง

ราชินีศรีสยาม

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ซันเดย์ นิวส์ ซึ่งมี ยอดจำหน่ายกว่า 3 ล้านฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2510 ได้อัญเชิญพระฉายาลักษณ์พร้อมพระราชเสาวนีย์มาให้ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ของสมเด็จพระบรมราชินีที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุด

ทรงมีพระราชเสาวนีย์ในครั้งนั้นว่า ทรงเสียดายอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ที่พระราชภารกิจในตำแหน่งหน้าที่ของพระองค์ทำให้ไม่อาจใช้เวลาอยู่กับผู้ที่พระองค์ทรงเรียกว่า "บุคคลในครอบครัวของข้าพเจ้า" อย่างเต็มที่ได้ มีรับสั่งว่า "ทรงพอพระราชหฤทัยในพระราชภารกิจต่างๆ ในฐานะสมเด็จพระราชินี แต่ทว่า ทรงรักที่จะเป็นแม่มากที่สุด"

เป็นที่ประจักษ์ว่านับตั้งแต่เสด็จเข้าสู่พิธีราชาภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 แล้วจากนั้นต้องตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปต่างประเทศ และเสด็จนิวัติกลับมาพร้อมด้วยทูลกระหม่อมหญิงใหญ่ ได้ประทับอยู่ในพระราชอาณาจักรจนมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทูลกระหม่อมน้อยและทูลกระหม่อมเล็กตามลำดับ

แม้จะทรงมีพระราชภารกิจมากมายสุดจะพรรณนา เป็นพระราชภารกิจที่ต้องใช้ทั้งกำลังพระวรกายและพระทัยอย่างมหาศาลในการจัดการงานทุกสิ่งให้ลุล่วง แต่ทรงให้ความสำคัญกับหน้าที่ของพระมารดาอย่างดียิ่ง

มีพระราชเสาวนีย์ในวโรกาสพระราชทานอนุปริญญาบัตรแก่นักศึกษาที่สำเร็จวิชาพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย เมื่อปี พ.ศ. 2511 ข้อความว่า

"มีอยู่สมัยหนึ่งที่สตรีทั่วโลกพากันคิดว่า การอยู่บ้านเลี้ยงลูกเป็นการกระทำที่ล้าสมัยและไม่สำคัญ จึงเป็นเหตุให้โลกเราทุกวันนี้ประสบปัญหาเรื่องอาชญากรวัยรุ่นและคนที่ขมขื่นเกลียดโลก ถ้าผู้เป็นมารดาและครอบครัวเห็นว่าการอบรมลูกให้มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์นั้นสำคัญ เด็กเหล่านั้นเมื่อเติบโตขึ้นก็จะเป็นพลเมืองดี เป็นกำลังที่เข้มแข็งของประเทศชาติต่อไป ตลอดเวลาสตรีไทยเราตระหนักดีในความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งข้อนี้ จึงไม่ขวนขวายที่จะเรียกร้องสิทธิเสมอภาคกับบุรุษ โดยถือว่าตนมีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่บ้านเมืองอยู่แล้วตลอดมา"

ตามพระราชประเพณีโบราณ เมื่อแรกที่พระราชโอรสพระราชธิดาประสูติ จะต้องมีสตรีสูงศักดิ์เป็นผู้เบิกพระโอษฐ์ คือถวายนมให้ทรงดูดก่อน แล้วจึงให้พระนมหรือนางนมถวายนมให้เสวย

ประเพณีนี้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลที่ 6 แต่สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ไม่ทรงโปรดที่จะปฎิบัติพระองค์เยี่ยงแม่สมัยใหม่ที่ไม่ชอบให้ลูกน้อยรับประทานนมของตนเอง เพราะเกรงสุขภาพและความงามจะเสื่อมถอยตามความเชื่อ

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงนำหลักการแพทย์สมัยใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่ว่า "ไม่มีอาหารใดวิเศษยิ่งไปกว่านมมารดา"

ด้วยเหตุนี้สมเด็จเจ้าฟ้าทุกพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จึงได้เสวย อาหารที่วิเศษสุดจากแม่ของพระองค์ตั้งแต่แรกประสูติจนแต่ละพระองค์มีพระชันษาครบ 3 เดือนจึงเปลี่ยนมาเสวยแป้งและนมวัว โดยทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าชายวชิราลงกรณ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้เสวยแป้งนมลิบบี้ อันเป็นแป้งนมธรรมดาและมีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด ส่วนทูลกระหม่อมฟ้าหญิงอีก 2 พระองค์เสวยนมวัว

ทรงพระเกษมสำราญทุกครั้งที่เสด็จเยี่ยมราษฎรแล้วมีคำถามแปลกๆ เกี่ยวกับความเป็นพระมารดา อาทิ คำถามของคุณยายชาวอีสานที่กราบบังคมทูลถามว่า

"ท่านยังสาวมากนะเจ้าคะ "

ทรงพระสรวลและตรัสว่า "ฉันลูกสี่คนแล้วนะจ๊ะ "

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงโปรดให้พระราชโอรสพระราชธิดาเรียกพระองค์ว่า "แม่" และทรงเอาพระทัยใส่และเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิด

ดังเช่นเมื่อราษฎรผู้เฒ่าผู้แก่ในต่างจังหวัดทูลถามด้วยความห่วงใยพระองค์ว่า

"แม่คุณ ลูกยังเล็กนักไม่ใช่หรือ ให้ใครเลี้ยง กินนมแม่หรือนมกระป๋อง "

ครั้นเมื่อรับสั่งออกไปว่า "ฝากคุณยายเลี้ยง ธรรมดาเคยกินนมแม่ แต่ตอนนี้ต้องกินนมกระป๋อง"

ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างแย่งกันกราบบังคมทูลว่า ให้กินนมแม่นะดีแล้ว ขอให้เสวยแกงเลียงมากๆ จะได้มีน้ำนมเยอะๆ และจะได้มีทูลกระหม่อมอีกหลายๆ องค์

ทรงรับสั่งตอบว่า "หลายคนนัก เลี้ยงไม่ไหว"

เมื่อครั้งเสด็จประพาสอเมริกาและยุโรปใน ปี พ.ศ. 2503 มีคำถามจากนักข่าวที่เข้าเฝ้าขอพระราชทานสัมภาษณ์ว่า "ทรงลงพระอาญาพระราชโอรสและพระราชธิดาบ้างหรือไม่"

มีพระราชเสาวนีย์ตอบว่า "ฉันตีแกเหมือนกัน "

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสบ้างว่า "ฉันเองเป็นคนตี"

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ตรัสว่า "ฉันเองก็ตีด้วย"

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสที่มีความผูกพันกับพระราชมารดาอย่างมากเคยรับสั่งว่า "เมื่อครั้งพระองค์ทรงมีพระชนม์ 8-9 พรรษา ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประพาสประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา เมื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด พอเสด็จกลับมาถึงที่ประทับ สมเด็จแม่จะมาหาพระราชโอรสพระราชธิดาก่อน เพื่อไถ่ถามลูกๆ ทุกพระองค์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง "

ทรงรับสั่งต่อไปว่า "เมื่อนึกถึงตอนเด็กๆ จะมีความสุขมาก เมื่อทูลหม่อมพ่อและสมเด็จแม่พาพวกเราไปนั่งรถปิกนิกกันอย่าง Family เมื่อนึกถึงทีไรก็นึกถึงสิ่งที่อบอุ่นเรื่องนี้ตลอดเวลา เมื่อทูลหม่อมพ่อขับรถไป สมเด็จแม่ก็จะทรงเล่าประสบการณ์ที่พระองค์ได้เห็นในต่างประเทศในต่างแดน ทรงเล่าถึงพระองค์เองเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ เมื่อติดตามท่านพ่อของพระองค์ซึ่งเสด็จไปเป็นทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ในยุโรป ทรงเล่าให้ฟังว่าเมืองอังกฤษมีสนามหญ้าที่เขียวสวยงามเพียงไร ตลอดเวลาที่ลูกๆ ได้ฟังก็ตื่นเต้นกันมาก "

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารทรงเล่าด้วยว่า ยังทรงจำได้ดีว่าตลอดเวลาทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่ของพระองค์มักจะพระราชทานคำสั่งสอนอยู่เสมอว่า ความสุขของพระองค์ท่านทั้งสองนั้น จะไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่าการที่ได้ทรงเห็นพระราชโอรสพระราชธิดามีความผูกพันรักใคร่ช่วยเหลือกัน และเป็นกำลังสำคัญของพระราชวงศ์ในการรับใช้ชาติบ้านเมือง"

พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญในฐานะพระอัครมเหสีและพระราชชนนีของพระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์แสดงให้เห็นเด่นชัดถึงการบำเพ็ญเพียรตามหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนาในพระมงคลกถา "ภริยา ปรมา สขา อันมีความหมายว่า ภรรยาเป็นเพื่อนสนิทใกล้ชิด ร่วมทุกข์ร่วมสุขของสามี ควรได้รับการทำนุบำรุงอันดี มีความนับถือยกย่อง"

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงเป็นแบบอย่างแห่งขัตติยราชนารี ที่มีพระจริยาวัตรส่วนพระองค์งามเลิศ และน้ำพระราชหฤทัยสุดประเสริฐ ประดุจนางแก้วคู่บุญญาบารมีของแผ่นดิน ประทับเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทรงงานเพื่อความผาสุกของพสกนิกร

ในปี พ.ศ. 2555 อันเป็นปีมหามงคลสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาและ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน