๑๐ ปีสึนามิ ทะเลพังงา-ยังงดงาม

ท่องเที่ยวทั่วไทย

๒๕๕๗ เป็นปีแห่งการไป "ทะเล" ของฉัน เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ปีนัง จนสุดท้ายปลายปีที่พังงา ทะเลมีหลากรูปแบบและหลากสีสัน หากความงามแห่งความเศร้า ฉันมั่นใจว่าไม่มีที่ไหนเท่า "พังงา"

พังงาเป็นทะเลในฝันของใครหลายคน หากบางความฝันอาจมีความเศร้าเจือปน เพราะเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ที่นี่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับความสูญเสียจาก "สึนามิ" คลื่น หากพังงาในวันนี้ ปรากฏร่องรอยความสูญเสียไว้เพียงความงดงามแห่งการระลึกถึงเท่านั้น เพื่อให้ผู้มาเยือนไม่ลืม และจดจำได้อีกครั้งว่าความงดงามของที่นี่เป็นเช่นไร ความงดงามทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต และทะเล

ฉันสตาร์ทชีวิต ๓ วันในพังงาด้วย "ขนมจีนป้าศล" หน้าศาลเจ้าพังงา ร้านขนมจีนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ โล่ง โปร่ง และนั่งสบาย บนโต๊ะมีผ้าขาวบางคลุมบางสิ่งไว้ พอเปิดดูเท่านั้นก็เจอกับมหกรรมผักขนานใหญ่ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก นอกจากผักแล้วก็ยังมีเครื่องเคียงหลากหลาย ทั้งทอดมัน ไข่ต้ม ปลากรอบ ที่สำคัญความหลากหลายนั้นยังรวมมาถึงน้ำยาขนมจีน ที่เลือกอร่อยได้ทุกรูปแบบ มีตั้งแต่เผ็ดน้อยถึงเผ็ดมาก ส่วนราคาในความอิ่ม ก็ต้องบอกเลยว่าถูกมาก

ขนมจีนป้าศลไม่ได้มีเพียงของอร่อยขาย แต่ของอร่อยฟรีก็ยังมีให้ด้วยเช่นกัน ป้าศลมาคุยเล่นกับคณะเดินทางอย่างสนุกสนาน แถมท้ายด้วยผลไม้เอาไว้ล้างปาก ที่มีแจกให้กับทุกโต๊ะ ความเป็นมิตรจากถิ่นไกล ทำให้รสชาติของขนมจีนที่ดีอยู่แล้วดีขึ้นไปอีก และพอหนังท้องอิ่มได้ที่ ฉันและเพื่อนร่วมเดินทางก็ไม่ลืมที่จะแวะไปไหว้ศาลเจ้าแม่ม่าจ้อโป๋ ซึ่งอยู่ตรงข้ามร้านขนมจีนนั่นเอง และการขอพรก็ไม่พ้น ขอให้การเดินทางครั้งนี้งดงามดังหวัง

 

พังงาให้ความรู้สึกชุ่มชื่นเหมือนฝนพรำ หากโชคเป็นของนักท่องเที่ยวที่ไม่มีฝนตกมาให้ลำบากใจว่าจะเปียกหรือไม่เปียกดีนะ หากความสวยงามของสิ่งที่พบก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะต้องเปียกนิด เปียกหน่อย เพื่อจะได้สัมผัสของสวยงามของบางที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ที่ที่นั้นก็คือ "ถ้ำพุงช้าง"

ฉันบอกได้เลยว่าตัวเองเป็นคนที่คุ้นเคยกับถ้ำมาก ตั้งแต่เด็กก็ติดละครจักรๆวงศ์ๆที่ทุกเรื่องต้องมีถ้ำ พอโตมาพอรู้ความในพื้นที่สวนเล็กๆของที่บ้าน ก็มีถ้ำแห่งความลับ ซ่อนตัวอยู่ใกล้ลำธารให้พอวิ่งเล่นไปซุกซ่อน พอโตมายิ่งไม่ต้องพูดถึง เที่ยวถ้ำซะจนจะจำซ้ำๆเป็นภาพเดียวกัน ที่สำคัญฉันยังเป็นพวกชอบถ้ำมอง เอ้ย! อันนี้ล้อเล่นขำๆ

ประเด็นที่ต้องการจะเล่าก็คือ ถ้ำที่นี่สวยงามจริงๆ ถ้ำพุงช้างไม่ใช่ถ้ำที่เราจะล่องแพฝ่าเข้าไปเพื่อความเมามัน หรือไปโยกตัวซ้ายขวา หลบหินงอกหินย้อยเพื่อความตื่นเต้น หรือไม่ได้มีอุปกรณ์ใดๆที่จะสร้างความเร้าใจเพื่อเป็นจุดขาย กระทั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีการเล่าขาน ก็ไม่ได้ถูกนำมาชักจูงใจ หากถ้ำพุงช้างแห่งนี้คือถ้ำที่มีความสวยงาม "เป็นพิเศษ" ปรากฏอยู่แทบทุกตารางนิ้วของการไปเยี่ยมเยือน ความดีความชอบซึ่งเป็นพิเศษนี้ ต้องมอบให้กับไก๊ด์ท้องถิ่นซึ่งมีสมองแห่งการจดจำที่วิเศษมากเพราะทุกคนสามารถแนะนำและบอกเล่าเรื่องราวของความงดงามที่ปรากฏทุกระยะในรายทางได้ทั้งหมด

ถ้ำพุงช้างเป็นถ้ำที่อยู่ใจกลางเขาช้าง บริเวณที่เรียกว่าพุงช้าง ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพังงา เป็นถ้ำที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เคยเสด็จฯมาทรงเยือน และได้ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้ ภายในถ้ำมีธารน้ำไหลผ่านกลางถ้ำ มีทั้งช่วงลึกและช่วงตื้น ดังนั้นเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับการผจญภัยที่นี่จึงเป็นกางเกงขาสั้น และรองเท้ายางเพื่อจะได้สัมผัสกับน้ำได้อย่างสบายใจ เพราะระยะจากต้นทางไปปลายทาง เราจะได้ทั้งเดินลุยน้ำ นั่งแพ และนั่งเรือแคนู แต่ไม่ว่าระยะไหน ก็จะมีไก๊ด์ท้องถิ่นนำทาง ดูแลความปลอดภัย และชี้ชวนให้ชมความสวยงามซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติให้เห็นเป็นระยะซึ่งไม่ใช่สวยธรรมดา สำหรับฉันแล้ว ที่นี่สวยมากเพราะเราจะได้เห็นรูปทรงของหินงอกหินย้อยที่มีทั้งหินช้างเผือก เจดีย์ช้างเผือก นกกระยางสีนวล บัลลังก์ทองกับอ่างทองคำ ประติมากรรมหินย้อยสีทอง อ่างน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ (ที่ฉันไม่พลาดที่จะขอพร และถ้าสมหวัง ก็จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง)

นอกจากรูปทรง สีสัน ที่สวยงาม และทรงพลัง ของหินงอกหินย้อย (ต้องใช้คำว่าทรงพลัง เพราะสีของหินแต่ละก้อนเมื่อกระทบกับแสงไฟแล้ว ให้ความรู้สึกของความอลังการอย่างมหัศจรรย์) เรายังได้พบสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ในถ้ำน้ำใสแห่งนี้ แม้ว่าเมื่อเข้ามาในถ้ำ ความมืดมิดจะเข้ามาครอบงำ หากไฟฉายที่ยึดติดไว้บนศีรษะก็ส่องสว่างจนเห็นความใสของน้ำ และทำให้เราได้พบทั้งปู เต่า และปลา บางครั้งก็พบทั้งเต่าและปลาอยู่ด้วยกันอย่างเงียบนิ่ง ราวกับกำลังสนทนาด้วยถ้อยคำบางอย่าง แต่สิ่งมีชีวิตที่โดดเด่นที่สุดของที่นี่คงหนีไม่พ้น ค้างคาวคุณกิตติ ค้างคาวที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งพบที่ถ้ำพุงช้าง เป็นแหล่งที่ ๒ ของประเทศไทย

ความสวยงามดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะจริงๆแล้วมันเยอะแยะเกินจะบรรยายได้หมด น่าประหลาดใจที่ฉันไม่รู้จักที่นี่มาได้ยังไงตั้งหลายสิบปี

ความมืดเป็นชั่วโมงภายในถ้ำพุงช้าง ทำให้ฉันพบความน่าประหลาดใจบางอย่างที่น่าประทับใจ คือคณะเดินทางของเรา ต่างห่วงใยและดูแลกันดีอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าบางคนเราเพิ่งจะรู้จักกันไม่ถึงวันด้วยซ้ำ หรือนี่อาจเป็นมนต์แห่งความสวยงามของถ้ำพุงช้าง ที่ละลายอัตตาของเราได้อย่างรวดเร็ว

พ้นจากความชุ่มฉ่ำของธารน้ำใสในถ้ำพุงช้าง เราก็แวะพักที่ Sentidoโรงแรมสวยริมทะเลพังงา ซึ่งมีสระน้ำสร้างความเย็นใจให้เห็นตั้งแต่ทางเข้าโรงแรม สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำส่วนตัวที่หน้าห้องพัก นอกจากนั้นสายน้ำใหญ่ที่ให้ความคิดถึงอย่างรุนแรงก็ปรากฏให้เห็นอยู่ในสายตาไม่ห่างสักเท่าไร นั่นคือ "ทะเลพังงา"

ทะเลพังงาให้ความคุ้นเคยในข่าวคราว และความรู้สึกระลึกถึงในความสูญเสีย และสิ่งที่ยืนยันว่าความสูญเสียครั้งนั้นเคยเกิดขึ้น ก็ยังคงอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ร้าน "คนต้องสู้ชีวิต"

"โกดม" หรือ คุณสรวิศ จ้านสกุล เจ้าของร้านอาหาร "คนต้องสู้ชีวิตแห่งนี้" คือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ครั้งนั้น โกดมยังเปิดร้านอาหารทะเลอยู่ที่หาดคึกคัก และได้เห็นปรากฏการณ์น้ำทะเลลดระดับ (ก่อนคลื่นยักษ์จะโถมทับในเวลาต่อมา) จึงรีบไปเตือนนักท่องเที่ยวเพราะคิดว่าอาจมีเหตุอันตรายเกิดขึ้น หากอันตรายนั้นก็มาถึงเขาด้วยเช่นกัน โกดมพยายามวิ่งหนีเมื่อเห็นคลื่นยักษ์ไล่ล่ามาด้วยความรวดเร็ว แต่ไม่ทันได้เตรียมใจเขาก็หายไปในคลื่นยักษ์ เขาถูกกลืนเข้าไปในเกลียวคลื่น และกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนว่ายน้ำไม่ไหว หากเสี้ยววินาทีของการอยากหายใจ ทำให้เขาตะกุยน้ำขึ้นมา และมือไปเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ โกดมขึ้นไปอยู่บนต้นไม้และรอดชีวิตได้อย่างอัศจรรย์ หากเบื้องล่างที่เขามองลงไปจากต้นไม้กลับมีแต่ความสูญเสีย เขาโบกรถกลับบ้านไปอย่างหมดหวัง กับสิ่งเดียวที่ยังเหลือ นั่นคือ "ชีวิต"

ร้านอาหารที่เคยมี เพื่อน และเด็กที่ร้านของโกดม หายไปกับสายน้ำ โกดมปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปกว่า ๒ เดือน เพื่อครุ่นคิดว่าจะทำอะไร และหนึ่งคำเดียวในหัวก็ทำให้เขาลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง กับคำว่า "ต้องสู้"

นั่นคือที่มาของร้าน "คนต้องสู้ชีวิต" ณ หาดบางศักดิ์ ร้านแรกหลังความสูญเสียที่เกิดขึ้น ร้านของโกดมไม่เพียงบอกเล่าชีวิตที่ต้องสู้ของตนเอง หากป้ายร้าน และชื่อที่เรียกจนติดปากว่า "ร้านคนต้องสู้ชีวิต" ยังบอกเล่าไปถึงทุกคนที่พบ เห็น และได้ยินว่า "คน-ต้องสู้ชีวิต" และคำนั้นก็ได้ผล เมื่อ๑๐ ปีผ่านมา หาดทุกหาด อ่าวทุกอ่าวในพังงา กลับฟื้นคืนชีวิตเช่นเดิม และร้าน "คนต้องสู้ชีวิต" ก็สู้ชีวิตผ่านพ้นมาเป็น ๑๐ ปี และสร้างชื่อเสียงให้กับร้าน และจังหวัดที่รสชาติอาหารที่อร่อย สด ใหม่ และราคาไม่แพง

ร้าน "คนต้องสู้ชีวิต" มีอาหารรสเด็ดหลายอย่าง ฉันไม่รู้ว่าเด็ดทุกอย่างไหม แต่เท่าที่ฉันได้ทานหลากหลายเมนูนั้น ต้องบอกว่าอร่อยทุกอย่างจริงๆอย่างที่ว่าไม่ต้องมีตำนาน หรือเรื่องเล่าที่น่าทึ่ง รสชาติอาหารของที่นี่ก็เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ หากการมีเรื่องเล่าที่น่าประทับใจก็ทำให้รสชาติของการทานอาหาร เข้มข้นขึ้นจริงๆ เมนูที่ฉันได้ลิ้มชิมรส มีทั้ง ส้มตำปูม้า หอยแครงลวก (ของโปรด-สด อร่อยมาก) น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด หอยหวาน ต้มยำ แกงส้ม หมึกย่าง ปลาอินทรีทอด หอยชักตีน กุ้งซอสมะขาม ปลาเผา เนื้อย่าง ซึ่งอร่อยทุกอย่าง ขนาดข้าวผัดปูฉันยังว่าอร่อยเลย

ลูกเล่นของร้านนี้ที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ บันไดที่ห้อยลงมาจากต้นไม้ ฉันมาเยือนที่นี่ในเวลาค่ำแล้ว และเพิ่งสังเกตเห็นต้นไม้และบันไดตอนก่อนกลับ จึงไม่มีโอกาสได้ถามว่าเป็นบันไดที่ปีนขึ้นได้จริงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่เห็นก็เร้าใจให้ตื่นเต้นมากพออยู่แล้ว ต่อให้ไม่ได้ปีนขึ้นไปดูว่าครั้งหนึ่ง คลื่นยักษ์คลื่นนั้นคุกคามชีวิตริมทะเลด้วยความใหญ่โตขนาดไหน และคนที่อยู่รอดต้องใช้ใจเท่าไร กว่าจะลบและเลือนภาพชวนหวาดผวาครั้งนั้นมาได้ แต่อย่างที่ร้านนี้ได้บอกไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างไรเสีย "คน (ก็ต้อง) สู้ชีวิต"

ร้านคนสู้ชีวิตอยู่ห่างจากทะเลแค่ถนนกั้น แม้จะมีต้นไม้ใหญ่ตระหง่านและบดบังอยู่ตลอดระยะสายตา แต่เกลียวคลื่นในความมืดดำ ก็สาดแผ่วเป็นจังหวะประกอบมุมมองอย่างสม่ำเสมอ จนคล้ายว่าถนนและต้นไม้นั้นเป็นเพียงลวดลายของทะเลที่นี่วันและคืนแรกของพังงา ฉันยังไม่ได้สัมผัสทะเลของที่นี่อย่างที่ใจอยาก ระยะสายตาที่มองเห็นอยู่ตลอดจึงดูห่างไกล หากทุกสิ่งทุกอย่างที่พบเจอตลอดเส้นทางของวัน ทั้ง ร้านอาหาร ถ้ำพุงช้าง ถนน บ้านเรือน โรงแรม และทะเลระยะสายตา ก็สร้างความงดงามในใจอย่างเงียบๆ จนฉันก็มั่นใจว่า ทะเลที่จะสัมผัสในวันรุ่งขึ้น คงให้ความรู้สึกที่ต่างจากที่คิดไปเยอะ

ระยะทางจากร้านครัวคนต้องสู้ชีวิตกลับไปถึงโรงแรมSentidoไม่ไกลมาก หลังจากจัดการธุระส่วนตัวฉันก็นอนหลับสนิทได้อย่างรวดเร็วจนไม่แน่ใจ ว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ หรือเป็นฉันเองกันแน่ที่เร่งวันและคืนให้ถึงพรุ่งนี้อย่างรวดเร็ว

"บ้านน้ำเค็ม" - "ทะเลพังงา" อนุสรณ์แห่งความสูญเสียที่ยังมีชีวิต จะงดงามได้อย่างไรตลอดช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ ฉันปล่อยใจให้หลับใหลไปกับพระอาทิตย์ที่ซุกซ่อนตัวตนไว้ภายใต้ดวงจันทร์ และพร้อมตื่นรับรู้ทุกสิ่งอย่างในวันรุ่ง-พรุ่งนี้

พังงามีทะเลแห่งความสูญเสียเป็นความทรงจำ แต่ความงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตที่หลากหลายเป็นของจริง

หลังจากพายุกรรโชกจนขวัญแทบหาย - ในคืนแรกที่พังงา รุ่งเช้าของวันต่อมา ธรรมชาติของลิตเติ้ล อะเมซอน หรือ "คลองสังเน่ห์" กล่อมใจเราอย่างอ่อนโยน

"คลองสังเน่ห์" เป็นสายธารขนาดเล็ก แต่เป็นดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงของหลากชีวิตในอำเภอตะกั่วป่า ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ตลอดเส้นทางของสายน้ำที่นี่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวพันธุ์ พันธุ์ที่ว่า หมายถึงพืชและสัตว์เผ่าพันธุ์ต่างๆ ซึ่งต่างดำรงอยู่ร่วมกันในสายน้ำแห่งนี้ รวมถึงเผ่าพันธุ์แห่งมนุษย์ซึ่งทำมาหากินภายใต้ความร่มเย็นของสายน้ำด้วยการทำหน้าที่เป็น "ผู้นำเที่ยว"

คุณลุงฝีพายบนเรือลำน้อยที่ฉันนั่งเล่าให้ฟังว่า เรือที่พานักท่องเที่ยวออกล่องธารในสายน้ำสังเน่ห์นั้น เป็นเรือของฝีพายแต่ละคนซึ่งล้วนเป็นคนในท้องถิ่น ค่าจ้างการล่องเรือนี้ไม่มากหากเป็นรายได้เสริมที่ดีของหลายชีวิตที่ไม่ได้มีเงินประจำ หรือมีความมั่นคงใดๆ

ฉันไม่เคยไปอะเมซอน แต่หากคลองสังเน่ห์คือ ลิตเติ้ล อะเมซอนแล้ว อะเมซอนคงน่าไปไม่น้อย เพราะความหลากหลายทางชีวภาพที่เล่าไป กลมกลืนอยู่ในผืนป่าเล็กได้อย่างลงตัว ตลอดทางของสายน้ำเราจะพบต้นไทร รากไทรที่มีอายุยืนยาวนับร้อยปี กระรอก กระแต นก ปลา งู อยู่ร่วมกันในพื้นที่แห่งชีวิต ดูสงบ ง่าย และงาม ผืนฟ้าที่มองผ่านช่องแคบระหว่างใบไม้ ดูเล็กลงและในชั่ววูบขณะของความรู้สึกก็ราวกับว่าโลกทั้งใบนี้เล็กลงภายใต้อุโมงค์แห่งพรรณไม้นี่เอง

ฉันและเพื่อนที่นั่งเรือลำเดียวกันมา เพลินใจอยู่ในธรรมชาติและจังหวะการขับเคลื่อนของเรือที่เปลี่ยนไป เมื่อแรกในน้ำตื้น เรือเราเนิบนาบชมน้ำใส ต้นไม้สูง และคุณลุงใช้ไม้พายจ้วงพายเป็นจังหวะไม่รีบเร่ง และเมื่อผ่านความตื้นเขินนั้นมา เครื่องเรือก็ติดและพาเราทะยานสู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ลิตเติ้ล อะเมซอนในสายตา กลับคืนสู่ความเป็นลำคลองแบบของไทย แม้จะยังมองไม่เห็นทะเลใด ณ เบื้องหน้า แต่ถ้อยคำจากการบอกเล่าของคุณลุงที่ฉันพูดคุยด้วยที่ว่า คลองสังเน่ห์นี้มีทางออกที่เชื่อมกับทะเลอันดามัน และหมู่บ้านน้ำเค็ม ฉันก็รู้สึกว่าความรู้สึกของฉันใกล้ความเป็นจริงขึ้นมาก

ฉันอยากไปหมู่บ้านน้ำเค็ม เพราะ ๑๐ ปีที่แล้ว ความสูญเสียจากภัยธรรมชาติสร้างอนุสรณ์บางอย่างที่นั่นไว้ ความเสียใจที่ทำให้เราเห็นคุณค่า ความงามของชีวิตและการอยู่ร่วมกัน พื้นที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยคนหลากเชื้อชาติ-ศาสนาอย่างพังงา เคยหลอมรวมความเสียใจกลายเป็นหนึ่งเดียว และนำมาซึ่งความรักและการช่วยเหลือจากคนทั่วโลก อนุสรณ์แห่งความสูญเสียที่เป็นรูปธรรมจึงดึงดูดใจฉัน ผู้ที่หลงรักทะเล แต่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลย

ขึ้นจากคลองสังเน่ห์ ไปทานอาหารกลางวันรสอร่อย คณะเดินทางของเราก็แวะชมสะพานเหล็กโคกขนุน ตามด้วยตลาดเก่าย่านยาวให้พออิ่มใจ และได้ถ่ายรูปกับมุมสวยๆ อย่างสนุกสนานอยู่ขณะหนึ่ง เราก็มุ่งตรงสู่หมู่บ้านน้ำเค็ม

 

"เรือกฤษณะสาคร" และ "เรือศรีสมุทร" ตั้งตระหง่านอยู่ในหมู่บ้านน้ำเค็ม เรือแห่งความทรงจำหลากหลาย ตั้งแต่ครั้งยุครุ่งเรืองจนกระทั่งกลายเป็นอนุสรณ์แห่งความสูญเสียของที่นี่ ปรากฏให้เห็นเป็นสองสิ่งแรกเมื่อฉันก้าวลงจากรถ

กฤษณะสาคร คือเรือประมงลำใหญ่ สีฟ้า ซึ่งเกยตื้นอยู่ในบริเวณของหมู่บ้านน้ำเค็ม และถัดมาไม่ห่างกันนักคือ ศรีสมุทร เรือประมงลำใหญ่สีส้ม กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินโครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเพื่อเป็นสถานที่รำลึกถึงความสูญเสียในเหตุการณ์ภัยพิบัติ "สึนามิ" และที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ลักษณะการจัดวางบนพื้นดินซึ่งเป็นการเคลื่อนตัวมาตามกระแสคลื่นมาโดยไม่มีการเคลื่อนย้าย และสถานที่ซึ่งเป็นบ้านน้ำเค็มที่มีความสูญเสียจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อปี ๒๕๔๗ บอกเล่าเหตุการณ์ของเรือ ๒ ลำนี้ได้ดี เช่นเดียวกับเรื่องราวที่มีการบันทึกไว้

"เมื่อเวลาประมาณ ๑๐.๔๐ น. ของเช้าวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ได้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้พัดถล่มบ้านน้ำเค็ม ขณะนั้นกฤษณะสาครกำลังจอดติดเครื่องยนต์เทียบท่า ป.ทรงพล โดยมีกลาสีเรือชาวพม่าอยู่บนเรือเพื่อเตรียมออกจากท่า กลาสีเรือสังเกตเห็นคลื่นยักษ์สึนามิกำลังพุ่งเข้าหาฝั่ง จึงพยายามหันหัวเรือออกสู่ทะเล แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากเรือมีน้ำหนัก ๕๙ ตัน ยาว ๗๓ ฟุต แรงคลื่นทำให้เรือกระแทกเข้ากับท่าเรืออย่างแรง หลังจากนั้นคลื่นยักษ์ก็ซัดพาเรือเข้าสู่ใจกลางหมู่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือออกไปประมาณ ๑ กิโลเมตร เมื่อความแรงของคลื่นและระดับน้ำลดลง เรือกฤษณะสาครจึงหยุดเกยตื้น ณ บริเวณนี้"

เรื่องราวของเรือประมงกฤษณะสาคร (สีฟ้า) ซึ่งบันทึกไว้อย่างละเอียด ฉายซ้ำไปมาในจินตนาการของฉัน ราวกับว่ามันกำลังเกิดขึ้นซ้ำอีก-ซ้ำอีก

อาจคล้ายเป็นความเศร้า แต่นั่นก็แค่ในความทรงจำ เพราะหลากชีวิตที่ดำเนินไปในหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงรื่นเริงได้อย่างที่วิถีชีวิตควรเป็นฝูงควายเลี้ยงแทะเล็มหญ้าสีเขียวฉ่ำที่อยู่รอบๆเรือ สัตว์เลี้ยงอื่นๆ วิ่งไล่เล่นสนุกสนาน และวิถีชีวิตของผู้คนก็ยังคงดำเนินไป สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมานอกเหนือจากเรือลำใหญ่เกยตื้น คงเป็นป้ายเตือนภัยพิบัติที่ถ่ายทอดวิธีการปฏิบัติตัวไว้อย่างละเอียด หากเกิดภัยคลื่นยักษ์นั้นอีกครั้ง

คณะเดินทางยืนทอดมองวิถีชีวิตริมฝั่งทะเลที่ท่าเทียบเรืออยู่ครู่หนึ่ง พอได้เห็นความเคลื่อนไหว การทำงานของผู้คนที่ท่า และปูตัวน้อยเกาะไล่ไต่เล่นอยู่พื้นปูนซึ่งใช้เทียบเรือ ก็จากท่าเทียบเรือแห่งนี้ไปเพื่อทำความเคารพเหล่าผู้เสียชีวิต ซึ่งมาเยือนที่นี่เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว และไม่เคยจากไปอีกเลย

สวนอนุสรณ์สึนามิบ้านน้ำเค็ม ตั้งอยู่ติดชายทะเลบ้านน้ำเค็ม ห่างจากตัวอำเภอตะกั่วป่าประมาณ ๗ กิโลเมตร ในพื้นที่ ๕ ไร่ของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ มีทั้งสิ่งปลูกสร้างเพื่อความระลึกถึง และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อให้สวนแห่งนี้เป็นทั้งพื้นที่ส่วนรวม และพื้นที่แห่งการระลึกถึงด้วยความสุข ๕ ไร่ ของที่นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกสร้างสรรค์ไว้อย่างดี

สวนพักผ่อนเต็มไปด้วยสีเขียวร่มรื่น ทอดยาวขนานไปกับสีฟ้าของน้ำทะเล สวนสุขภาพสำหรับออกกำลังกายอยู่ไม่ไกล และสนามเด็กเล่นของเด็กน้อยก็อยู่ในระยะสายตา

และอนุสรณ์สถานก็ถูกสร้างเป็นช่องทาเดินระห่างกำแพงกั้นเดินสองข้าง ด้านหนึ่งเป็นกำแพงคอนกรีตโค้งคล้ายรูปคลื่น ผิวหินขัดสีดำ และมีช่องมองทะลุกำแพงไปเห็นเรือประมงที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์สึนามิครั้งนั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นกำแพงเฉียง ปูอิฐสลับกับกระเบื้องเซรามิค และมีรายชื่อของผู้เสียชีวิตสลักบนแผ่นป้ายบนกระเบื้องเซรามิค ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตของที่นี่อยู่ที่ประมาณ ๑,๔๐๐ คน รายชื่อบางรายชื่อถูกสลักอยู่อย่างโดดเดี่ยว บางรายชื่อเป็นครอบครัว และนับมากมายหลากหลายรายชื่อ ที่มีสัญลักษณ์แสดงถึงการระลึกถึง และเคารพวางติดไว้อยู่ อาทิ อุปกรณ์การทำงาน พวงมาลัย และรูปภาพ คราบตะไคร่บนกระเบื้องและแผ่นอิฐ บอกความเก่าของวันเวลาไปบ้าง แต่ความระลึกถึงที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานชิ้นต่างๆ บอกเล่าได้ดีว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้น ที่นี่ไม่เคยถูกลืม

ฉันทำความเคารพพระพุทธรูปซึ่งเป็นสิ่งสักการะริมชายหาด และสื่อสารทางใจผ่านชีวิตที่หลับใหลภายใต้ผืนทรายแห่งนี้ว่า ครั้งหนึ่งฉันได้มาเยี่ยมเยือน - ทำความเคารพทุกคน และได้เห็นแล้วว่าทะเลพังงายังคงงดงามอย่างไร อย่างที่ครั้งหน้าฉันคงต้องได้มาที่นี่อีกครั้ง

คืนค่ำที่สองซึ่งเป็นคืนสุดท้ายของที่พังงา เรากลับโรงแรมเร็วกว่าปกติ เพื่อร่วมกิจกรรมพิเศษของทางโรงแรม นั่นคือ "BIKRAM YOGA" หรือการฝึกโยคะร้อน โดย Mr. Bikram Choudhury ผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นผู้คิดค้นวิธีการฝึกโยคะร้อนขึ้น และในปี ๒๐๑๔ เขาเลือกสถานที่จัดอบรมที่โรงแรม "เซนทิโด" แห่งนี้

โยคะร้อน เป็นศาสตร์การปฏิบัติที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง Mr. Bikram Choudhury ในฐานะอาจารย์ของอาจารย์ผู้ฝึกสอนโยคะร้อน จะหมุนเปลี่ยนสถานที่การฝึกอบรมในแต่ละครั้งไปยังสถานที่ต่างๆทั่วโลก เมื่อ Mr. Bikram Choudhury เลือกสถานที่เป็นที่เซนทิโด ก็ทำให้ลูกค้าที่นี่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ หลากหลายชนชาติ และภาษา ที่ล้วนต้องการมาเรียนโยคะกับMr. Bikram Choudhury และนัยหนึ่งในจำนวนมากของแขกที่มาพักก็หมายถึงจำนวนนักท่องเที่ยวในพังงาที่จะมากเป็นพิเศษ

พังงาในปีครบรอบ ๑๐ ปี สึนามิ จึงไม่เงียบเหงา ทั้งจากผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ และผู้ที่มาเยือนเป็นคราวครั้งอย่างฉัน และนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ฉันเก็บความงดงามของทะเลในสายตาจนพอใจจากฝั่งแสนไกลนั่นคือโรงแรมที่พัก แล้วร่ำลากับทะเลอย่างจริงจัง หากกับจังหวัดพังงานั้น - ฉันยังไม่ลา

สถานที่ส่งท้ายการท่องเที่ยวครั้งนี้มีอีกสองที่ที่พลาดไม่ได้ หนึ่งคือ แพเคียงคู่ หรือการล่องแพไม้ไผ่ที่น้ำตกวังเคียงคู่ กิจกรรมยอดนิยมของชาวต่างชาติ ดังนั้น เราที่เป็นคนไทยจึงไม่ควรพลาดด้วยเช่นกัน

น้ำตกวังเคียงคู่อยู่ในพื้นที่ตำบลลำแก่น อำเภอลำแก่น เส้นทางการล่องแพไม้ไผ่นั้นยาวประมาณ ๔ กิโลเมตร ตลอดเส้นทางแพเต็มไปด้วยธรรมชาติ พืชพันธุ์ สัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่สองข้างลำธาร นอกเหนือจากความเพลิดเพลิน ฉันว่ามันคือความตื่นเต้น โดยเฉพาะจังหวะที่ปะทะกับคลื่นและทำให้ตัวและแพจมลงไปในน้ำเกินครึ่ง เป็นวินาทีที่ทั้งสนุกและตื่นเต้น ส่วนในเรื่องความปลอดภัยก็ต้องบอกว่าหากไม่แพ้อะไรเป็นพิเศษอาจไม่ต้องกังวล เพราะคนถ่อพายซึ่งเป็นชาวท้องถิ่นจะดูแลเราอย่างดีตลอดระยะเวลาบนแพ และถึงแม้จะมีจังหวะที่ตัวจมลงไปในน้ำบ้าง แต่การตกแพนั้นไม่มีเลย

ที่ที่สอง ซึ่งเป็นที่สุดท้ายจริงๆของการเดินทางครั้งนี้ คือการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดถ้ำ หรือ "วัดสุวรรณคูหา"

วัดสุวรรณคูหา หรือที่หลายคนเรียกว่าวัดถ้ำ เป็นวัดที่มีความสำคัญของจังหวัดพังงา ในบริเวณวัดมีภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยถ้ำน้อยใหญ่ อาทิ ถ้ำแจ้ง ถ้ำใหญ่ ถ้ำมือ ถ้ำแก้ว ภายในถ้ำมีความงดงามของรูปทรงที่แตกต่างกันไปของแต่ละถ้ำ นอกจากนั้น แสงสี ลวดลายของผนังถ้ำในแต่ละมุมยังให้ความงดงามที่แตกต่างกัน

ตอนล่างสุดของภูเขาภายในวัดคือถ้ำใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปูนปั้นหลายองค์ ที่สำคัญคือ พระพุทธไสยาสน์ องค์หนึ่งมีความสวยงามมาก หลังจากแสดงความเคารพเมื่อมาถึง ชมถ้ำจนพอใจ ฉันก้มลงกราบพระพุทธไสยาสน์เบื้องหน้าเป็นการกล่าวคำอำลา ทั้งกับที่นี่และที่จังหวัดพังงา แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่การลาจากตลอดไป เพราะความงามของจังหวัดแห่งนี้บอกใจฉันไว้แล้วว่า ต้องกลับมาเยือนอีกครั้งให้ได้