PA to CEO

คุยสารพันสาระเพ

ตอนที่ 8 ชีวิตการทำงานในตำแหน่ง PA ซึ่งตอนนี้ฉันแปลเป็นไทยให้ตัวเองใหม่แล้วจาก Personal Assistant เป็น Perfect Angel เพราะถ้าไม่ใช่เทวดาจริงๆ ทำงานแบบนี้ไม่ได้นะเนี่ย การทำงานแบบไม่ได้โงหัวดำเนินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเดียวก็ 2 เดือนเข้าให้แล้ว ฉันยังไม่เคยได้รับคำชมจากนาย แต่โดนด่านี่บ่อยค่ะ ก็เลยคิดเอาเองว่างานไหนถ้าไม่โดนด่าก็แสดงว่าพอใจ นายฉันเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวัยหนุ่ม แถมยังเป็นนักกิจกรรมตัวยง ใจบุญอีกต่างหาก ใครเขามาขอให้ช่วยร่วมในกิจกรรมบุญกุศล หรือช่วยงานรักษาสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ ไม่เห็นนายเคยปฏิเสธ ฉันเคยส่งสายตาอ้อนวอนหลายครั้งแล้วว่า "อย่ารับเลยนะคะ" ซึ่งนายเองก็รับรู้ แต่ก็ยังเสียงเข้มใส่ฉันว่า

"พี่แคลร์ครับ คนเราก็ต้องช่วยเหลือกันซิครับ" เฮ้อ ฉันก็รู้นั่นแหละ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาที่นี่เขามีงบประมาณกันไว้สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ไอ้งานที่ตามมานี่ซิค่ะ ทั้งเตรียมการ พิมพ์หนังสือ ประสานงาน และอื่นๆอีกมากมาย นายคงคิดว่าผู้ช่วยส่วนตัวนี่เป็นเทวดาถึงได้สั่งงานไม่บันยะบันยังขนาดนั้น เหนื่อยเหมือนเดิมทุกวัน ไม่ใช่แค่งานในออฟฟิศนะคะ บางวันยังต้องเป็นตัวแทนนายหิ้วกระเช้าดอกไม้ไปเปิดงาน เปิดห้าง เปิดร้าน งานวันเกิด วันครบรอบต่างๆ รวมถึงหิ้วพวงหรีดไปงานศพแทนนาย ใครๆเขาก็สั่งร้านดอกไม้ไปส่งให้ได้ แต่นายฉันไม่ได้ค่ะต้องไปเอง ไม่ใช่ว่าพนักงานคนอื่นเขาไม่ทำงานนะคะ เขาก็ทำงานกันหัวฟูนั่นแหละ แต่งานของพวกเขาดูจะเป็นชิ้นเป็นอันเห็นผลงานชัดเจน ไอ้งานส่วนเหลือเศษนิดเศษหน่อยก็เลยกลายเป็นของ PA หมด โถคุณขา นายฉันนี่ระดับ Celebrity ของเมืองไทยเชียวนะคะจะให้เด็กส่งเอกสารไปส่งของให้ได้อย่างไร ก็ต้องให้ผู้ช่วยแต่งตัวเลิศหรูขับรถโก้ไปแทนซิคะ พอคนสวยถึงงานมอบดอกไม้เสร็จก็ต้องยืนถ่ายรูปกับเจ้าภาพก่อน แต่ก็ไม่เคยมีรูปฉันลงหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารสักที ทำธุระพวกนี้ก็ใช้เวลาปาเข้าไปครึ่งค่อนวัน กลับมาถึงออฟฟิศงานก็เพิ่มมาอีก 2 เท่า อ้อ ไม่พอค่ะบางวันก็ ขอโทษนะคะต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตี 5 อาบน้ำแต่งตัว โบ๊ะหน้าสวยเพื่อมาร่วมเดิน หรือวิ่งการกุศลอีก มีอีกค่ะ บางวันมีแข่งโบว์ลิ่ง เสาร์อาทิตย์จะนอนหลับพักผ่อนหน่อยก็ไม่ได้ ต้องไปร่วมกิจกรรมกับบริษัท และลูกค้าอีก ทำบุญค่ะนายฉันชอบทำบุญ ใครขายบัตรร่วมทำบุญซื้อหมด เคี่ยวเข็ญให้พนักงานร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อให้ได้บุญอีก

กิจกรรมหลากหลายที่บริษัทประชาสัมพันธ์ต้องทำนี่มันช่างมากมาย พอๆกับบริษัทโฆษณาค่ะ ฉันเคยแต่ว่าจ้างบริษัทเหล่านี้ทำงานให้ ซึ่งฉันสามารถจิก กัด ขู่ หักเงินได้สารพัด แต่มาตอนนี้กลับบทบาทกัน ฉันพอจะเข้าใจหัวอกทีมบริหารลูกค้าดีที่บางวันก็จะมีอาการเศร้าซึม เพราะทำงานไม่ถูกใจลูกค้า ถูกลูกค้าด่ามาบ้าง นายด่าบ้าง (ภาษาทางการเขาเรียกว่า ตำหนิค่ะ) แต่ไม่เห็นเคยได้ยินใครพูดว่า วันนี้โดนลูกค้า หรือนายตำหนิ นี่คะ มีแต่ใช้คำว่า โดนด่า กัน นายฉันนี่ก็อารมณ์ขึ้นๆลงๆพอกัน บางวันก็เป็นเทพบุตร บางวันก็เป็นซาตาน ส่วนฉันมีอาการอยากกินคนตลอดเวลา

นี่ยังดีนะคะที่การเงินที่นี่คล่องตัว จ่ายอะไรล่วงหน้าไปก่อนก็ได้คืนในบ่ายวันจันทร์ถัดไป ป๋าแกก็มีวิธีการบริหารเงินที่เก่งพอควร ไม่ได้มีปัญหากระทบถึงธุรกิจแต่อย่างใด แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย บางครั้งฉันก็จ่ายล่วงหน้าไปก่อน เพราะรู้ว่ายังไงต้นสัปดาห์ก็ได้เงินคืนไม่ต้องรอถึงสิ้นเดือน ส่วนเครดิตการ์ดนั้นป๋าก็จ่ายเป็นเงินสดให้ฉันสองสามวันล่วงหน้าก่อนวันเรียกเก็บ ป๋าแกมีประสิทธิภาพดีค่ะทำงานด้วยก็สบายใจดี

วันหนึ่งนายฉันมีนัดสามนัด เช้า 10 โมงมีนักข่าวมาขอสัมภาษณ์ 11 โมง มีลูกค้าใหม่ที่นายเชิญเข้ามาเพื่อรับฟังข้อมูล และผลงานของบริษัท ตอนบ่ายสองนายต้องไปพบผู้ใหญ่ที่กระทรวงฯ แถวถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อคุยโครงการอะไรบางอย่าง วันนั้นเป็นวันระเบิดลงอีกรอบ นักข่าวเกิดมาช้าไป 15 นาที การสัมภาษณ์หากไม่มีการถ่ายรูป หรือวิดีโอ อะไรกันมากมาย ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ สี่สิบนาทีก็จบค่ะ มาช้าไปนิดหน่อยก็ยังพอไหวอยู่ ฉันรีบเชิญนักข่าวเข้าห้องทำงานนาย จัดเครื่องดื่ม ปิดห้อง ก่อนออกจากห้องไม่ลืมที่จะกระซิบนายว่า อย่าเม้าท์นานเพราะมีแขกสำคัญรอต่อคิวตอน 11 โมง ฉันรีบมาเตรียมห้องประชุม ไฟล์งานก็ใส่ไอคอนขึ้นจอไว้ให้เรียบร้อย โลโก้ลูกค้าชัดเจนบนหน้าจอให้เห็นชัดๆ สั่งแม่บ้านให้เตรียมอาหารกลางวันให้นายกินก่อนไปประชุมข้างนอก แล้วก็กลับมานั่งลุ้นเวลาต่อ น่าน 11 โมง 15 นาที ลูกค้าใหม่ก็เดินเข้าออฟฟิศมา แหมหล่อเชียว ลูกค้าไม่ว่าอะไรขอนั่งดื่มกาแฟรอ จน 11 โมงครึ่งการสัมภาษณ์ก็ยังไม่ยุติ ฉันทนไม่ไหวจนต้องเสียมารยาทเคาะประตูเข้าไป บอกว่าลูกค้ามารอแล้ว นั่นแหละการสัมภาษณ์จึงได้ยุติลง หน้างอใส่ฉันกระซิบว่า ทำไมไม่เรียกปล่อยให้ลูกค้ารอ น่าน เม้าท์มากเองก็มาโทษฉัน หน้างอตาขวางใส่ฉันเสร็จก็เดินทำหน้าตาน่ารักไปห้องรับแขกยิ้มแย้มต้อนรับลูกค้า ขอโทษขอโพยพร้อมเดินนำลูกค้าไปห้องประชุมด้วยตัวเอง

ตอนนั้นฉิวเฉียดเที่ยงเต็มแก่ ขอให้คุยกันแค่ครึ่งชั่วโมงไม่เกินทีเถอะ เดี๋ยวฉันจะได้จับนายใส่รถไปกระทรวงฯ เพื่อให้ทันบ่าย 2 ข้าวไม่ต้องกินแล้วไม่ทัน เดี๋ยวจะแบ่งโดนัทให้ไปกินในรถเอา กลับมานั่งระทึกต่อที่โต๊ะทำงานขนาดกระจ้อยร่อยของฉัน ฉันผลุบๆโผล่ๆเข้าไปในห้องประชุมอยู่ 2 ครั้งเคาะนาฬิกาข้อมือตัวเองเป็นการส่งสัญญาณเตือน อีก 10 นาทีบ่ายสอง เพิ่งจะเปิดประตูห้องประชุมออกมา ฉันเดินตามนายไปส่งลูกค้าถึงประตู ปิดประตูส่งลูกค้าเสร็จนายก็หันทำหน้าเครียดใส่ฉัน อ้าว เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่เลย

"พี่แคลร์ครับ ทีหลังเปิดหน้าจอรอผมไว้เลยนะครับ เนี่ยผมเสียเวลาหาไฟล์ตั้งนาน กว่าจะพรีเซ็นงานได้" พุทโธ่ พ่อคู๊ณ พ่อเสียเวลาหาไฟล์งานมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ ไอคอนออกจะโดดเด่นขนาดนั้น หน้าจอก็มีอะไรไม่กี่ตัว เพราะพวกเราจะลบทิ้งกันทุกครั้งเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการประชุมงาน ไม่เห็นจะมีอะไร เม้าท์นานเองแล้วก็มาบ่นคนอื่น

"ทีหลังเปิดหน้าแรกรอไว้เลยครับ เสียเวลา" น่าน ฉันผิดอีก เฮ้อ พูดไม่ออก ข้าวกลางวันฉันก็ไม่ได้กิน เพราะนั่งลุ้นระทึกรอพ่อมหาจำเริญนี่แหละ ปากก็ได้แต่พูดว่า

"คุณนุคงทานข้าวไม่ทันแล้วล่ะคะ รีบไปเถอะเดี๋ยวท่านรอ"

"ก็ต้องอย่างนั้นซิครับ" น่าน หันมาแว้งอีกหนึ่งดอก

เจ้าไก่วิ่งตามนายแทบไม่ทัน ยังดีที่ฉันเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้เจ้าไก่ถือเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะรู้ดีว่าหากไปถึงกระทรวงฯ ช้า คนที่ผิดคือเจ้าไก่นั่นแหละ ฉันภาวนาให้ท่านที่รอประชุมอยู่ท้องเสีย ปวดหัวตัวร้อน หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ต้องเข้าประชุมสาย เฮ้อ ประชุมบ่ายสองที่แจ้งวัฒนะ ออกจากสีลมบ่ายสอง มันคงทันหรอก

บ่ายสามกว่าๆ นายเดินหน้างอกลับเข้ามาในออฟฟิศ พร้อมกับเสียงเข้มใส่ฉันว่า

"พี่แคลร์ เชิญครับ"

ทั้งฉันทั้งนายไก่ถูกเรียกไปด่ายับเยิน ว่าเป็นต้นเหตุของการทำให้งานวันนี้เสียไป ท่านปลัดกระทรวงขอยกเลิกการประชุม เนื่องจากนายฉันไปประชุมสายไปเป็นชั่วโมง ท่านรอไม่ได้มีงานอย่างอื่นต้องทำเสียเวลา และนายก็โดนท่านตำหนิอีกมากมายผ่านทางเลขาฯหน้าห้อง นายเลยอารมณ์เสียอย่างหนักชนิดฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันกับนายไก่เป็นฝ่ายผิดเต็มๆ เริ่มจากการที่ฉันไม่เปิดหน้าจอการนำเสนองานให้เรียบร้อย ฉันพยายามบอกนายว่าฉันใส่ไอคอนไว้ให้เรียบร้อย แค่เข้าไปดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนหน้าแรกของพรีเซ็นเทชั่น มันก็จะขึ้นมา

"ผมไม่เห็น ต้องเปิดหน้าแรกให้ผมเลย ทำให้ผมเสียเวลาจนไปไม่ทันประชุมกับผู้ใหญ่" โอ๊ย ฉันฟังแล้วอยากกรี๊ดกลับ ไอคอนก็อยู่ตรงนั้นและมันก็เป็นเรื่องปกติที่ทำกันมาตลอด ไม่มีการเปิดหน้าแรกทิ้งไว้ให้ใครต่อใครไปเห็นเข้า ตัวเองดูไม่รอบคอบเองก็มาโทษคนอื่น แล้วนี่มันทำให้เสียเวลาอะไรกันมากมาย อ้างอะไรไม่เข้าเรื่อง พูดมากไม่ดูเวลาเอง อย่างนี้เขาเรียกว่า "รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง" ฉันนินทานายในใจไปเรื่อยเปื่อย ทีตัวเองมัวแต่เม้าท์แตกกับนักข่าวจนเลยเวลามากมาย ไม่เห็นพูดถึง ไอ้เจ้าไก่ก็โดนหนักไม่เบา ถึงหล่อให้ตายก็ถูกด่าได้เหมือนกัน โทษฐานขับรถลงทางด่วนแจ้งวัฒนะผิดทิศ ทำให้ต้องเสียเวลาอ้อมรถกลับ ทำให้ไประชุมไม่ทัน ไอ้นี้ซิน่าถูกด่าจริง ย้ำนักย้ำหนาเรื่องเส้นทางไอ้เจ้าไก่ก็ยืนยันว่าไม่พลาด หลังจากด่าเจ้าไก่เสร็จ นายก็หันมาแว้งฉันต่อเรื่องไม่สั่งงานเจ้าไก่ให้เรียบร้อย

เจ็บใจก็เจ็บที่โดนด่าอย่างที่โดนโบ้ยความผิดทั้งหมด ขำก็ขำคนอะไรวะโวยวายเป็นเด็กๆที่ไม่ยอมรับผิด เจ้าไก่กับฉันเดินซึมกันออกมาจากห้องนาย ฉันปิดประตูห้องนายทั้งๆที่ปกติจะเปิดอยู่เสมอหากไม่มีแขก หมั่นไส้ไม่อยากเห็นหน้าเพราะเมื่อฉันกลับไปนั่งที่โต๊ะก็ต้องนั่งสบตากันอีก ยังโกรธอยู่ เจ้าไก่อาการหนักกว่าฉันเดินหนีไปเลยไม่พูดไม่จา คงลงไปหาอะไรดื่มข้างล่างแก้โมโห ฉันมานั่งตาขวางใส่ทุกคนที่เดินผ่าน ทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งๆที่เตือนแล้วนะให้เลื่อนนัดใดนัดหนึ่งออกไปก่อน ตั้งแต่เมื่อสองวันที่แล้ว นายก็ไม่เชื่อ แถมมาเถียงฉันฉอดๆว่า

"คนเรา รับปากกับใครไว้ต้องทำให้ได้ อย่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา" เฮ้อ ฟังแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวกับการประชุม 3 นัดในวันนี้สักเท่าไหร่ นั่งเจ็บใจอยู่สักพักนายฉันก็เปิดประตูเดินออกมา โอ้แม่เจ้า พระเอกระดับออสก้าร์ ยิ้มหวานมาเชียวเดินมาหาฉันที่โต๊ะพร้อมกับพูดว่า

"นึกขึ้นมาได้ พี่แคลร์ครับ ผมยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลยครับ มัวแต่ยุ่งๆพี่ทานหรือยังครับ" น่าน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

"ยังเหมือนกันค่ะ คุณนุจะทานเลยไหม เก็บข้าวไว้ให้ค่ะ"

"ดีครับ ทานด้วยกันไหม" ทำเนียนหนักขึ้นไปอีก ฉันคงกินเข้าไปลงหรอก

"เชิญคุณนุเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่ไปทานในครัว"

นี่แหละนายฉัน ตบหัวแล้วก็ลูบหลังกันประจำ จะโกรธนานๆ และเกลียดไปเลยก็ทำไม่ลงเสียที ต้องยอมรับระดับหนึ่งว่านายฉันน่ารัก เป็นคนดีที่ชอบเสนอตัวช่วยชาวบ้านแล้วให้บ่าวในเรือนเบี้ยอย่างฉันนี่สานต่อ ทุ่มเทกับงาน ไม่รู้จักเอาเวลาไปหาแฟนอย่างคนอื่นเขาบ้าง ขี้วีนขี้ลืม แล้วก็มาโทษฉันเป็นประจำ วีนแตกเสร็จก็มาทำเป็นหน้าตาน่ารักใส่ อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ไอ้ที่นึกอะไรขึ้นได้แล้วเพิ่งมาวีนใส่นี่ซิ บางทีฉันยังลืมไปแล้วเลยค่ะว่าเรื่องอะไร เหตุการณ์เกิดขึ้นวันไหนตอนไหน นี่แหละค่ะนายฉัน

ระหว่างนั่งกินข้าวเที่ยงเอาตอนเกือบบ่ายสี่โมง ฉันมองรอบๆตัวก็คิดขึ้นมาได้ว่า เออ ไอ้มนุษย์ที่อยู่รอบๆตัวฉันที่นี่ มันยังโสดกันหมดเลยนี่ มีป๋าวิชาญคนเดียวที่แต่งงานแล้ว และก็ยังมียัยหนูหริ่ง ผู้อำนวยการอีกคนที่แต่งงานแล้ว 2 ครั้งและหย่าแล้วทั้ง 2 ครั้ง ตอนนี้อยู่ในช่วงแสวงหาสามีคนที่ 3 อยู่ นอกนั้นโสดกันหมด ตายละวา หรือว่าคนที่นี่มันจะทำงานกันมากมายเสียจนไม่มีเวลาหาแฟน แล้วฉันล่ะ ถึงฉันจะ 45 แล้ว แต่ฉันก็ยังอยากมีแฟน อยากแต่งงานอยู่นะ ไม่ได้อยากจะมีลูกหรอก ป่านนี้ขืนมีลูกเดินไปด้วยกันที่ไหนคนเขาคงนึกว่าฉันเป็นยาย จะมาเรียกฉันคุณยาย คุณยาย ฟังแล้วให้เจ็บใจเปล่าๆ ถ้าฉันนั่งทำงานที่นี่ต่อโอกาสที่ฉันจะล่าหาสามีคงไม่มี วันๆทำแต่งานอารมณ์ขึ้นๆลงๆราวกับหญิงวัยทอง เอ๊ะ หรือวัยทองจริงๆ คิดๆยิ่งสับสน ทุกวันนี้เวลาที่จะไปนั่งตามผับตามบาร์คอยชายตาให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่นี่ไม่มีเลย แค่เวลาจะกินข้าวกลางวันยังแทบจะไม่มี จะมาแอบร่อนใบสมัครงานไปที่ไหนๆก็ไม่มีเวลา แถมโต๊ะทำงานก็ออกจะเปิดเผยขนาดนั้น คนจะรู้กันทั้งออฟฟิศแน่ ทำได้ก็แค่โทร.ติดตามกับบริษัทจัดหางานที่มีประวัติฉันอยู่ว่า อย่าลืมฉันนะคะ นาทีนี้หรือคะงานอะไรก็เอาขออย่าเป็นผู้ช่วยส่วนตัวประธานกรรมการบริหารก็แล้วกัน เรียกให้เต็มยศเสียเลย ฉันเหนื่อยล้ากับงานนี้เต็มแก่ อยากเปลี่ยนงานเต็มทน คนทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทอย่างฉันคงมีความรู้สึกไม่ต่างจากฉันนัก ในการหาความพอดีให้ชีวิต ได้อย่างขาดอย่างยากนักที่จะหาความลงตัว คิดวนไปวนมาก็ตัดสินใจแล้วว่า ปล่อยวาง ทำได้คือได้ ไม่ได้คือไม่ได้ อะไรที่อยู่เหนือความควบคุมของเราฉันก็จะปล่อยมันไป ทำดีที่สุดก็แล้วกัน นายด่าไปเดี๋ยวก็มาง้อเราเอง เขาก็น่ารักเป็นคนดีและก็แบกภาระการงานไว้จนเต็มบ่า ดูซิทำแต่งานไม่รู้จักเอาเวลาไปหาแฟนกับใครเขา ปลงชีวิตเสร็จแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ คอยดูนะต่อไปนี้ฉันจะตามจิกบริษัทจัดหางานให้รื้อประวัติของฉันขึ้นมา ให้คอยตามงานให้ฉันด้วย และอีกหน่อยคอยดูนะหากผู้ชายหน้าไหนโผล่เข้ามาในชีวิต เข้าสเปคหน่อยล่ะก็แม่จะงาบให้หมด ไม่เล่นตัวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า