ธรรมะ พระชยสาโร ภิกขุ

สภาพสุข...สุขภาพ

การปรนนิบัติดูแลผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณถือว่าเป็นบุญ แต่แม้แต่การเสียสละในกิจที่เป็นบุญนั้น เราไม่ควรละเลยการดูแลตัวเอง เพราะถ้าเราปล่อยให้เหน็ดเหนื่อยเกินไปจนหมดแรง หนึ่ง สุขภาพเราอาจจะเสียจนถึงขั้นทำหน้าที่ไม่ได้ สอง ตอนเหนื่อยมากๆนั้น เรามักจะเผลอสติ ใช้วาจารุนแรงได้ง่าย แล้วมาเดือดร้อนใจทีหลัง โทษตัวเองว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดีทำบาปทำกรรมไว้กับบุพการี

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไม่ดีหรือเป็นลูกอกตัญญูหรือไม่รู้จักบุญคุณเขาหรือบุญคุณท่านหรอก แต่เราขาดปัญญาในการรับใช้ ในการสร้างประโยชน์กับคนอื่น เราทำเกินกำลังของตัวเอง เกินกำลัง ก็เกิดปฏิกิริยาภายในจิตใจ เราต้องให้อภัยตัวเอง เพราะวาจานั้นไม่ได้สะท้อนถึงความรู้สึกที่แท้จริงต่อท่าน และเราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ให้รู้จักพอดีในการเสียสละ เพราะในการสร้างประโยชน์ผู้อื่นในระยะยาว เราต้องรู้จักรักษากายและใจของเราไปด้วย

หลักใหญ่ของการศึกษาวิถีพุทธ คือ คนเราเป็นนักศึกษากันทั้งนั้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่ต้องศึกษาอะไรอีกแล้ว เราจึงควรสร้างความพอใจในการเรียนรู้ และความไม่ประมาท

ในสังคมเรียนรู้วิถีพุทธ นักเรียนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากครู นักเรียนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากผู้ปกครอง นักเรียนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ครูต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเด็กนักเรียน ครูต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากผู้ปกครอง ครูต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเพื่อนครูด้วยกัน ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเด็กนักเรียน ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากครู ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากเพื่อนผู้ปกครองด้วยกัน

และที่สำคัญที่สุด ทุกคนต้องพร้อมที่จะเรียนจากกายและใจของตน

ที่วัดหนองป่าพง สมัยก่อนเคยมีพระอังกฤษรูปหนึ่ง มีนิสัยขี้บ่นมาก เมื่อการภาวนาติดขัดท่านมักจะเพ่งโทษสิ่งนอกตัว ท่านชอบติเตียนเพื่อนสหธรรมิกบ้าง ครูบาอาจารย์บ้าง สถานที่บ้าง ว่าไม่สัปปายะ ไม่เอื้อเฟื้อต่อการปฏิบัติ จิตใจหมักหมมไว้แต่เรื่องอกุศลมูล จนกลิ่นตลบ วันหนึ่งพระฝรั่งขี้บ่นรูปนี้โดน "หลวงพ่อชา" กระทุ้งเอาอย่างแรง แต่เป็นเชิงตลกว่า 'คุณนี่แปลก ชอบเอาขี้พกใส่ย่าม แล้วพกติดตัวไปไหนต่อไหนด้วย แล้วมาบ่นว่าเหม็นขี้ ที่โน่น เหม็นขี้ ที่นี่ ที่ไหนๆก็เหม็นแต่ขี้ ดีแต่บ่น ทำไมไม่ลองสำรวจย่ามของตัวเองบ้าง'

อาจารย์เซ็นต์รูปหนึ่งที่ซานฟรานซิสโก ชื่อท่านซูซูกิโรชิ ท่านเป็นคนมีเมตตาสูง และสั่งสอนลูกศิษย์ให้มีเมตตาโดยไม่มีประมาณ คือเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลายโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ต้องสนใจเรื่องรูปร่างหน้าตานิสัยใจคอ ท่านชอบไปจ่ายตลาดเพื่อซื้อผัก วันหนึ่งท่านพาลูกศิษย์คนใหม่ไปจ่ายตลาดด้วย เขาสังเกตเห็นท่านพินิจพิเคราะห์เลือกเฉพาะแต่แตงกวารูปทรงไม่สวยใส่ลงในตะกร้า แทนที่จะเลือกแตงกวางามๆ เขารู้สึกแปลกใจจนอดที่จะถามท่านไม่ได้

ลูกศิษย์ : "ท่านอาจารย์ครับ ทำไมท่านเลือกแต่แตงกวารูปร่างประหลาดๆ ล่ะครับ"

อาจารย์ : "ก็สงสารแตงกวามันน่ะสิ ถ้าเราไม่ซื้อ ก็คงไม่มีใครซื้อมันนะ เดี๋ยวมันจะเสียใจว่าไม่มีใครสนใจเหลียวแลมันเลย"

ถาม : การคิดทางบวก (positive thinking) เข้ากับหลักพุทธธรรมได้ไหมครับ?

ตอบ : พระพุทธองค์สอนให้เราฝึกคิดเฉพาะในเวลาที่ควรคิด เฉพาะในเรื่องที่ควรคิด และคิดเฉพาะในทางที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมาย

เมื่อเรากำลังพิจารณาว่าจะทำอะไรสักอย่าง ต้องคิดแน่นอน แต่ความคิดในกรณีนั้น ต้องเน้นทางลบมากกว่า เช่น เงินพอหรือเปล่า เวลาพอหรือเปล่า บุคลากรพร้อมหรือเปล่า ตัวเราพร้อมหรือเปล่า มีทางเลือกอย่างอื่นที่ดีกว่าไหม มันถูกต้องตามหลักศีลธรรมหรือไม่ เป็นต้น เมื่อเราพิจารณาให้รอบคอบแล้ว จึงตัดสินว่าจะทำหรือไม่ทำ แล้วหลังจากนั้นการคิดในทางบวกจึงจะดี

ทำอะไรที่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ชาวพุทธเราไม่ลืมอุทิศส่วนกุศล นี่เรียกว่าคิดทางหาร

ทำอะไรที่เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว คิดหาทางขยายผลให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง คือคิดทางคูณ

พระพุทธเจ้าจึงสอนความคิดในทางบวกบ้าง ทางลบบ้าง ทางหารบ้าง ทางคูณบ้าง และที่สำคัญที่สุดพระองค์สอนวิชาอยู่เหนือความคิดทั้งปวงในเวลาอันสมควร

การทำงาน ถึงแม้ว่างานนั้นเป็นสัมมาอาชีพ หรือเป็นงานที่เป็นบุญเป็นกุศล ถึงแม้ว่าเราทำงานด้วยความขยันขันแข็งและความซื่อสัตย์สุจริตก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองอยู่เสมอจึงจะปลอดภัย
สำหรับผู้ไม่ภาวนา กิเลสต่างๆแทรกซึมเข้ามาในจิตใจเราทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว เจตนาที่ดีเสื่อมได้ ถ้าเราไม่รู้จักรักษาเอาไว้

ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ความยึดติดในความคิดเห็น ความอิจฉาพยาบาท ความหลงอำนาจ ความเซ็ง ความเบื่อหน่าย เกิดขึ้นได้ทุกเวลานาที

การปฏิบัติธรรมไม่ได้อยู่ที่วัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรม กิเลสเกิดตรงไหนนั่นแหละที่เราต้องปฏิบัติ การชนะกิเลสที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน นี้คือการปฏิบัติอย่างอุกฤษของผู้ครองเรือน