สพ.ญ.ดร.นุชรินทร์ ศงสะเสน

นักอนุรักษ์หมาป่า
มืออาชีพ
ช่างภาพ: 

"หมาป่าสลัดผ้าออก แล้วกระโจนเข้าหาหนูน้อยหมวกแดงทันที หนูน้อยหมวกแดงตกใจมาก เธอร้องตะโกนเสียงดัง พร้อมวิ่งหนีด้วยความกลัว "ช่วยด้วยคุณยายค่ะ ช่วยหนูด้วย" เจ้าหมาป่าคำรามเสียงดัง แล้ววิ่งไล่จับหนูน้อยหมวกแดง"

วีรกรรมความดุร้ายของ "เจ้าหมาป่า" ในนิทานอาจทำให้หลายคนมีความรู้สึกฝังใจกลัวและไม่ชอบสัตว์ชนิดนี้ แต่สำหรับ สพ.ญ.ดร.นุชรินทร์ ศงสะเสน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์สัตว์ตระกูลหมาป่าตัวยงกลับบอกว่า หมาป่านั้นแท้จริงแล้วเป็นสัตว์ที่อาภัพ เพราะภาพติดตาที่โหดร้ายทำให้ไม่ได้รับความเอ็นดู ทั้งยังประสบกับการถูกล่า จนบางสายพันธุ์มีจำนวนเหลืออยู่เพียงหลักร้อยทั่วทั้งโลก

ดร.นุชรินทร์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นได้เริ่มทำงานรักษาสัตว์ในคลินิก แม้จะเป็นงานที่ทำให้ได้คลุกคลีกับสัตว์ที่เธอรัก แต่กลับสร้างความทุกข์ใจ เมื่อพบว่าโรคภัยบางชนิดนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่จะรักษาได้ ทำให้ต้องเห็นสัตว์เสียชีวิตไปต่อหน้า เธอจึงเบนเข็มไปทำงานที่กรมปศุสัตว์ ภายใต้สังกัดกองผสมเทียม ซึ่งเน้นการทำงานวิจัยด้านการย้ายฝากตัวอ่อนในสัตว์ปศุสัตว์ เช่น วัว ควาย เป็นต้น และภายหลังได้เดินทางไปศึกษาต่อด้านวิทยาการระบบสืบพันธุ์ ในระดับปริญญาโทและเอก ที่ประเทศแคนาดา และเข้าทำงานที่สถาบัน สมิทโซเนี่ยน ( Smithsonian Conservation Biology Institute) ประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

"ที่สมิซโซเนี่ยน เป็นงานแรกที่ดิฉันทำด้านการวิจัยสัตว์ป่า ก่อนหน้านี้จะคลุกคลีกับสัตว์ปศุสัตว์และสัตว์ที่ใช้ในการทดลองเสียส่วนใหญ่ เจ้านายคงเห็นแววบางอย่างในตัวเราเลยให้มาทำงานอนุรักษ์พันธุ์หมาป่า โดยแผนกที่ดิฉันสังกัดเชี่ยวชาญด้านการสืบพันธุ์ ซึ่งตรงกับที่เราเรียนมาพอดี

ดิฉันรับผิดชอบในโครงการอนุรักษ์สุนัขป่า (Global Canid Conservation) โดยดูแลด้านระบบสืบพันธุ์ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการอนุรักษ์ เช่น การเลี้ยงเนื้อเยื่อจากรังไข่ในห้องทดลอง ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อสัตว์ตายไป โดยเราจะเก็บรังไข่และอัณฑะไว้แล้วนำมาเลี้ยงในหลอดทดลอง เพื่อเพาะเลี้ยงเซลล์ไข่และตัวอสุจิขึ้นมาใหม่ จนเจริญถึงระยะที่สามารถนำไปใช้ในการปฏิสนธิหลอดแก้ว (In vitro fertilization) เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังศึกษา หากประสบความสำเร็จจะสามารถนำมาพัฒนาต่อเพื่อใช้กับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบสืบพันธุ์ได้ด้วย อีกส่วนได้ศึกษาสัตว์ป่าร่วมกับสวนสัตว์ในอเมริกา ทางด้านระบบสืบพันธุ์ของหมาป่าบราซิล (Maned wolf) รวมทั้งหาปัจจัยทางพันธุกรรมที่ทำให้สัตว์แต่ละตัวมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่แตกต่างกัน หากเราสามารถระบุได้ว่าตัวใดมีความเสี่ยงสูงต่อโรคบางชนิด จะสามารถหาทางรับมือกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม ด้วยวิธีการปรับอาหารหรือปรับการดูแล เป็นต้น

เนื้อหาของงานแต่ละโครงการจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดกับสัตว์แต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น หมาป่าบราซิล ปัญหาที่พบคือที่อยู่อาศัยลดลง จำนวนประชากรของหมาป่าชนิดนี้ยังมีอยู่มาก แต่ทุ่งหญ้าที่เป็นที่อยู่อาศัยถูกเปลี่ยนเป็นฟาร์มกว่า ๘๐% จึงต้องหาวิธีทำอย่างไรให้มันสามารถอยู่รอด พร้อมทั้งคำนึงถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านท้องถิ่นกับสุนัขป่า (Human wildlife conflict) ด้วย"

สำหรับประเทศไทย ดร.นุชรินทร์ กลับมาทำงานวิจัยปีละครั้ง โดยที่ผ่านมามุ่งเน้นการศึกษาและอนุรักษ์ "หมาใน" ที่ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ ๒,๕๐๐ ตัวทั่วโลก

"หลังจากที่ทำเรื่องหมาป่าบราซิลจนอยู่ตัว ดิฉันมีความคิดอยากศึกษาสัตว์ชนิดต่อไป เลยเลือกหมาใน ซึ่งพบในประเทศไทยบ้านเกิดของเรา และยังเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ทั้งยังไม่มีใครศึกษา ตอนนี้ไม่มีใครรู้จำนวนหมาในที่แน่นอน เราได้แต่ประมาณการ เพราะไม่มีคนศึกษาเก็บข้อมูล และสัตว์ชนิดนี้ทำการศึกษาค่อนข้างยาก ยกตัวอย่างเช่น การประเมินประชากรในสัตว์ตระกูลเสือ สามารถทำได้โดยใช้กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ แล้วระบุความแตกต่างของเสือแต่ละตัวได้จากลวดลายบนตัวที่ไม่เหมือนกัน ทว่า สำหรับหมาในนั้นไม่มีลวดลายบนตัวให้ระบุ จึงไม่สามารถใช้เทคนิคดังกล่าวเพื่อประเมินประชากรได้ ทั้งยังมีความเข้าใจผิดว่าหมาในยังมีจำนวนเหลืออยู่มาก เพราะสัตว์ชนิดนี้จะอาศัยอยู่กันเป็นฝูง เราเห็นฝูงหนึ่งวิ่งผ่านตรงนี้ เดี๋ยวอีกฝูงก็วิ่งผ่านตรงโน้น ก็อาจจะคิดว่ามีเยอะ ซึ่งความจริงอาจจะเป็นฝูงเดิม

พื้นที่ที่สามารถพบหมาในส่วนใหญ่อยู่ในเขตอนุรักษ์ ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น แม้จะพบปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ แต่หน่วยลาดตระเวนได้ทำหน้าที่เฝ้าตรวจตรา ทำให้มียังมีเหยื่อเหลือพอเพียงต่อการอยู่รอดของหมาใน

สาเหตุที่หมาในถูกล่ามีอยู่หลายปัจจัย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเรายังมีความเข้าใจผิดคิดว่าหมาในมีจำนวนอยู่มาก และอาจจะเพราะหมาในเป็นสัตว์ผู้ล่า มันกินเก้งกวาง ภาพที่เราเห็นจะดูโหดร้าย คนเลยไม่ค่อยสนใจ ไม่เอ็นดู ไม่อยากอนุรักษ์ ไปสนใจกวางดีกว่า กวางน่าสงสาร สัตว์ตระกูลหมาป่าจึงค่อนข้างอาภัพ เรามักจะพูดกันขำๆว่า เสือก็กินกวางเหมือนกัน แต่คนก็ให้ความสำคัญกับเสือมากกว่า เป็นอารมณ์น้อยใจแทน (หัวเราะ)

สำหรับการกลับมาไทยในครั้งนี้ แผนการที่วางไว้คือการติดปลอกคอหมาใน เพื่อศึกษาถิ่นที่อยู่อาศัย โดยปลอกคอที่นำมาติดนี้จะส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม สามารถดูความเคลื่อนไหวได้แม้อยู่ต่างประเทศ นอกจากศึกษาถิ่นที่อยู่อาศัยแล้ว ดิฉันยังศึกษาเรื่องโรคในหมาในที่ติดต่อผ่านทางสุนัขบ้าน โดยศึกษาถึงการแพร่กระจายของโรคจากสัตว์เลี้ยงสู่สัตว์ป่า รวมทั้งถ้ามีโอกาสอยากจะเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้แก่เยาวชนในท้องที่ด้วย"

ดร.นุชรินทร์ มองว่า งานอนุรักษ์หากมุ่งแก้ปัญหาด้านใดด้านหนึ่ง โดยไม่ได้มองภาพกว้างว่าสาเหตุนั้นสัมพันธ์กับอะไร การอนุรักษ์ก็จะไม่ได้ผลสำเร็จอย่างที่หวัง

"ในตอนแรกดิฉันทำงานในด้านระบบสืบพันธุ์ แล้วได้พบว่าแค่การแก้ปัญหาด้านระบบสืบพันธุ์ด้านเดียวยังไม่พอ ต้องควบคู่กับการดูแลระบบนิเวศ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทุกด้านร่วมกัน หากชาวบ้านในท้องถิ่นยังคงมีปัญหาที่ทำให้พวกเขาต้องล่าอยู่ วิจัยไปก็นำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เพราะปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข อย่างในประเทศไทยอาจจะไม่ร้ายแรงขนาดนั้น แต่บางประเทศ มันเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขให้ได้ก่อน ถึงจะทำงานวิจัยต่อไปได้ ในกรณีหมาป่าบราซิลที่เคยทำ ชาวบ้านเขาเลี้ยงไก่แบบปล่อยอิสระ หมาป่าก็ไปกินไก่เขา ชาวบ้านไม่พอใจก็ยิงหมาป่า เราต้องหาวิธีแก้ไขให้ชาวบ้าน ให้เขาสร้างเล้าไก่ แล้วศึกษาผลผลิตว่าไก่อยู่ในเล้าออกไข่ได้ดีกว่าหรือเปล่า ทำให้เขาเห็นถึงประโยชน์ อย่างเรารักสัตว์ เราก็สนใจถึงปัญหาของสัตว์ แต่ทุกคนไม่ได้คิดอย่างเรา ชาวบ้านเขารายได้ไม่สูงทำให้เขายังต้องล่า เราต้องพยายามเข้าใจเขา หาทางช่วยเหลือ ให้เขาปลูกผักเลี้ยงสัตว์ หาวิธีให้เขาเลี้ยงตัวเองได้ ถ้าความเป็นอยู่เขาดีขึ้น เขาก็จะหันมาดูแลเรื่องสัตว์ต่อไป"

งานอนุรักษ์ไม่เพียงแค่เชี่ยวชาญในปัญหาของสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น ยังต้องเข้าใจถึงความเชื่อมโยงทุกอย่างที่มีผลต่อการเพิ่มหรือลดของสัตว์ด้วย เพราะทุกชีวิตในระบบนิเวศล้วนเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน

จากหมาป่าบราซิล สู่หมาใน และหมาป่าแดง (Red wolf) ผู้หญิงคนนี้ยังคงเดินหน้าอุทิศกายและใจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อเจ้าสัตว์สี่เท้าที่ดูดุร้ายน่ากลัวในสายตาคนอื่น กำลังใจสำคัญที่ทำให้เธอก้าวต่อไปล้วนมาจาก "ความรักในงานที่ทำ" งานที่ได้ทำประโยชน์แก่สังคมโลก งานที่เธอเรียกว่าเป็น "dream job"

ข้อมูลอ้างอิง : http://bkkseek.com/little-red-ridinghood/