เหลือเพียงความทรงจำ

ประชาธิปก ปร.

ย้อนหลังไปเมื่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี เมื่อวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2461 นับเป็นพิธีครั้งแรกหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ พ.ศ.2461 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า เจ้านายในพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปจะทำการเศกสมรสกับผู้ใดให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการพิธีได้ และยังเป็นครั้งแรกที่โปรดเกล้าฯให้นำเอาพระราชนิยมเรื่องพิธีการสมรสแบบตะวันตกในบางขั้นตอนคือ การตั้งกระทู้ถามตอบคู่สมรสมาใช้ในพระราชพิธีอภิเษกสมรสในครั้งนั้น

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ มหาเสวกโท พระยาจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ (ลออ ไกรฤกษ์ ) สมุหพระนิตศาสตร์ ตั้งกระทู้กราบทูลถามฝ่ายชายว่า

"ฝ่าพระบาททรงตั้งพระหฤทัยที่จะทรงรับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีเป็นพระชายา เพื่อทรงถนอมทะนุบำรุงด้วยความเสน่หาและทรงพระเมตตากรุณาสืบไปจนตลอดนั้นฤา"

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเ จ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ทรงตอบว่า "ข้าพเจ้าตั้งใจเช่นนั้น"

จากนั้นกระทู้ถามฝ่ายหญิงว่า "ท่านตั้งหฤทัยที่จะมอบองค์ของท่านเป็นพระชายาแห่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ด้วยความเสน่หาจรรักสมัครจะปฏิบัติอยู่ในพระโอวาทแห่งพระสวามีสืบไปจนตลอดนั้นฤา"

หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ตอบว่า "ข้าพเจ้าตั้งใจเช่นนั้น"

จากเวลานั้นเป็นต้นมาทั้งสองพระองค์ก็มิเคยห่างจากกันเลย เมื่อเห็นพระองค์หนึ่งจะต้องเห็นอีกพระองค์เสมอ ทรงครองคู่ร่วมกันทั้งในยามโสมนัสและโทมนัสในทุกหนแห่งที่เสด็จพระราชดำเนิน ตราบจนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสู่สวรรคาลัย เหลือเพียงสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ซึ่งยังคงดำรงพระชนม์ชีพอย่างเดียวดายต่อมาอีกกว่า 40 ปีเลยทีเดียว

ด้วยพระราชอัธยาศัยที่เรียบง่ายสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จึงมิทรงยุ่งยากในการดำเนินพระชนม์ชีพแต่อย่างใด โปรดเสวยพระกระยาหารง่ายๆและไม่ใคร่เปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เสวยเป็นประจำ เช่น เครื่องเช้า มักเหมือนกันเกือบทุกวัน คือ ขนมปังทามาการีนหรือตับบด ไส้กรอก กาแฟ บางวันเสวยข้าวโอ๊ต น้ำส้ม และนานๆครั้งจะเสวยไข่ เครื่องกลางคืน เครื่องฝรั่ง ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯให้จัดส่งมาตั้งถวายจากห้องเครื่องฝรั่ง สวนจิตรลดารโหฐาน แล้วต่อด้วยเครื่องไทย ซึ่งส่วนมากจะเป็นประเภทเดียวกันกับเครื่องไทยที่เคยเสวยเมื่อครั้งประทับอยู่ ณ พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี เช่น กะปิคั่ว ข้าวแช่ น้ำพริก ขนมจีนน้ำพริก

ในด้านการแต่งพระองค์ โปรดฉลองพระองค์แบบเรียบง่าย จะทรงแต่งตามที่ข้าหลวงจัดถวาย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะจัดฉลองพระองค์สีชมพู เพราะเห็นว่าประสูติวันอังคาร ส่วนพระองค์ไม่ได้โปรดสีหนึ่งสีใดโดยเฉพาะ ไม่โปรดเครื่องประดับมากนัก ทรงเลือกเครื่องประดับด้วยพระองค์เองทุกครั้ง โปรดให้เข้ากับฉลองพระองค์และทรงเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น

ตลอดพระชนม์ชีพไม่เพียงมีพระราชอัธยาศัยที่เรียบง่ายอันมีผลต่อการดำรงพระชนม์ชีพในทุกสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี หากแต่ในเวลาที่จะตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาดก็ทรงแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ เช่น ในภาวะวิกฤติของเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อคราวเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มีพระจริยาวัตรที่ตรงต่อเวลาและหน้าที่เมื่อต้องเสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ พระราชอัธยาศัยอันงดงามยิ่งซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปก็คือความไม่ทรงแสดงพระอารมณ์โกรธกริ้วผู้ใดแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับทรงแสดงน้ำพระราชหฤทัยและพระเมตตาอันดียิ่งกับทุกคน พร้อมจะทรงให้อภัยเสมอ

ด้วยพระราชอัธยาศัยอันงดงามยิ่งนี้เอง แม้ว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 จะเป็นพระราชินีที่โดดเดี่ยวก็ตาม แต่ก็ทรงแวดล้อมด้วยความรักและความห่วงใยจากพระประยูรญาติอยู่ตลอดเวลา ทุกวัน ณ วังศุโขทัย เมื่อถึงเวลาพระกระยาหารกลางวัน จะมีผู้ร่วมโต๊ะเสวยอย่างเป็นกันเองถึง 12 คน ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งตรงกับวันที่ 20ธันวาคม พระประยูรญาติทั้งหลายตลอดจนข้าราชบริพารจะพร้องใจกันมาถวายพระพรอย่างทั่วถึง และยังร่วมกันจัดงานรื่นเริงถวาย มีการออกร้าน มีการละเล่นสนุกสนาน งานออกร้านนี้ได้มีการจัดขึ้นทุกปีตั้งแต่ประทับอยู่ ณ วังสระปทุม เมื่อเสด็จฯกลับจากประเทศอังกฤษครั้งสุดท้าย

ในระยะหลังเมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษามากขึ้น มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จฯไปทรงประทับหัวหินใกล้บ้านเชิงเขาของ หม่อมราชวงศ์เทพยพงษ์ เทวกุล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ซื้อที่สร้างพระตำหนักที่ประทับ และพระราชทานชื่อว่า พระตำหนักชมดง เมื่อแล้วเสร็จ โปรดเกล้าฯให้มีการบำเพ็ญพระราชกุศลขึ้นพระตำหนักใหม่ และเสด็จฯไปประทับเป็นครั้งแรกประมาณ 2 คืน ในเดือนพฤศจิกายน 2519 พระตำหนักชมดง มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก มีห้องไม่กี่ห้อง สำหรับห้องพระบรรทมมีวิมานเล็กๆติดผนังเหนือด้านซ้ายพระแท่นบรรทม ทรงใช้เป็นที่ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเชิญติดพระองค์ไปเสมอเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ ที่ใดก็ตาม

ทรงพระเกษมสำราญเป็นอย่างมากในขณะประทับที่พระตำหนักชมดง เสด็จฯไปทรงกอล์ฟที่สนามกอล์ฟรถไฟหัวหินเสมอหรือไม่ก็ทรงพระดำเนินรอบสวน เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับเป็นครั้งคราวเป็นเวลาถึง 3 ปีเศษ แต่ด้วยเหตุที่ทรงพระประชวรด้านพระหทัยมากขึ้น จึงต้องรักษาพระองค์อยู่ในกรุงเทพฯ และทรงพยายามออกกำลังพระวรกายให้พระพลานามัยแข็งแรงเช่นเคย แต่ต่อมาทรงประสบอุบัติเหตุจากการทรงกีฬา เป็นเหตุให้พระวรกายทรุดลงและพระอาการทรุดลง เป็นลำดับ นับจากปี 2518 เมื่อพระชนมพรรษา 71 พรรษา ทรงไม่สามารถดำเนินได้ จนถึงปี 2521 ไม่สามารถเสด็จพระดำเนินไปในที่ใดเลย ต้องทรงพระบรรทมเตียงพยาบาล และมีพยาบาลคอยดูแลตลอดเวลา

ในปี 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะกรรมการแพทย์เพื่อถวายการรักษา อีกสองปีต่อมา ได้เสด็จฯไปทรงรักษาอาการพระประชวรที่โรงพยาบาลสมิติเวชระยะหนึ่ง จากนั้นจึงได้เสด็จฯกลับมาประทับ ณ วังศุโขทัยตามเดิม พระราชกิจประจำวันในช่วงทรงพระประชวรจะเริ่มจากทรงตื่นพระบรรทมในเวลา 08.00 น. ทรงพระดำเนินได้นิดหน่อยบนพระตำหนัก ในตอนเย็นจะทรงรถเข็นไปตามถนนในวังศุโขทัยเพื่อเปลี่ยนพระอิริยาบถ ทอดพระเนตรต้นไม้ ดอกไม้ เป็นเวลาประมาณ 45 นาที เมื่อมีผู้เข้าเฝ้าฯ จะรับสั่งได้น้อยกว่าเดิม ทั้งที่เคยรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดเสมอ

ตลอดระยะเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงพระประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ ห่วงใยในพระอาการอยู่เสมอ อีกทั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมทั้งที่โรงพยาบาล และที่พระตำหนักมิได้ขาด พร้อมทั้งทรงจัดหาดอกไม้ชนิดต่างๆที่โปรดไปประดับพระตำหนักและรอบถนนตามเส้นทางเสด็จฯทรงรถเข็น และยังโปรดฯให้นำต้นไม้ไปปลูกถวายในบริเวณวังศุโขทัยเพื่อให้ทรงพระเกษมสำราญ ในระยะหลัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเฝ้าพระองค์บ่อยที่สุด ทรงจัดหาดอกไม้มาประดับประดาที่บนพระตำหนักอย่างสวยงาม สนามหญ้าที่วังศุโขทัยเขียวขจี ไม้ดอกไม้ใบมีเป็นอันมาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงอำนวยการทั้งหมดด้วยพระองค์เอง เพื่อให้ สม เด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จฯลงมาเห็นจะได้ชื่นพระทัย

และแล้วในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2527 สำนักพระราชวังได้ออกประกาศข่าว การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ด้วยพระหทัยวายโดยพระอาการสงบเมื่อเวลา 15 นาฬิกา 50 นาที ณ พระตำหนักศุโขทัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเศร้าสลดพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง และทรงอาลัยรำลึกถึงคุณูปการที่ทรงมีพระจริยวัตรตั้งอยู่ในสัจธรรมและขันติธรรมอย่างมั่นคงเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งของพระองค์ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง จึงมีพระบรมราชโองการโปรดกล้าฯให้สำนักพระราชวังจัดการพระบรมศพถวายพระเกียรติตามพระราชประเพณี ประดิษฐานพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยรัฐบาลได้สั่งการให้ส่วนราชการทุกแห่งลดธงลงครึ่งเสาร์ 3 วัน และให้ข้าราชการไว้ทุกข์ 15 วัน

หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ พระราชนัดดาในพระองค์ กล่าวว่า "...พระองค์ทรงเป็นไม้ใหญ่ ซึ่งมีผู้ได้อาศัยร่มไม้ชายคาใต้ร่มพระบารมีกันมากมายหลายครอบครัว เมื่อเสด็จสวรรคตอย่างปัจจุบันทันด่วนอย่างนี้ รู้สึกในวูบ เบลอๆนิดหน่อย ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วว่า วันหนึ่งจะต้องมาถึง แต่ก็คาดไม่ถึงว่าทำไมปัจจุบันทันด่วนอย่างนี้"

ในที่สุดทั้งสองพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ก็เสด็จกลับไปพบกัน ณ แดนสรวงชั้นดาวดึงส์