สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นมงคลยิ่งประจำเมือง

ห้องสมุดสกุลไทย

 พระแสงดาบอาญาสิทธิ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระแสงราชศัสตราวุธนับว่ามีความสำคัญยิ่งในฐานะเป็นสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายแทนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปรากฏธรรมเนียมว่าเมื่อใดก็ตาม ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่เจ้านายหรือขุนนางผู้หนึ่งผู้ใด นั่นก็หมายความว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ให้บุคคลผู้นั้นมีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจแทนพระองค์ในวาระสำคัญต่างๆ

ดังเช่น การพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่แม่ทัพในยามศึกสงคราม ซึ่งหลักฐานจากพงศาวดารกล่าวว่าเป็น "ผู้ถืออาญาสิทธิ์" หรือพระราชทานให้แก่เจ้านายหรือขุนนางซึ่งทำหน้าที่ปกครองดูแลหัวเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ เป็นต้น ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าบุคคลที่ได้รับพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์จึงเปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีความชอบธรรมในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการออกคำสั่งในกิจการงานใดๆได้เด็ดขาดทุกเรื่อง แม้กระทั่งสามารถพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดถึงขั้นสูงสุดคือ สั่งประหารชีวิตได้โดยไม่ต้องกราบบังคมทูลให้ทราบความก่อน

ในสมัยอยุธยามีการกล่าวถึง กรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์เพื่อใช้ในการศึกสงครามหลายครั้งหลายหน เช่น ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.๒๐๙๙-๒๒๓๑) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นแม่ทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เวลานั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เป็นเจ้าพระยาพระคลังมีศักดิ์ต่ำกว่าเจ้าพระยากลาโหม ซึ่งเป็นสมุหกลาโหมและคุมทหารทั้งปวง แต่เนื่องจากในครั้งก่อนหน้านี้เจ้าพระยากลาโหมไม่สามารถตีเมืองเชียงใหม่ได้ สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาพระคลัง ไปตีเมืองเชียงใหม่ และพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้เพื่อควบคุมสั่งการในกองทัพ ซึ่งครานั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ก็สามารถตีเมืองเชียงใหม่สำเร็จ

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ไทยทำสงครามกับญวนและเขมรเป็นระยะเวลายาวนานถึง ๑๕ ปี (พ.ศ.๒๓๗๖-๒๓๙๑) พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพใหญ่รับพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งเฉียบขาด ทั้งยังมีฝีมือในการรบปรากฏชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ ดังนั้น นอกจากท่านจะดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพแล้วยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสมุหนายกและผู้สำเร็จราชการใหญ่ฝ่ายทหารอีกด้วย ปัจจุบันพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ของท่านจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

 

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ธรรมเนียมการพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ นับแต่ครั้งโบราณจวบจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์อาจแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ
พระราชทานไว้เป็นประจำ ดังเช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานให้แก่พระยากำแพง (นุช) เจ้าเมืองกำแพงเพชร หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

มีข้อสังเกตว่า บุคคลที่ได้รับพระราชทานเฉพาะกรณีเช่นนี้ เดิมเมื่อเสร็จราชการแล้วต้องทูลเกล้าฯถวายคืน หากพระมหากษัตริย์โปรดเป็นพิเศษและพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้เป็นสิทธิ์ขาด ผู้รับพระราชทานต้องถือว่าพระราชทานส่วนพระองค์เพื่อส่วนตัวของผู้นั้นเอง มิได้มีอำนาจอาญาสิทธิ์หรือมีอำนาจในราชการงานเมืองอีกต่อไป และพระแสงดาบอาญาสิทธิ์นั้นต่อมาจะกลายเป็นดาบประจำตระกูลไปในที่สุด

พระราชทานเป็นการชั่วคราว เป็นการมอบหมายเฉพาะกิจให้ไปปฏิบัติราชการแทนพระองค์ ส่วนใหญ่มักพระราชทานแก่แม่ทัพไปปฏิบัติราชการในสงคราม ดังเช่น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เพื่อใช้เป็นอำนาจอาญาสิทธิ์ในการลองศึกก่อนจะยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ได้กราบบังคมทูลถวายพระแสงดาบอาญาสิทธิ์คืนทันที

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ใน พ.ศ.๒๔๑๑ เวลานั้นยังไม่ทรงบรรลุราชนิติภาวะ ที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีลงมติให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ มีอำนาจอาญาสิทธิ์สามารถปฏิบัติราชการแทนพระองค์ในทุกเรื่อง รวมไปจนถึงสามารถพิพากษาสั่งประหารชีวิตผู้กระทำความผิดได้

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบรรลุราชนิติภาวะแล้ว ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์จึงพ้นอำนาจหน้าที่ไป เวลานั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ.๒๔๑๖ หลังจากนั้นได้ทรงดำเนินนโยบายเพื่อโยงอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเข้าสู่ศูนย์กลาง นับเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเกือบทุกด้าน เฉพาะในด้านการบริหารราชการส่วนภูมิภาคนั้นทรงเล็งเห็นว่าการจัดระเบียบบริหารราชการตามหัวเมืองยังไม่เหมาะสมกับกาลสมัย เนื่องจากลักษณะการปกครองแบบเดิมที่เรียกว่า "ระบบกินเมือง" เจ้าเมืองจะมีอำนาจและผลประโยชน์ในการบริหารราชการแต่เพียงผู้เดียว จึงมีพระราชดำริเห็นควรให้จัดการปฏิรูปการปกครองเป็น "ระบบเทศาภิบาล" โดยรวมการบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งปวงเป็นมณฑลเทศาภิบาล มีผู้ปกครองมณฑลเทศาภิบาลขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทยเพียงกระทรวงเดียว

การนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงเดชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยพระองค์แรก

ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จออกตรวจราชการด้วยพระองค์เอง เพื่อสำรวจความเป็นไปในแต่ละหัวเมือง ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ และการปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการทุกระดับ รวมไปจนถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในทุกส่วนภูมิภาค และจากการเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือในพ.ศ.๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ การขาดอาวุธสำหรับแทงน้ำในการประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในหัวเมือง โดยเฉพาะภายหลังจากเลิกธรรมเนียมการพระราชทานเครื่องยศในสมัยรัชกาลที่ ๔ แล้ว บางเมืองจึงไม่มีอาวุธสำหรับแทงน้ำเพื่อประกอบพระราชพิธีสำคัญดังกล่าว จึงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานพระแสงราชศัสตรา (พระแสงดาบ) ไว้ประจำเมืองต่างๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ และเพื่อใช้สำหรับแทงน้ำในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นสำคัญ (ไม่ใช่เป็นพระแสงดาบอาญาสิทธิ์อีกต่อไป)

จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองดังกล่าวแล้ว สามารถกำหนดความสำคัญของพระแสงราชศัสตราประจำเมืองได้เป็นสองประการ คือ

ประการแรก พระแสงราชศัสตราประจำเมืองเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์ หรืออีกนัยหนึ่งพระแสงราชศัสตราแสดงถึงพระราชอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การที่พระมหากษัตริย์พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำมณฑลและเมือง โดยผ่านสมุหเทศาภิบาลมณฑล หรือผู้ว่าราชการเมือง เปรียบดังได้พระราชทานพระราชอำนาจในการปกครองบริหารราชการบ้านเมืองในส่วนภูมิภาคแก่สมุหเทศาภิบาล ผู้ว่าราชการเมืองให้ปฏิบัติราชการต่างพระเนตร พระกรรณเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะตัดสินลงโทษแก่ผู้ใดโดยเด็ดขาด เหมือนดังเช่น พระแสงดาบอาญาสิทธิ์ที่พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานแก่แม่ทัพในสมัยก่อนอีกต่อไป

ประการที่สอง พระแสงราชศัสตราประจำเมืองเป็นอาวุธสำหรับแทงน้ำในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาประจำปีในหัวเมือง เดิมใช้กระบี่หรือดาบ อันเป็นเครื่องยศที่พระราชทานให้แก่ผู้ว่าราชการเมืองสำหรับแทงน้ำในพิธีดังกล่าว ต่อมาเมื่อเลิกประเพณีพระราชทานเครื่องยศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริในการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองสำหรับแทงน้ำพระพิพัฒน์สัตยาสืบมา

ความสำคัญของพระแสงราชศัสตราประจำเมืองสองประการดังกล่าว ยังผลให้มีพิธีสำคัญในหัวเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาหัวเมือง พิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งจะใช้พระแสงราชศัสตราประกอบพิธีด้วย

มณฑล/เมืองที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง
การพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำมณฑลและเมืองต่างๆในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๑๓ องค์ โดยบรรดามณฑลและเมืองต่างๆที่รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองแล้ว จะกระทำพิธีสมโภชเฉลิมฉลองพระแสงราชศัสตราประจำเมือง และบางเมืองอาจประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาไปพร้อมกัน

ธรรมเนียมการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ต่างทรงยึดถือและปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างสืบเนื่องในเวลาต่อมา
นับแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมือง รวมทั้งสิ้นจำนวน ๓๒ องค์ ในจำนวนนี้ภายหลังอัญเชิญคืนสำนักพระราชวัง ๒ องค์ คือพระแสงราชศัสตราประจำเมืองพิชัย และพระแสงราชศัสตราประจำเมืองสายบุรี

พระแสงราชศัสตราประจำเมืองแต่ละราชการ มีคำจารึกที่ใบพระแสงแตกต่างกัน ดังนี้
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีคำจารึกว่า "พระแสงสำหรับมณฑล..." และ "พระแสงสำหรับเมือง"

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีคำจารึกเฉพาะชื่อมณฑล เมือง และจังหวัดเท่านั้น เช่น "มณฑล"... "เมือง..." และ "จังหวัด..."
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ปรากฏคำจารึกที่ใบพระแสง
ลักษณะลวดลายศิลปกรรมของพระแสงราชศัสตราประจำเมือง มีความคล้ายคลึงกันในแต่ละรัชกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝักพระแสงซึ่งดุนลายงดงาม สะท้อนให้เห็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร และสภาพภูมิประเทศของเมืองในแต่ละภูมิภาค

หลังจากเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองในพ.ศ.๒๔๗๕ แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีธรรมเนียมการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองเพิ่มเติมอีกต่อไป ส่วนพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาก็ยกเลิกไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ที่จะอนุรักษ์สืบทอดธรรมเนียมโบราณราชประเพณีอันดีงามหลายประการ เพื่อเชิดชูพระเกียรติคุณและธำรงรักษาธรรมเนียมโบราณราชประเพณีเก่าไว้มิให้สิ้นสูญเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่บ้านเมืองสืบไป เฉพาะธรรมเนียมโบราณราชประเพณีเกี่ยวกับพระแสงราชศัสตราประจำเมืองนั้น มีพระราชดำริให้คงรักษาธรรมเนียมการทูลเกล้าฯ ถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองไว้เพียงประการเดียว คือเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯไปประทับในจังหวัดใด เมื่อใด ให้ถวายพระแสงราชศัสตรา สำหรับจังหวัดมาไว้ประจำพระองค์ตลอดเวลาที่เสด็จฯประทับอยู่ในจังหวัดนั้น

ปัจจุบันจังหวัดที่มีโอกาสทูลเกล้าฯถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองในคราวเสด็จแปรพระราชฐาน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดนราธิวาส และมิได้พระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองเพิ่มเติมอีก ด้วยมีพระราชนิยมที่พระราชทานพระประจำเมืองขึ้นแทนพระแสงราชศัสตรา โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หล่อพระขึ้นและขนานพระนามว่า "พระพุทธนวราชบพิตร" เพื่อประดิษฐานในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ

ลักษณะของพระพุทธนวราชบพิตร
พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๒๓ เซนติเมตร สูง ๔๐ เซนติเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่ให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้ามาปั้นหุ่น

พระพุทธปฏิมานี้ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อทรงตรวจพระพุทธลักษณะของพระปฏิมาจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว จึงได้โปรดเกล้าฯให้เททองหล่อพระพุทธรูปนั้นขึ้น เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙ และได้โปรดเกล้าฯให้ขนานพระนามพระพุทธรูปนั้นว่า "พระพุทธนวราชบพิตร"
ที่ฐานบัวหงายของพระพุทธนวราชบพิตรนั้น ได้ทรงบรรจุพระพิมพ์ คือ "พระกำลังแผ่นดิน" หรือ "หลวงพ่อจิตรลดา" ไว้ ๑ องค์ พระพิมพ์นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ ประกอบด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั้งในพระองค์และจากจังหวัดต่างๆ รวม ๗๐ จังหวัด

พระพุทธนวราชบพิตร นอกจากจะเป็นนิมิตหมายแห่งคุณพระรัตนตรัยอันเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดแห่งพุทธศาสนิกชนทั่วไปแล้ว ยังเป็นนิมิตหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับบรรดาพสกนิกรของพระองค์ในทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาจักร ในปัจจุบันได้พระราชทานพระพุทธนวราชบพิตรครบทั้ง ๗๗ จังหวัด

สำหรับธรรมเนียมการเชิญพระแสงราชศัสตราประจำเมืองในรัชกาลปัจจุบันที่สืบสานต่อมา รวมทั้งการเชิญพระพุทธนวราชบพิตรประจำจังหวัด เพื่อประกอบพิธีของจังหวัดนั้นจะกระทำในโอกาสสำคัญต่างๆที่สำนักพระราชวังได้วางกฎระเบียบให้ทุกจังหวัดดำเนินการในแนวทางเดียวกันด้วย
บทสรุป

พระแสงราชศัสตราประจำเมืองและพระพุทธนวราชบพิตร นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้จังหวัดหรือเมืองต่างๆ เพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และใช้ในการประกอบพิธีต่างๆ รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย เพื่อให้ประชาชนชาวไทยปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งทรงคุณประเสริฐแก่พวกเราทั้งหลายทุกหมู่เหล่า

อ้างอิง
๑. พระแสงราชศัสตราประจำเมือง, คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี, ๒๕๓๙
๒. th.wikipedia.org/wiki/พระพุทธนวราชบพิตร, ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๗
๓. http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=8335.0;wap2, ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๗
๔. พระพุทธนวราชบพิตร/สำนักพระราชวัง, ๒๐ มีนาคม ๒๕๑๐

พระแสงดาบอาญาสิทธิ์ ดาบประจำแม่ทัพ และดาบประจำตัวเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร

พระแสงราชศัสตราประจำเมืองทางภาคเหนือ

พระแสงราชศัสตราประจำเมืองทางภาคใต้

พระพุทธนวราชบพิตร