เยือน ๓ วัง ฟังเรื่องเล่า กับอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ

ท่องเที่ยวทั่วไทย
ช่างภาพ: 

พระราชวังและวัง คือที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระมหาอุปราช พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป วังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยหลายๆกลุ่ม ด้วยความสวยงามของที่ตั้ง สถานที่ สถาปัตยกรรม และด้วยความชื่นชมศรัทธา หากการนำท่องเที่ยวของผู้รู้ อย่าง "อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ" นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ชื่อดัง โดยการจัดการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) ภายใต้โครงการ Super Bonus แห่งวัยทำให้ความสวยงามที่ปรากฏในสถาปัตยกรรม กลับมีเรื่องราว และมีชีวิตชีวามากขึ้นอีก

อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ รอรับคณะท่องเที่ยวอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี หรือเขาวัง พระราชวังที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และเพราะการท่องเที่ยวในครั้งนี้เป็นการเยือน ๓ วัง ของ ๓ รัชกาล คือ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ เพชรบุรี อาจารย์เผ่าทองจึงบอกเล่าความสำคัญที่น่าสนใจของจังหวัดเพชรบุรี เมือง ๓ วัง ให้ฟังอย่างคร่าวๆ

"เพชรบุรี เป็นจังหวัดเก่าแก่ มีคนอยู่ที่เพชรบุรีไม่เคยขาดสาย อยู่มาเป็นพันๆปีด้วยซ้ำ เราค้นพบร่องรอยของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อย่างน้อยที่สุดตรงนี้ก็ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เครื่องมือหิน ลูกปัดหินลูกปัดแก้วก็มี"

ความรุ่งเรืองของดินแดนเพชรบุรีในอดีต ทำให้แผ่นดินนี้เป็นหนึ่งในแผ่นดินทอง ที่พระมหากษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์เลือกที่จะมาสร้างพระราชวังไว้ที่นี่ เริ่มต้นจากพระราชวังพระนครคีรี หรือเขาวัง ซึ่งมีที่มาจากการค้างภาษีน้ำตาล

"เมื่อสมัยนั้นการจัดเก็บภาษีส่วนมากก็จะเป็นชาวจีนที่เข้ามา แล้วชาวจีนจะมีการคิดเลขที่เก่งสมองเฉียบไว เพราะฉะนั้นการเก็บภาษีต่างๆก็จะเป็นระบบเจ้าภาษีนายอากร ชาวจีนจะเป็นคนคิดเองเลยนะครับว่าไปเดินสำรวจในชุมชน เก็บภาษีอันนี้ดีกว่า แล้วก็ทำเรื่องเสนอทางราชการว่าขอเก็บอันนี้ เก็บไปจนภาษีผักบุ้ง ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ชาวบ้านเก็บผักบุ้งมากินหรือผักบุ้งขึ้นในที่ของตัวเองก็ต้องเสียภาษี ตอนนั้นราษฎรเดือดร้อนมากเลย ก็ไม่รู้ว่าจะกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ให้ทราบได้ยังไง

วันหนึ่งพระมหากษัตริย์ดูโขนดูละครอยู่ ก็มีฉากตลกหน้าม่าน ตลกหน้าม่านก็เล่นตลกเรื่องภาษีผักบุ้งซ้ำกันอยู่สามหนสี่หนจนพระมหากษัตริย์สะกิดใจ เลยเรียกมาถามจึงได้ทราบ ทราบแล้วก็ยกเลิกไป

เช่นเดียวกันกับภาษีน้ำตาลที่นี่เป็นแบบร้อยชักสอง ร้อยชักสองเก็บภาษีได้ประมาณเกือบสองหมื่นนะครับ ก็เอาหมื่นคูณร้อย รายได้จากการขายน้ำตาลของสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลที่ ๓ ประมาณล้านบาท ใน ๓-๔ จังหวัดแถบนี้เองนะครับ เพราะฉะนั้นระบบการค้าน้ำตาลนี่มีผลมากเลยในสมัย ร.๓ พอเห็นว่าน้ำตาลมีความเจริญรุ่งเรืองก็เริ่มมีการเก็บภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาล ต่อมาเก็บภาษีฟืนที่เอามาใช้เคี่ยวน้ำตาล เก็บภาษีกระทะตาล แล้วก็น้ำตาลที่ใส่ลงไปในหม้อแล้ว นี่คือสมัย ร.๓ เก็บละเอียดมาก

พอขึ้นสมัย ร.๔ ตอนต้นเมื่อขึ้นครองราชย์ ตอนนั้นมีเรื่องการส่งภาษีให้หลวง สมมุติเก็บได้หนึ่งล้านจะให้แค่แปดแสน ขอติดไว้ก่อน ปีหน้าเก็บได้ล้านสอง ก็บอกว่าเก็บได้ แปดแสนเหมือนเดิม จะมีเรื่องการค้างภาษี เคลียร์ไม่ออกเพราะเป็นมหาเสนาบดีขั้นผู้ใหญ่แบบหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ แล้ว ร.๔ ก่อนขึ้นครองราชย์ท่านเคยผนวชเป็นพระภิกษุ ทรงออกธุดงค์มาที่นี่ ท่านก็ได้เจอวัดมหาสมณารามราชวรวิหาร (วัดเขาวัง) รับสั่งว่าเขานี้มันสวย มองไปด้านนี้เห็นทะเล อากาศดี มีลมบกกลางคืน มีลมทะเลกลางวัน พอขึ้นครองราชย์เสร็จท่านก็ทรงพบปัญหาเรื่องภาษีน้ำตาล มีทางเดียวที่จะเคลียร์ได้คือสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สร้างนครคีรีอันนี้ โดยใช้เงินภาษีน้ำตาลที่ยังค้างอยู่ ไม่ใช้เงินหลวงเงินแผ่นดินเลยจากนั้นท่านก็มาประทับตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๐๓ เป็นต้นมา จนกระทั่งสิ้นรัชกาลใน พ.ศ.๒๔๑๑"

น้ำตาลเมืองเพชร ขึ้นชื่อเรื่องความหอมหวาน แต่ใครจะรู้ว่า น้ำตาลเมืองเพชร ยังเป็นที่มาของการสร้างวังที่ตระหง่านอยู่บนยอดเขาของเมืองเพชรด้วย นอกจากที่มาที่น่าสนใจ อาจารย์เผ่าทองบอกเล่าถึงคุณค่าแห่งความเป็นวังที่มาพร้อมประวัติศาสตร์ซึ่งถูกถ่ายทอดไว้การก่อสร้างที่สมบูรณ์แบบ

"ตรงนี้สร้างเป็นวังแบบสมบูรณ์ เพราะว่ายอดนี้เป็นยอดที่ใหญ่ที่สุด ก็เป็นที่ตั้งของพระที่นั่งต่างๆที่ประทับ ถ้าเราถัดขึ้นไปข้างบนเราก็จะเห็นนะครับ ก็จะเป็นยอดที่เป็นยอดกลางขนาดย่อมลงมา สร้างเป็นพระเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่พระราชทานนามว่า พระธาตุจอมเพชร ในนั้นก็เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พ.ศ. ๒๕๑๕ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จฯมาเวียนเทียนที่นี่ด้วย แล้วก็ยอดที่ไกลสุดเลยเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วน้อย ธรรมเนียมการสร้างวังทุกที่ต้องมีวัด เพราะว่าเกิดจับพลัดจับผลูมีปฏิวัติรัฐประหารก็สามารถเข้าไปบวชห่มผ้าเหลืองได้ คนโบราณเขาจะไม่ทำอันตรายคนที่อยู่ในผ้าเหลือง เหมือนเราดูหนังเรื่องสุริโยทัยตอนที่เกิดปฏิวัติกันปั๊บตอนนั้นพระเฑียรราชาก็เข้าไปบวช ท่านก็รอดตายออกมาได้ เพราะฉะนั้นในการสร้างวังต้องมีการสร้างวัดคู่กัน"

เขาวังเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ ๕ ในเวลาต่อมา และสำคัญขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คือใช้รับพระราชอาคันตุกะที่สำคัญก็คือ ดุ๊กและดัชเชสโยฮันเบรต แห่งเมืองบรันทวีท เจ้าผู้ครองนครรัฐของเยอรมนี ซึ่งตอนนั้นเป็นรัฐโยฮันเบรต

"ตอนนั้น ร.๕ ไปเตรียมการต้อนรับอยู่ที่บางปะอิน แล้วก็ให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มารับเสด็จที่เขาวัง เล่ากันว่าสมเด็จพระพันปีฯ (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) ท่านก็สั่งราชการมาในการให้ หม่อมเจ้าหญิงจงจิตถนอม ดิศกุล พระธิดาพระองค์ใหญ่ในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาเป็นแม่งานในการจัดดอกไม้ มีการร้อยดอกไม้เป็นม่านทุกหน้าต่าง ในห้องก็แขวนดอกไม้สดหมด เครื่องดอกไม้สดหมด ที่ยังเหลืออยู่ถึงตอนนี้ เป็นเตียงพระแท่นบรรทมของ ร.๕ ที่ย้ายมาจากพระที่นั่งวิมานเมฆ แล้วก็เป็นพระแท่นที่สวยกว่าที่พระที่นั่งวิมานเมฆ เพราะตอนนั้นย้ายมาเพื่อรับแขกบ้านแขกเมือง พอแขกกลับไปไม่เท่าไร ก็ทรงพระประชวรและสวรรคต ยังไม่ทันย้ายกลับไป เพราะฉะนั้นเตียงที่สวยที่สุดอยู่ที่นี่ ตอนที่ดุ๊กกับดัชเชสอยู่ก็โรยดอกไม้หอมกันเต็มที่ จนมีเรื่องเล่าว่าดัชเชสนอนไม่ได้ เพราะตอนกลางคืนกลิ่นดอกไม้หอมตลบอบอวล ต้องลุกขึ้นมาเรียกมหาดเล็กมารื้อดอกไม้ออกจากเตียงที่เป็นม่านรอบเตียงออกไปหมด"

อาจารย์เผ่าทองเล่าว่า การจัดแสดงทั้งหมดทุกวันนี้ จัดแสดงตามสภาพการใช้สอยครั้งสุดท้าย คือการใช้ต้อนรับพระราชอาคันตุกะซึ่งเป็นฝรั่ง จึงจะแปลกไปกว่าที่เรานึกถึงนั่นคือ มีกลิ่นอายของตะวันตกแฝงอยู่ในการตกแต่ง และจัดวางเครื่องใช้ต่างๆ

คณะท่องเที่ยวเดินตามอาจารย์เผ่าทองไปยังจุดต่างๆของเขาวัง โดยมีเสียงของอาจารย์เผ่าทองถ่ายทอดชีวิตชีวาของประวัติศาสตร์ให้ฟังตลอดการเยี่ยมชม และมีมัคคุเทศก์พิเศษคอยให้ข้อมูลเพิ่มเติมทุกข้อสงสัยของการทำความรู้จักสถานที่แห่งนี้ และไฮไลท์เด็ดของการเยี่ยมชมพระนครคีรีอยู่ที่การเสิร์ฟข้าวแช่ และขนมหวานเป็นของว่าง เมื่อทุกคนลงมายังด้านล่างของวัง และบรรยากาศของเมืองเพชรก็ถูกเติมเต็มด้วยขนมหวานเมืองเพชรนี่เอง

ขณะที่เขาวังถูกสร้างด้วยภาษีน้ำตาลที่คั่งค้าง และความประทับใจครั้งผนวชของรัชกาลที่ ๔ พระราชวังบ้านปืนก็ถูกสร้างด้วยวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ ๕ และความประทับใจครั้งเสด็จประพาสยุโรป

"ร.๕ ใช้เขาวังเป็นที่ประทับแรมพระราชฐานตลอดตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๑๑ เป็นต้นมาช่วงการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๔๔๐ เสด็จฯไปยุโรปครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๔๕๐ ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นราชวังต่างๆของพระมหากษัตริย์ประเทศนั้นประเทศนี้ คือเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้กลับมาสร้างสิ่งสวยๆงามๆ เช่น ถนนราชดำเนิน พระมหาราชวัง เรื่อยจนไปถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม แต่ไม่ทันเสร็จก็เสด็จสวรรคตก่อน ร.๖ ก็มาสร้างต่อ ร.๕ ทรงมองการณ์ไกล ตั้งพระทัยว่าหลังจากที่สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมเสร็จก็จะทำเป็นท้องพระโรง พระที่นั่งอัมพรฯสร้างเสร็จแล้วก็ให้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป"

หนึ่งเหตุผลที่รัชกาลที่ ๕ เลือกสร้างวังที่เพชรบุรี อาจารย์เผ่าทองเล่าว่า เพราะพระองค์ท่านเคยตามเสด็จพระราชบิดามาเพชรบุรี น้ำเสวยของ ร.๔ เป็นน้ำที่ตักมาจากแม่น้ำเพชรบุรี รัชกาลที่ ๕ จึงได้เสวยน้ำจากเพชรบุรีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ขณะประทับอยู่ในกรุงเทพฯ ทางเพชรบุรีจะต้องส่งน้ำไปถวายทุกเดือนซึ่งในขณะนั้นแม่น้ำสะอาดมาก แม่น้ำเพชรไหลมาจากแก่งกระจาน ต่อมารัชกาลที่ ๖ ขึ้นครองราชย์ก็ยังเสวยน้ำเพชร จนกระทั่งผ่านไป ๕-๖ ปีท่านก็เสด็จฯมาทอดพระเนตรพบว่าจังหวัดเพชรบุรีคนอพยพไปอยู่ริมแม่น้ำมากขึ้นและทิ้งขยะลงไปในน้ำมาก จึงโปรดฯให้ยกเลิกการตักน้ำเพชรไปถวาย

"พระราชวังบ้านปืนเป็นส่วนตัวมาก เพราะห่างจากตัวเมือง เป็นการซื้อที่จากราษฎรแล้วตัดถนนเข้ามา ลงมือสร้างเมื่อ ๒๔๕๐ รัชกาลที่ ๕ วางศิลาฤกษ์และพระราชทานนามไว้ก่อน และให้หล่อรูปพระนารายณ์ทรงธนู ชาวบ้านก็จะเรียกพระนารายณ์ปืน ปืนในที่นี้หมายถึงลูกธนู หล่อเสร็จตั้งใจมาไว้ที่พระบรมราชานุสาวรีย์ แต่สร้างไม่เสร็จก็สวรรคตก่อน รัชกาลที่ ๖ ก็มาสร้างต่อ หินอ่อนที่นี่เป็นที่เดียวกับพระที่นั่งอนันตสมาคม รัชกาลที่ ๖ สร้างเสร็จก็ไม่เคยเสด็จฯประทับอย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้นเฟอร์นิเจอร์ที่นี่จะมีน้อยมาก เนื่องจากยังไม่ได้ใช้เป็นวังอย่างสมบูรณ์ ท่านจะเสด็จฯมาที่นี่เพราะเป็นที่ฝึกซ้อมเสือป่า คือมาซ้อมรบของทหารเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเฟอร์นิเจอร์นี้จะสั่งเข้ามาในการประทับชั่วคราวเท่านั้น จากที่เขาวังบ้าง วังกรุงเทพฯบ้าง ไม่มีประวัติสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเฉพาะ"

ส่วนสถาปัตยกรรมของพระราชวังบ้านปืนสร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมแบบเยอรมัน จึงไม่ใช่ศิลปะที่แสดงความอ่อนหวาน แต่ความเรียบง่ายที่ปรากฏเด่นก็แสดงความมั่นคง สมกับที่ถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมของเหล่าทหาร

พระราชวังสุดท้ายของทริปเยือน ๓ วังในครั้งนี้ คือพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจารย์เผ่าทองเล่าถึงที่มาของพระราชวังแห่งนี้ ซึ่งมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในประเทศไทย

"รัชกาลที่ ๖ เป็นนักเรียนอังกฤษ เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงศึกษาที่ต่างประเทศ ท่านพบเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่อะไรต่างๆของยุโรปมาเยอะแยะ ท่านรู้จักการมีบ้านอยู่ชายทะเล เริ่มรู้จักคำว่า Holiday คนไทยเพิ่งได้มารู้จักคำนี้ในสมัย ร.๖ นี้เอง ก่อนหน้านั้นคำว่า Holiday ไม่มีนะครับ เราทำงานไม่มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ วันหยุดของคนไทยคือวันโกนกับวันพระเท่านั้น ความจริงเพิ่งมาเปลี่ยนในสมัย ร.๘ นี้เอง จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นคนเปลี่ยน ร.๖ ท่านได้ประสบพบเห็นวิถีชีวิตต่างประเทศ ทิศตะวันตกของลอนดอนจะเป็นชายทะเลชายหาดยาวสวย หาดเป็นก้อนกรวดใหญ่เท่าลูกปิงปอง หาดสีขาวไปหมดเลยไม่ได้มีทรายสวยเหมือนบ้านเรา แต่มีพระราชวังตั้งอยู่เป็นเสาสูงแบบนี้ เป็นพระราชวังไม้เหมือนกัน ชื่อว่าพระราชวังไบรตัน พระราชวังของเขายาวเยียดลงไปในทะเล รัชกาลที่ ๖ ก็โปรดฯให้สร้างวังที่นี่แบบไทยปนฝรั่ง คือใต้ถุนสูงข้างบนเป็นอาคารไม้ โปร่ง หมู่ทางหนึ่งเป็นฝ่ายหน้า คือของ ร.๖ หมู่ทางหนึ่งลึกเข้าไปเป็นฝ่ายในที่ประทับของพระมเหสีเทวี เดินมาเจอกันตรงกลาง มีศาลานั่งเล่นเป็นระยะๆ มีระเบียงทั้งหมดเป็นตัวเชื่อม ร.๖ มาประทับอยู่ที่นี่ประมาณ ๒ ครั้ง ครั้งแรกก็สัก ๙ เดือน ๑๐ เดือน ครั้งที่ ๒ ก็สั้นกว่าเล็กน้อย แล้วก็เสด็จฯกลับไปก็สวรรคต"

ความพิเศษอย่างหนึ่งของพระราชวังแห่งนี้ คือยังเป็นเขตพระราชฐานถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจารย์เผ่าทองได้อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

"การสร้างวังทุกที่ก็ต้องมีการประกาศเขตวัง ในสมัย ร.๖ ก็มีการประกาศว่าตรงนี้เป็นเขตพระราชฐาน แต่วังไหนที่เลิกใช้งานแล้ว เช่น เขาวัง ที่เพชรบุรี ประกาศเขตวังครั้ง ร.๔ มาถอนเขตวังเอา ร.๘ พระรามราชนิเวศ วังบ้านปืน ก็ประกาศเขตวังแล้วก็ถอนเขตวัง มีการประกาศแล้วก็ถอนอยู่ทั่วไปสำหรับวังที่ไม่ได้ใช้ประทับแล้ว เฉพาะวังนี้วังเดียวประกาศแล้วคงลืมถอน เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็เป็นเขตพระราชฐานอยู่ ยังถือเป็นสถานที่ส่วนพระองค์ที่อยู่ของพระเจ้าอยู่หัวอยู่ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นที่ใช้งานเลย แล้วก็เปิดให้คนเข้าชม แต่ก็ยังกำหนดเป็นเขตพระราชฐานอยู่ ก็มีขั้นตอนของการเข้าชม เช่น เวลาเราเดินข้างบนก็อาจะต้องขอให้ถอดหมวก ไม่กางร่มข้างบน ไม่ใส่แว่นตาดำข้างบน เพราะว่าในสมัยโบราณกฎมณเฑียรบาลเราจะเคร่งครัด"

แสงยามเย็นเป็นสีทองสวย ขับให้พระราชวังสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้เรืองรองเป็นพิเศษ เหล่านักท่องเที่ยวเดินตามอาจารย์เผ่าทอง ซึ่งสนทนาอย่างเป็นกันเองและให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่างๆอย่างสนุกสนาน โปรแกรมการท่องเที่ยววันนี้จบลงที่ปาร์ตี้ริมชายหาด และที่พักริมทะเลชายทะเลสวย เพื่อที่จะตื่นมาใส่บาตรรับอรุณไปเยือนหมู่บ้านศิลปินหัวหิน และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

ชีวิตชีวาจากเรื่องเล่าของ ๓ วัง คือ พระนครคีรี พระรามราชนิเวศน์ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน โดยอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ คือความพิเศษที่ทุกคนไม่สามารถพบได้ในทุกทริป หากชีวิตชีวาในความวิจิตรซึ่งแตกต่างกันของ ๓ วัง ยังคงอยู่ที่เพชรบุรีให้เราไปเยี่ยมเยือนได้เสมอ