ศพในโกศ : เรื่องที่คนทั้งหลายอยากรู้ (๒)

ต่อจากฉบับที่แล้ว
ประวัติศาสตร์มีชีวิต
ช่างภาพ: 

ข้อข้องใจในเรื่องของการเข้าโกศ

สามสิบปีที่แล้ว ผมมีหน้าที่ไปร่วมงานพระราชพิธีพระราชทานน้ำสรงพระศพเจ้านายองค์หนึ่งที่พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตร แต่ไปผิดเวลามาก ถึงที่นั่นก่อนที่พระศพจะมาถึงหลายชั่วโมง ประตูด้านหน้าห้องยังปิด แต่ประตูด้านหลังเปิดไว้จึงเดินเข้าไป

พวกสนมพลเรือนกำลังตระเตรียมงานอยู่วุ่นวายไปหมด เห็นพระโกศลองในอยู่บนฐาน วางรอไว้กับพื้น เปิดฝาเอาไว้ เห็นก้นเป็นตะแกรง แลลอดลงไปเห็นฐานเว้าเป็นกระทะหงายมีรูตรงกลาง พร้อมกันนั้นก็ได้เห็นกาจับหลักที่เขาวางไว้แถวนั้น จำได้เลาๆว่าเป็นแท่งโลหะกลมยาวทาสีแดง ตรงปลายคล้ายเป็นจานเล็กๆ หรือจะเป็นตัว T ตัว Y ก็ไม่แน่ใจ แต่เข้าใจได้ทันทีว่าเจ้านี่แหละที่เป็นตัวปัญหา แต่ดูๆมันก็ไม่เห็นว่าจะได้รับการออกแบบให้ใช้เสียบอะไรได้ พวกพนักงานกำลังง่วนอยู่กับการประกอบเบญจาในขั้นตอนสุดท้าย ด้านหลังที่ยังเปิดอยู่แลเห็นท่อพลาสติกใส ขนาดสักหนึ่งนิ้ว ต่อจากปลายที่ลอดทะลุพื้นชั้นบนสุดลงมาที่ไหเชรามิคที่วางอยู่บนพื้น มีฝาผนึกปิดไว้อย่างดี พร้อมก้านต่อให้ท่อเสียบลงมาได้สนิท ไม่เห็นมีท่อไม้ไผ่อะไรตามจดหมายเหตุโบราณ หรือคงเพราะมีของอะไรดีกว่าก็ใช้ของนั้น เป็นวิวัฒนาการตามกาลสมัย

ผมอยู่ตรงนั้นสองสามนาทีก็รีบออกไปก่อนที่จะโดนเขาไล่ก็จริง แต่ภาพที่เห็นมันติดตาเข้าให้แล้วอย่างยาวนานจนถึงบัดนี้ เพิ่งจะมีโอกาสได้ดึงมันออกจากสมองเพื่อทำเป็นภาพ (๑) และเรื่องก่อนที่ผมจะหลงๆลืมๆไปกับวัย ภาพนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะมีคนนำไปเผยแพร่ต่อๆกันไปอย่างกว้างขวางที่สุดในอินเทอร์เน็ต รวมทั้งหนังสือของทางราชการบางเล่มด้วย

เมื่อกระทู้ดำเนินมาถึงช่วงนี้ ก็มีผู้เข้ามาร่วมแสดงความเห็นมากมายหลายประเด็น อย่างเช่นท่านั่งพนมมือเอาแขนลอดเข่ามาพนมนี่ มีผู้ทดลองทำแล้ว มีทั้งบอกว่าทำได้และทำไม่ได้ ผมเองอยู่ประเภทหลัง ส่วนประเภทแรกก็มีตัวอย่างเช่นคุณ susijang ที่เขียนมาว่า คนเล่นโยคะท่านี้ทำได้แน่นอน ส่วนจะเอามือขึ้นสูงถึงขนาดไหนของอก ก็ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของร่างกาย พวกที่เล่นมานานจะสามารถยกขึ้นมาได้สูงมาก ตอนเธอไปน่าน ก็เคยไปดูพระโกศของพระเจ้าน่าน ทางไก๊ด์ก็อธิบายเรื่องการนั่งลงไปในโกศเป็นยังไง ก็คือเอาแขนลอดเข่ามาพนมนี่แล

ผมเชื่อว่าท่านั่งดังกล่าวต้องมีคนทำได้ก็จริง แต่ยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเอาร่างกายที่ทำท่าอย่างนั้นบรรจุลงในภาชนะรูปทรงกระบอกได้อย่างไร นอกจากจะเป็นคุณผู้หญิง size M ลงไปถึง S นึกออกไหมครับ จุดกว้างที่สุดของร่างกายจะต้องอยู่ที่ระดับสูงกึ่งกลางของโกศ ถ้าร่างใหญ่ก็จะลำบากทีเดียว

ต่อไป คุณShongkoryo เข้าถามว่าการต้มลอกเอาเนื้อหนังออกนั้นทำกันอย่างไร เอาร่างทั้งร่างลงไปต้มจนเปื่อย หรือว่าตัด อืม...ไม่เขียนน่าจะดีกว่า (นี่เธอว่าเองนะครับ ไม่ใช่ผม)

โบราณมีจดหมายเหตุบันทึกเรื่องนี้อยู่ว่า

"เมื่อถึงคราเชิญศพออกเมรุ เจ้าพนักงานจักทำการเปลื้องพระสุกำศพลงเสีย แลเปลื่ยนผืนใหม่ แลพระบุพโพนั้นจักเชิญไปเผาพร้อมๆกับพระสุกำศพ โดยจักกระทำดังนี้ เจ้าพนักงานจักถ่ายพระบุพโพลงในกระทะทอง พร้อมเครื่องหอม อาทิ ลูกฝรั่งสุก ใบเนียม แลจุดเพลิงเคี่ยวไปจนกว่าจะมอดเปนเถ้ายังพระเมรุพระบุพโพ หลังจักการเคี่ยวพระบุพโพเสดสิ้น แลจักนำพระศพนั้นมารูดลงเสีย เปนที่รู้กันทั้งแผ่นดินว่าพระศพนั้นต้องอยู่ในพระโกศตลอดเพลา เพลาผ่านไปนานเท่าใดพระศพจักยิ่งเน่า เนื้อหนังมังสาเอนน้อยเอนใหญ่ต่างพากันเน่าเปื่อยแลเหนไม่มีสง่าราศี หากองค์ใดสิ้นใจในหน้าฝนแล้วไซร้ จักต้องรอถึงหน้าแล้งแลค่อยถวายเพลิง ก่อนจักถวายเพลิงจักเปลื้องผ้าห่อศพนั้นออก แลนำพระศพนั้นไปสำรอกเอาเนื้อหนังมังสา เอนน้อยเอนใหญ่ทั้งหลายออกมาให้หมด ให้อยู่แต่กระดูกขาว แลเชิญกระดูกออกมาต่างที่ แลใส่เครื่องหอมลงกระทะใบบัว เช่น ชะลูด ในเนียม ลงไปต้มทั้งผ้า อบให้หอม สิ่งที่เหลือในกระทะใบบัวแลจักทิ้งไม่ได้ ต้องเคี่ยวให้แห้ง แลนำไปเผาพร้อมผ้าห่อศพ ที่เรียกขานกันว่าถวายพระเพลิงพระบุพโพ ถ้าเปนศพชั้นเจ้านายจักถวายกันที่วัดมหาธาตุ ส่วนอัฐิที่สำรอกมังสาออกแล้วไซร้ แลเชิญลงพระโกศรอการถวายพระเพลิง"

เมรุที่วัดมหาธาตุข้างสนามหลวงเป็นเมรุผ้าขาวเล็กๆ สร้างเพื่อใช้ชั่วคราว (๒) สำหรับเผาพระบุพโพของเจ้านายโดยเฉพาะ แต่ต่อมา เริ่มจากพระบุพโพของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้นำไปพระราชทานเพลิงที่เมรุหลวงวัดเทพศิรินทร์ (๓)

ถ้าย้อนยุคไปสักร้อยสองร้อยปีมานี้ การปลงศพของคนไทยก็น่ากลัวเหมือนๆกันหมด ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า บุคคลระดับเจ้าขุนมูลนาย การจัดการเรื่องศพจะต้องดีวิเศษกว่าสามัญชนคนทั่วไปอย่างแน่นอน ชาวบ้านที่มีเงินหรอกจึงจะมีโลงไม้ให้นอน ถึงกระนั้นถ้าฝีมือช่างไม้ไม่เก่งจริง ไม้ไม่ดี รอยต่อไม่สนิท หรือมีความผิดพลาดเรื่องขนาดของโลงเล็กไป พอศพขึ้นอืดได้ที่โลงก็แตก กลิ่นทะลักออกมา พระเจ้าก็แทบจะสวดพระอภิธรรมกันต่อไม่เป็น

ที่สาหัสกว่านั้นคือบุพโพไหลออกมานองพื้นห้อง สมัยผมเด็กๆเคยเห็นภาพนี้ เล่นเอาสยองนอนไม่หลับไปหลายคืน ดังนั้น ก่อนจะมีสุสานที่ทำกุฎก่ออิฐถือปูนให้บรรจุโลง แทนโกดังเก็บศพที่ป้องกันกลิ่นไม่ได้ ส่วนใหญ่ญาติจึงรีบเอาโลงศพไปฝังไว้ในป่าช้า คนไม่มีเงินก็ห่อเสื่อห่อฟากไม้ไผ่ฝังลงไปทั้งอย่างนั้น รอจนศพย่อยสลายหมดจึงขุดขึ้นมาสำรอกแล้วบรรจุโลงใหม่เพื่อกระทำฌาปนกิจ ส่วนคนจนก็ฝังลืมไปเลยจนกว่าวัดจะจัดการล้างป่าช้า ขุดศพไม่มีญาติขึ้นมาเผา นี่ถือว่าดีแล้วนะครับ สมัยรัชกาลที่ ๔ ฝรั่งยังไปถ่ายรูปทำสารคดีเรื่องศพที่คนกรุงเทพฯนำมาทิ้งไว้ในป่าช้าวัดสระเกศ สัปเหร่อต้องสับออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย รอฝูงแร้งฝูงกาผสมกับหมาวัดมาช่วยกำจัดซากให้ ถ้าเทียบมาตรฐานให้เห็นอย่างนี้แล้วคงจะเข้าใจ เป็นใครก็คงอยากจะมีวาสนาได้เข้าโกศรับประกันความอุจาด ตรงกันข้ามกับสมัยนี้

ส่วนกรรมวิธีที่เรียกว่าการสำรอกศพ ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนๆกันหมด หากการเผาศพกระทำกันในที่แจ้ง หรือใช้เชิงตะกอนบนเมรุสมัยยังไม่มีเตาเผา มิฉะนั้นระหว่างเผา เนื้อหนังมังสาเน่าๆที่โดนความร้อนสูงจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงลอยไปพร้อมกับควันไฟ ตลบอบอวลไปทั่วสารทิศ ไม่เป็นมงคลทั้งคนตาย และคนเป็นที่มาร่วมพิธีเผาศพ การแยกเนื้อออกเหลือแค่กระดูกแล้วเผาเป็นการลดกลิ่นที่น่ารังเกียจลงจนเกือบจะหมด ที่ใช้คำว่าเกือบเพราะแม้แต่สมัยนี้ การเผาศพโดยเตาทันสมัยที่อ้างว่าสามารถกำจัดได้ทั้งควันทั้งกลิ่น ก็ยังปล่อยก๊าซอะไรไม่รู้ ลอยฉุยๆมาเข้าจมูกคนที่อยู่ใต้ลมอยู่ไม่แล้ว อย่างไรก็ดี เรื่องการสำรอกศพคงหาที่เหมาะๆกระทำกันในวัด ท่านลองคิดถึงความเป็นจริง ใครเขาจะเอากระทะใบบัวขนาดใหญ่คนลงได้ไปตั้งไฟในบ้านเจ้าภาพ จะตั้งตรงไหน อย่างไรถึงจะไม่เป็นที่อุจาดบาดตาแก่บรรดาญาติ แล้วส่งกลิ่นไปหลอกหลอนเจ็ดบ้านแปดบ้าน จนกระทั่งยุคที่การเผาศพพัฒนามาใช้เตาเผาแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องสำรอกศพก็คงจะหมดไป

แหะๆ ขออำภัย ภาพประกอบนี้ ผมถ่ายขณะที่เปิ้นกำลังแกงฮังเลอยู่น่ะครับ เป็นห่วงผู้เยาว์บางคนจะไม่รู้จักกระทะใบบัว เลยเอามาแสดงให้เห็นว่านี่ มันใหญ่โตขนาดนี้

แม้ว่าการสำรอกศพจะเลิกไปนานแล้ว แต่สมัยนี้ งานบุญล้างป่าช้าของคนจีนก็ยังทำอะไรคล้ายๆกันอยู่ คือขุดศพไม่มีญาติขึ้นมาใส่ภาชนะล้างชำระ เดี๋ยวนี้ใช้เป็นอ่างพลาสติกดำๆใบใหญ่ๆ กับน้ำยาซักฟอก ซากศพซึ่งหลุดเป็นชิ้นๆแล้วก็ถูกแยกส่วน เอาแต่กระดูกไว้ไปเผารวมกัน ที่เหลือเอาไปฝังในป่าช้า ใครที่อยากรู้อยากเห็นอะไรไปหมดทั้งโลกก็ยังพอมีโอกาสนะครับ ไปร่วมงานกับเขาแล้วจะได้ดูแน่ แต่ถ้าท่านจะทุ่นแรงด้วยการเปิดคอมพิวเตอร์ใช้อินทรเนตรส่องหาก็ได้ครับ พิมพ์ key word คำว่าล้างป่าช้าลงไป บัดเดี๋ยวจะปรากฏภาพให้ดูจนหายอยาก

จดหมายเหตุการพระบรมศพ

หลังจากที่นำภาพศพในโกศซึ่งผมเขียนลงกระทู้เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปตั้งแต่ตอนที่แล้ว คุณ Kimpu เข้ามาแสดงความเห็นหลังจากนั้นว่า ยังมีหลายคำถามที่คาใจเรื่องท่านั่งในโกศ น่าจะเป็นไปได้ว่าแขนจะโอบรอบเข่ามากกว่า ไม่ได้ลอดเข้าไปด้านในเข่า เพราะดูจะเป็นไปได้ยากถ้าผู้นั้นไม่ได้ฝึกโยคะมา พร้อมทั้งยกข้อความนี้เป็นหลักฐาน

"จากนั้นเจ้าพนักงานกรมพระภูษามาลา ถวายเครื่องทรงอย่างบรมขัตติยาธิราช ครั้งนี้ใช้ภูษาสองผืน ผืนแรกใช้อย่างปกติ อีกผืนใช้อย่างหลังเป็นหน้า ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นผ้าไหม ชั้นนอกเป็นฉลองพระองค์ยาวปักดิ้นทองคลุมทับ ทรงสร้อยสังวาลประดับเพชรคาดระหว่างพระอุระ (หน้าอก) พระเพล า (ขา) อยู่ในท่าประทับนั่ง พระอูรุ (ต้นขา) แนบอยู่กับพระนาภี (ท้อง) พระชานุ (หัวเข่า) เกยอยู่ที่พระหนุ (คาง) พระบาท (เท้า) พันธนาการไว้กับเสาไม้ พระกร (มือ) โอบรอบพระเพลา (ขา) ผูกไว้กับพระภูษาลินินและเส้นด้ายพิเศษ ทรงฉลองพระหัตถ์และพระบาทโยลีตาดสีทอง ทรงสวมพระมาลาไหม พระธำมรงค์ทองคำวางไว้ในพระโอษฐ์ ทรงฉลองพระพักตร์ทองคำ และสิ่งสุดท้ายคือพระชฎาทองคำบนพระเศียร ซึ่งภายหลังก่อนปิดฝาพระโกศจะถอดออกแล้วไปหลอมเป็นพระพุทธรูป แล้วก็สู่ขั้นตอนอัญเชิญไว้ในพระลองเงิน และพระบรมโกศทองใหญ่ตามลำดับ"

ข้อความข้างต้นมาจากหนังสือ "หมอฝรั่งในวังสยาม" ที่หมอมัลคอล์ม สมิธ เป็นผู้บันทึก คุณพิมาน แจ่มจรัส เป็นผู้แปล

เดิมทีผมเข้าใจว่า ข้อความข้างต้นกล่าวถึงในหลวงรัชกาลที่ ๖ ซึ่งพระบรมศพของพระองค์ได้รับการผ่าถวายชันสูตรโดยคณะแพทย์ฝรั่ง ก่อนที่จะประกาศว่าพระองค์เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระอันตะ (ไส้ติ่ง) อักเสบจนแตก ทำให้พระโลหิตเป็นพิษอย่างรวดเร็วจนสิ้นพระชนม์ จึงพอที่จะอนุมานได้ว่า เมื่อหมอเอาอวัยวะในพระนาภีออกมาแล้ว ก็ไม่น่าจะนำกลับเข้าไปในพระวรกายอีก ทำให้พระอูรุแนบอยู่กับพระนาภี และพระกรโอบรอบพระเพลา ได้ไม่ยาก

แต่ข้อความของหมอสมิธหมายถึงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๕ ดังนั้น ข้อความเพียงว่า

"...พระเพลาอยู่ในท่าประทับนั่ง พระอูรุแนบอยู่กับพระนาภี พระชานุเกยอยู่ที่พระหนุ..." ก็ยังทำให้ไม่สิ้นความสงสัยอยู่ดี ผมจึงได้นำจดหมายเหตุการพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ มาแสดงบ้าง

"...เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการสรงพระบรมศพแล้ว เจ้าพนักงานภูษามาลา ถวายฉลองพระองค์ไหมไทยยกดอกลายไทยสีทองพื้นขาวตามพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมราชินี จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปทรงหวีพระเกศาขึ้นครั้งหนึ่ง หวีลงครั้งหนึ่ง แล้วหวีกลับขึ้นอีกครั้งหนึ่งด้วยพระสาง (หวี) วงเดือนทำด้วยไม้จันทน์ แล้วทรงหักพระสางนั้นวางไว้ในพานซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่ เสร็จแล้วเสด็จไปประทับยังพระราชอาสน์ที่เดิม จากนั้น เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายเครื่องพระสุกำพระบรมศพ ให้ทรงอยู่ในลักษณะประทับนั่งคุกพระชานุทั้งสองยกขึ้นแบเสมอพระองค์ ประนมพระหัตถ์ ระหว่างพระหัตถ์ถวายซองพระศรีทองคำลงยาบรรจุดอกบัวตูม ๑ ธูปไม้ระกำ ๑ เทียนเล็ก ๑ เป็นเครื่องสักการะพระจุฬามณี แล้วเจ้าพนักงานภูษามาลาถวายแผ่นทองคำจำหลักลายดุน มีพระกรรณปิดที่พระพักตร์พระบรมศพ

จากนั้นเจ้าพนักงานภูษาปูผ้าขาว ๓ ผืน ปูซ้อนเป็นรูปหกแฉก เชิญพระบรมศพประทับบนผ้าขาว แล้วรวบชายประชุมไว้เหนือพระเศียร ถวายสุกำด้วยด้ายดิบ ปล่อยชายไว้สำหรับสอดออกไปต่อกับพระภูษาโยง เจ้าพนักงานอัญเชิญพระบรมศพลงสู่พระโกศลองในโลหะเหล็กหล่อปิดทอง วางพระเขนยจีบหนุนรอบพระองค์กันเอียง จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงถวายพระชฎาสวมที่พระเศียรพระบรมศพ แล้วเสด็จฯ ไปประทับพระราชอาสน์ที่เดิม สำหรับพระชฎานี้ ก่อนปิดฝาพระโกศพระบรมศพ เจ้าพนักงานภูษามาลาจะเชิญพระชฎาออกห่อผ้าขาวเก็บไว้ เจ้าพนักงานปิดฝาพระโกศลองในแล้วถวายคลุมตาดทอง พร้อมที่จะเชิญไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท..."

ข้อความที่ว่า "...คุกพระชานุทั้งสองยกขึ้นแบเสมอพระองค์..." ซึ่งนานหนักหนามาแล้วผมไม่เข้าใจว่าคืออย่างไร ขอเชิญท่านผู้รู้มาให้ความกระจ่างเท่าไรก็ไม่มีใครมาสักที จนแล้วจนรอด กระทู้เดินต่อไม่ได้เป็นหลายวัน

คืนหนึ่ง ขณะเอนตัวลงจะนอนก็เกิด "ปิ๊ง" ขึ้นมาสนั่นลั่นสมอง คิดขึ้นมาได้ สงสัยต้นฉบับจะพิมพ์ผิดกระมัง ตะกายขึ้นมาเปิดคอมพ์ใหม่ ใช่แล้ว มันต้องตกตัว "น" แน่ๆ ที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้

"...เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายเครื่องพระสุกำพระบรมศพ ให้ทรงอยู่ในลักษณะประทับนั่งคุกพระชานุทั้งสองยกขึ้นแนบเสมอพระองค์ ประนมพระหัตถ์..." อพิโธ่เอ๋ยอัตโน โง่เสียนาน เลยยังไม่นอน เกิดฉันทะที่จะลุกขึ้นมานั่งพิมพ์กระทู้ต่อ

อย่างนี้คงไม่ได้สอดพระกร ลอดใต้พระชานุแน่แล้ว และศพสามัญชนที่เข้าโกศ ก็คงไม่ต้องนั่งท่าโยคะด้วยการคุกเข่า แล้วสอดแขนลงใต้เข่าเอามือขึ้นพนมระหว่างอก แบบยากๆอย่างนั้นด้วย

คุณวศินสุข ท่านผู้รู้อีกคนหนึ่งของพันทิปได้เข้ามายืนยันความถูกต้องทุกประการว่า ครับ "แนบ" จริงๆครับ คุณวศินสุขที่นับถือไปติดธุระอยู่ที่ไหนไม่ทราบ กว่าจะเข้ามาบอกผมได้ก็เล่นเอากว่าที่ผมจะหลับ ต้องนอนยกเข่ามาแบๆหุบๆอยู่หลายคืน

หมดพื้นที่สัมปทานพอดี ต้องอ่านต่อฉบับหน้าแล้วละครับ