กำเนิดและประโยชน์กาแฟ (ไทย) โบราณ

โน้ตบุ๊ค

หลังจากนำเสนอเรื่องราวของกาแฟตั้งแต่ประวัติศาสตร์อันยาวนานมาสู่รูปแบบกาแฟที่ทันสมัยและเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบันแล้ว ปักษ์นี้ "บันนี่" ขอจบท้ายเรื่องของกาแฟด้วยเรื่องราวของกาแฟ (ไทย) โบราณ ที่มีกำเนิดตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

จากปรากฏการณ์ในหนังสืออักขราภิธานครับท์ของหมอบรัดเลย์ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อพ.ศ.2416 กล่าวว่า "กาแฟเป็นต้นไม้อย่างหนึ่งมาแต่เมืองนอก เม็ดมันต้มน้ำร้อนกินคล้ายใบชา" มีบันทึกว่าเมืองไทยปลูกกาแฟมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทว่าแพร่หลายจริงจัง นิยมปลูกและนิยมดื่มก็ล่วงเข้ามาสมัยรัตนโกสินทร์ใน พ.ศ.๒๓๖๗ สมัยรัชกาลที่ ๓ ทำให้ทรงมีพระราชดำริทำสวนกาแฟขึ้น ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ก็ยังปรากฏว่าสวนกาแฟของไทยก็ยังทำกันอยู่ ที่มีชื่อกล่าวถึงในจดหมายเหตุของฝรั่งที่เข้ามาในสมัยนั้น คือสวนกาแฟของสมเด็จพระมหาประยูรวงศ์
เซอร์ยอห์น บาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ ซึ่งเข้ามาทำสัญญากับประเทศสยามเมื่อ พ.ศ.2398 ได้เขียนเล่าไว้ว่า เคยไปเที่ยวสวนกาแฟของสมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ แล้วยังได้รับตัวอย่างมา ๓ กระสอบ แต่คนไทยในสมัยนั้นไม่นิยมดื่มกาแฟ เรื่องการทำสวนกาแฟจึงชะงักไป จนในที่สุดก็เลิกกิจการไป

ในปี 2460 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 มิสโคล ชาวอเมริกันได้ตั้งร้านกาแฟแถวสี่กั๊กพระยาศรี ชื่อร้าน "Red Cross Tea Room" หน้าร้านปักธงกาชาด เปิดขายทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. ปรากฏว่ามีเจ้านายและข้าราชการ ตลอดจนชาวต่างประเทศมาอุดหนุนกันมาก ผลกำไรจากการขายกาแฟที่ร้านนี้ มิสโคลได้ส่งไปบำรุงกาชาดของสัมพันธมิตร ต่อมาได้มีร้านขายของชำชื่อตุงฮูสโตร์ขายกาแฟยี่ห้อตุงฮู ใน พ.ศ.2465 เจ้าพระยารามราฆพ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 6 เปดร้าน "คาฟ เดอ นรสิงห์" ขึ้นบริเวณสโมสรเสือป่า ติดลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านถนนศรีอยุธยา ชื่อ "นรสิงห์" เป็นชื่อบ้านของเจ้าพระยารามราฆพ ปัจจุบันได้ถูกบูรณะ ซ่อมแซม และกลายเป็นสมบัติของรัฐบาลตั้งแต่สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปัจจุบันคือตึกไทยคู่ฟ้า หรือทำเนียบรัฐบาลไทยนั่นเอง ต่อมามีการตั้งร้านกาแฟขึ้นอีกหลายร้าน ที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน เช่น ออนล็อก
อยุ่น และเอี๊ยะแซ เป็นต้น

สำหรับการปลูกกาแฟในประเทศไทยนั้น พระยาสารศาสตร์ พลขันธ์ ได้บันทึกไว้ว่ากาแฟเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกประมา พ.ศ.2447 โดยชาวมุสลิมชื่อนายตีหมุน ได้เมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้ามาจากการแสวงบุญที่เมืองเมกกะประเทศซาอุดิอาระเบีย นำมาปลูกครั้งแรกที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จากนั้นก็มีการปลูกเผยแพร่กว้างขวางออกไป ส่วนกาแฟพันธุ์อราบิก้า นำเข้ามาปลูกครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ.2516 และในปี 2517 โครงการหลวงและกรมวิชาการเกษตรได้ส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่น

เมื่อตอนที่ "บันนี่" เป็นวัยรุ่น ยังไม่เคยรู้จักกาแฟเอสเพรสโซ หรืออเมริกาโน...อย่าว่าแต่คาปูชิโนหรือลาเต้เลย คนรุ่นนั้นจะรู้จักแต่กาแฟที่เป็นแบบพื้นบ้านไทย คือโอเลี้ยง โอยัวะ กาแฟเย็นและยกล้อเท่านั้น ซึ่งคำว่า โอเลี้ยง และโอยัวะนั้นเป็นภาษาจีน

"โอ" แปลว่า ดำ "เลี้ยง" แปลว่า เย็น รวมแล้วหมายถึง สิ่งที่มีสีดำและเย็น คือกาแฟดำเย็น ส่วน "โอ
ยัวะ" แปลว่ากาแฟดำร้อน อีกเมนูหนึ่งที่น่าทึ่งและน่าสนใจเพราะเป็นภาษาไทยโดดเดี่ยวอยู่แก้วเดียวคือ "ยกล้อ" ซึ่งมีที่มาที่ไปน่ารัก คือสมัยก่อนนี้ไทยมีนมข้นจืดยี่ห้อยอดนิยมที่ใช้กันเกือบทุกร้านกาแฟ มีโลโก้เป็นจักรยาน เมื่อผู้บริโภคโอเลี้ยงรู้สึกว่าบางครั้งอาจเข้มข้นหรือหวานจัดไป จึงสั่งให้เติมนมข้นจืดลงไปเพื่อเพิ่มความมัน จากท่วงท่าของผู้ชงที่ยกกระป๋องนมเทลงไปในแก้วโอเลี้ยงนั้น ทำให้เกิดภาพรถจักรยานบนกระป๋องเอียงลงและยกล้อขึ้นชี้ฟ้า ผู้ดื่มนักประดิษฐ์ภาษาจึงได้ตั้งชื่อเครื่องดื่มใหม่ชนิดนี้ว่า "ยกล้อ" หากถ้าต้องการความหวานเพิ่มขึ้นก็ใส่นมข้นลงไปด้วย ก็คือกาแฟเย็นนั่นเอง

โอเลี้ยง โอยัวะ กาแฟเย็นยกล้อในปัจจุบัน เราเรียกว่ากาแฟโบราณ ใส่ถุงผ้ายาวๆชงในน้ำร้อนจัด บางครั้งใช้เมล็ดธัญพืชต่างๆผสม ที่นิยมมากที่สุดคือ เม็ดมะขามคั่ว นอกจากจะลดปริมาณคาเฟอินแล้ว ยังได้ประโยชน์จากเม็ดมะขามที่สามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์ตับ กำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ และยับยั้งการเกิดเซลล์เนื้องอกมะเร็งและเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย จึงนำภูมิใจที่กาแฟโบราณของไทยยังอยู่ยงคงกระพันและมีประโยชน์แฝงไว้อย่างไม่น่าเชื่อ!