ศพในโกศ : เรื่องที่คนทั้งหลายอยากรู้ (1)

ประวัติศาสตร์มีชีวิต

อารัมภกถา

เรื่องนี้ผมเขียนขึ้นเมื่อสัก ๗ ปีที่แล้ว ในหน้าห้องสมุดของเว็บพันทิป เป็นลักษณะที่เรียกว่ากระทู้ คือเปิดให้คนอ่านเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นถามตอบในช่วงไหนก็ได้อย่างเสรี เวลานั้นงานออกพระเมรุครั้งสำคัญเพิ่งจะเสร็จสิ้นไป คนตื่นตัวสนใจในเรื่องการพระศพมาก ส่วนตัวผมเองซึ่งข้องใจตลอดมาว่า ทำไมสมัยใหม่นี้ท่านผู้มีเกียรติ แม้แต่เชื้อพระวงศ์จึงไม่ประสงค์จะเข้าโกศกันแล้ว อ้างว่าขอนอนสบายๆในโลงดีกว่า

ทำไม ศพที่เข้าโกศนั้นถูกบรรจุลงไปอย่างไรหรือ ผู้ที่ตายแล้วจึงยังอุตส่าห์กลัวความเจ็บได้ ผมเลยเอาเข้าไปเขียนกระทู้แบบเป็นบทความนำคำถาม เชื้อเชิญผู้รู้มาช่วยค้นคว้ากันให้ได้ความจริง หลังจากที่กระทู้ปรากฏในหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วไม่ทันไร ก็ได้รับการปักหมุดให้เป็นกระทู้แนะนำ อยู่ในหน้าแรกของห้องสมุดพันทิปนานนับเดือนๆ คนคงเข้าไปอ่านกันนับพัน (ถึงตอนนี้ไม่ทราบว่าจะสักกี่หมื่น) เฉพาะผู้ที่เข้ากระทู้มาร่วมแสดงความเห็นก็หลายสิบคนแล้ว ไม่รวมที่เข้ามาแปะเครื่องหมายแสดงความถูกใจเฉยๆอีกหลายร้อย มีอยู่คนสองคนที่เข้ามาแขวะ แต่พอชักแยะก็ถูกผู้อ่านด้วยกันไล่ตะเพิดไป กระทู้จึงยืนยงอยู่ได้ถึงสามตอนยาวๆ กว่าจะสรุปลงตัวได้

หลังจากนั้นมาก็มีผู้ติดต่อผมมาหลายครั้ง จะขอนำ "ศพในโกศ" ไปลงพิมพ์เผยแพร่ ผมก็อนุญาตเพราะที่ทำไปก็ตั้งใจจะให้เป็นวิทยาทานอยู่แล้ว แต่แล้วก็ไม่เห็นใครทำสำเร็จสักราย คงจะเป็นเพราะการจะเอากระทู้ไปตีพิมพ์ดื้อๆมันไม่ได้ จะตัดตอนเอาไปก็อาจอ่านสะดุด นอกจากผู้เรียบเรียงจะเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้จึงอาจทำได้ ผมจะทำเองก็ไม่ทราบว่าจะส่งไปตีพิมพ์ที่ไหน จนกระทั่งสกุลไทยเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ผมจึงเกิดกำลังใจจะเขียนขึ้นใหม่ ในรูปแบบที่เหมาะสมจะนำเสนอในนิตยสาร แต่ยังมีกลิ่นอายของความเป็นกระทู้อยู่บ้าง ถือเป็นแนวใหม่ของสกุลไทยก็แล้วกันนะครับ ถ้าท่านผู้อ่านยอมรับได้ ผมก็จะมีเรื่องที่เคยลงเป็นกระทู้ระดับ "มหากาพย์" เป็นวัตถุดิบรอการแปรรูปอยู่แล้วหลายเรื่องพอสมควร

ความลึกลับของโกศ

โกศคือภาชนะเก็บศพในท่านั่ง แต่เนื่องจากตัวโกศไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางขนาดที่คนเป็นจะลงไปนั่งอย่างสบายๆได้ เรื่องที่เล่าขานกันหรือที่บันทึกไว้ในเชิงตำนานก็นึกภาพตามไม่ออกว่าเขาเอาศพลงไปนั่งอย่างไร คนที่รู้เรื่องจริง ก็ไม่ยอมจะเปิดเผย ปล่อยให้ผู้คนเดาหรือเสริมแต่งกันไปจนน่ากลัว เช่น ต้องตัดเอ็นข้อพับ แล้วดัดแข้งดัดขาอย่างโน้นอย่างนี้ ในโกศจะมีเหล็กแหลมไว้เสียบทวารกันศพล้ม หรือเพื่อระบายน้ำเลือดน้ำหนอง เป็นต้น เรื่องศพในโกศทุกวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ แม้แต่ในสมัยที่ยังนิยมเข้าโกศกัน ผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องกับพิธีการสนมพลเรือน ถึงเป็นญาติก็ยังถูกเชิญให้ออกจากห้อง ไม่ให้ดูกรรมวิธีต่างๆ ชวนให้คิดว่าคงจะต้องมีการทารุณต่อศพอยู่บ้าง โดยเฉพาะศพที่มีรูปร่างอ้วนใหญ่

สมัยนี้ ผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ส่วนใหญ่จึงสมัครใจที่จะยอมนอนตายในโลงธรรมดาอยู่หลังฉาก ส่วนโกศที่พระราชทานให้ตามเกียรติยศนั้น ก็ตั้งออกงานไว้หน้าฉากตามฐานันดรศักดิ์ ดังนั้น คนรุ่นใหม่จึงรู้จักการเข้าโกศจริงๆน้อยลงไปทุกที ถามใครก็หาคำตอบไม่ได้ นี่ขนาดคนไทยด้วยกันยังเป็นขนาดนี้ ถ้าเป็นชาวต่างประเทศก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่

ในอดีตครั้งรัชกาลที่ ๔ ฝรั่งไร้จรรยาบรรณคณะหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์หนังสือบันทึกการเดินทางรอบโลกของ ลุยดูวิก มาร์คีส์ เดอ บูวัวร์ (Ludovic Marquis de Beauvoir) ชาวฝรั่งเศสที่มาแวะเมืองสยามแล้วได้รับพระกรุณาให้เข้าไปเยือนถึงพระราชฐาน รวมทั้งได้มีโอกาสเห็นงานพระบรมศพที่ท้องพระโรงวังหน้า สำนักพิมพ์ได้ให้ นายอาลลัวร์ (Allours) ช่างเขียนที่ปารีสนั่งทางใน ใช้จินตนาการวาดภาพประกอบเรื่อง เป็นพระบรมศพภายในพระโกศของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ของสยาม ที่เขาอ้างว่าเขียนขึ้นตามที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบรรยายให้ฟัง แต่บิดเบือนความจริงให้เตะตาคนที่หยิบมาพลิกๆดู จะได้สนใจแล้วควักกระเป๋าซื้อหนังสือเล่มนั้นมากๆ ทั้งๆที่ภาพประกอบของชาติอื่นๆก็ดูดี แต่ภาพวาดภายในพระราชสำนักชุดนี้มีหลายรูปที่บิดเบือนความจริง เหมือนจะสื่อว่าสยามเป็นอนารยะตามคติของชาวตะวันตก สมควรที่ฝรั่งเศสจะคิดยึดไว้เป็นเมืองขึ้นเอาบุญ จะได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ให้คนไทยเป็นอารยชนเหมือนชาวยุโรป โดยพวกเขาลืมไปว่า

ที่จริงแล้วผู้มีวัฒนธรรมไม่ว่าชนชาติใดก็ตาม จะไม่นำผู้วายชนม์มาเขียนภาพบิดเบือนในลักษณะเป็นการล้อเลียนเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งสิ้น มิได้หมายเฉพาะระดับบุคคลสำคัญของชาติเท่านั้น แต่ที่น่าเสียใจก็คือ คนไทยเองบางคนกลับแสดงความเห็นแบบยอมรับการกระทำของพวกเขาเสียด้วย แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะว่าไปแล้ว มันก็เป็นภาพภาพเดียวในโลกนี้ที่พยายามจะเผยความลับภายในโกศที่คนทั้งหลายอยากรู้

คำว่า พระโกศ หรือโกศ มักจะสร้างความสับสนในการเรียกขาน ที่ถูกต้องจะเรียกว่า พระลอง ดังเช่นงานพระราชพิธีครั้งที่ผ่านมา ผู้บรรยายจะเรียกพระโกศว่าพระลองทองใหญ่ ผมไม่แปลกหูสำหรับคำเรียกนี้ เพราะเคยได้ยินบ่อย แต่โกศสำหรับสามัญชน แทบจะไม่เคยได้ยินผู้ใดเรียกว่า ลองโถ ลองแปดเหลี่ยม ลองราชวงศ์ เลย ยิ่งศพพระตามบ้านนอกที่ชาวบ้านช่วยกันทำโกศเอง จะไม่เคยเรียกเป็นอย่างอื่นทั้งนั้น ดังนั้น โกศชั้นนอกเช่นเดียวกับในภาพที่ ๑ ผมจะเรียกว่าโกศลองนอกนะครับ

ส่วนโกศลองใน เป็นภาชนะตัวจริงที่บรรจุร่างของผู้ตาย ประกอบด้วยตัวถัง เป็นโลหะหล่อทรงกระบอก ทาสี ปิดทองหรือทาสีทอง ขนาดมาตรฐานมีเส้นผ่าศูนย์กลางปากบนประมาณ ๖๔ เซนติเมตร ความสูงประมาณ ๙๕ เซนติเมตร ด้านล่างเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔๖ เซนติเมตร ที่ก้นมีตะแกรงเหล็กวางไว้รับน้ำหนักตัวศพ ตะแกรงนี้มีไว้ในการเผาศพ ให้เปลวไฟสามารถทะลุขึ้นไปไหม้ศพจนกลายเป็นเถ้าธุลี เสร็จงานหนึ่งๆ ก็ถอดออกนำไปชำระล้าง เก็บไว้ใช้กับงานอื่นต่อไปได้

ฐานที่ตั้งโกศลองในเป็นไม้หนา มีแผ่นดีบุกทรงกลมขอบสูงวางไว้รองรับของเหลวที่อาจเกิดขึ้นตามขบวนการย่อยสลายในสมัยโบราณ ตรงกลางเจาะรูไว้ระบายบุพโพนี้ ซึ่งมีท่อต่อลงสู่ภาชนะที่เรียกว่า "ถ้ำ" เบื้องล่าง

ด้านบนเป็นฝาโกศ เมื่อปิดครอบลงแล้วจะยึดทุกส่วนที่ประกอบกันให้มั่นคงด้วยเชือกถักเป็นตาข่าย (๒) อุดรอยต่อทั้งด้านบนด้านล่างด้วยขี้ผึ้ง กันกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จะรั่วซึมออกมา

เมื่อนำโกศลองในไปตั้งบนแท่นแล้ว จึงประกอบโกศลองนอกที่ได้รับพระราชทานตามฐานันดรศักดิ์ สวมครอบไว้ ระหว่างพิธีธรรมต่างๆ

ในวันพระราชทานเพลิงศพ โกศลองในเท่านั้นที่จะถูกเปลื้องเชือกรัด แล้วนำไปตั้งบนจิตกาธานโดยไม่มีฐาน (๓) สมัยนี้ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเพราะเป็นเพียงโกศเปล่าหรือบรรจุของบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ตายเท่านั้น เมื่อเสร็จพิธีการเผาหลอกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะไปยกโลงศพตัวจริงมาใส่เข้าเตา ใช้เชื้อเพลิงไม่แก๊สก็เป็นน้ำมันโซล่า เผาเรียบร้อยสะดวกง่ายดาย

หากเป็นสมัยโบราณ ก่อนออกเมรุ ศพในโกศจะถูกนำออกมาเปลื้องเครื่องสุกำ หรือตราสังห่อศพออก เพื่อชำระซากที่เหลือเอาไว้แต่กระดูก เนื้อหนังมังสาจะถูกรูด แยกสร้อยแหวนเครื่องประดับที่นิยมสวมให้ศพตอนเข้าโกศออกไปให้ลูกหลานเก็บไว้ นอกนั้นจึงเอาไปจัดการเผาหรือฝังพร้อมเครื่องสุกำเดิม ส่วนที่จะประกอบพิธีเผาเหลือขนาดไม่มากแล้ว จะห่อผ้าขาวเล็กๆนำกลับเข้าโกศลองในใหม่ นำไปวางบนเชิงตะกอนที่เรียกโดยเฉพาะว่าจิตกาธาน เมื่อเผาจริง ก็เปิดฝาโกศออกไปก่อน แล้วสุมกองไฟขนาดพอดีๆเข้าใต้โกศซึ่งส่วนก้นเป็นตะแกรงนั้น กะให้เปลวไฟทะลุขึ้นไปเผาสิ่งที่อยู่ภายในปล่องจนกว่าจะมอดไหม้เป็นเถ้าธุลี (๔)

เมื่อจะเก็บอัฐิ เศษกระดูกที่ยังไม่สลายไปกับพระเพลิงหมด จะถูกแปรรูปเป็นรูปเด็กทารก (๕) ก่อนจะประกอบพิธีกรรมอื่นๆต่อจนจบขบวนการ

สิบกว่าปีก่อน ผมได้เห็นพิธีเสด็จพระราชทานเพลิงศพคุณลุง ซึ่งระหว่างงานสวดพระอภิธรรม ก็นอนในโลงแอบอยู่หลังม่านเช่นกัน ครั้นเมื่อออกเมรุหลวงที่วัดเทพศิรินทราวาส ผมทราบแต่เพียงว่า ศพถูกนำออกจากโลง ห่อผ้าขาวมาบรรจุไว้อยู่ในโกศลองในจริงๆแล้ววางบนจิตกาธาน ไม่ทราบว่าเพราะเป็นงานที่เสด็จพระราชทานเพลิงหรือเปล่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ผมเพียงอยากจะเล่าให้ฟังว่า เมื่อจะเผาจริงนั้น พอพนักงานเปิดม่านออกมา ทุกคนจะมองไปเห็นกล่องไม้อัดสี่เหลี่ยมทาสีขาวขนาดไม่ใหญ่นัก กำลังถูกพนักงานสองคนยกเข้าเตาเผา ส่วนบนของกล่องเปิดโล่งแลเห็นห่อผ้าขาวกลมๆ คงจะเป็นส่วนที่เหลืออยู่ในโกศซึ่งภูษามาลานำออกมาตั้งแต่ก่อนออกเมรุ และห่อเครื่องสุกำที่จะเผาพร้อมกันไป วางซ้อนๆกันอยู่ในกล่องนั้น แล้วพนักงานก็นำผ้าขาวมาคลุมปิดทับฝากล่องให้เรียบร้อยก่อนที่จะดำเนินการเผาจริง เรื่องที่เล่ากันว่าศพในโกศเมื่อนำออกมาชำระ จะมีการต้มในกระทะใบบัวให้กระดูกหมดกลิ่นก่อนแยกมาใส่โกศมาเผา ที่เหลือเคี่ยวต่อจนกว่าจะแห้งนั้น จึงได้ถูกเลิกไปหลายปีก่อน ๒๕๓๘ แล้ว หลังจากที่มีฟอร์มาลีนและเตาเผาที่กำจัดกลิ่นได้ และนี่คือการเผาศพที่เข้าโกศก่อนจะถึงยุคปัจจุบัน

ณ วันนี้ พนักงานสนมพลเรือนของสำนักพระราชวังก็ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้นอีกต่อไป ถ้าเป็นศพที่นอนในโลง เขาจะเอาใส่รถตู้วิ่งมาก่อนที่แขกจะถึง วิ่งเวียนเมรุสามรอบแล้วนำโลงศพไปบรรจุไว้ในเตาเผา รอการเผาจริงเลย ส่วนเมื่อขบวนแห่โกศมาถึงก็จะประกอบพิธีเวียนเมรุตามอิสริยศักดิ์ แขกที่แห่ตามรถวอมาก็รีบจอดรถ แล้วพาตัวมาเดินเวียนเมรุตามโกศลองในเปล่า ครบสามรอบเจ้าพนักงานก็นำโกศนั้นขึ้นตั้งบนจิตกาธาน รอเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพต่อไป พอเสด็จฯกลับก็เริ่มต้นเผาศพในโลงที่รออยู่ในเตาได้เลย

คนไทยเอาธรรมเนียมการเข้าโกศมาจากไหน

โกศ เป็นภาษาสันสกฤต ฉะนั้น รากเหง้าวัฒนธรรมของโกศจึงมาจากอินเดียโบราณแน่ ในไตรภูมิพระร่วงปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า เอา (พระบรมศพ) ใส่ลงในโกศทอง แสดงว่าคนไทยมีวัฒนธรรมนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว

แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าวัฒนธรรมการนั่งตายมีที่มาที่ไปอย่างไร

ผมออกจะเชื่อในทฤษฎีที่ว่า มาจากคติทางพุทธศาสนาในเรื่องตายแล้วเกิด ความเชื่อมโยงระหว่างการเกิดและการตาย ที่เห็นได้ชัดในวัฒนธรรมไทยก็คือการเก็บอัฐิ เริ่มจากพนักงานทำการรวบรวมเถ้ากระดูกที่หลงเหลืออยู่ภายหลังการเผาศพ มาจัดแต่งให้เป็นรูปทารกก่อนการเลือกเก็บอัฐิดังที่ได้กล่าวไปบ้างแล้ว นัยว่าเป็นอุบายให้พิจารณาธรรมะในเรื่องตายเพื่อเกิดนี้

การกลับมาเกิดใหม่ในมนุษยโลกทั้งที ก็ควรจะเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เดียรฉาน ดังนั้น การตายของผู้ที่ยังไม่เข้าถึงพระนิพพาน จึงควรจะอยู่ในท่าที่เชื่อมโยงกับการที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกโดยง่าย

(๖) ลองพิจารณาท่าสบายที่สุดของทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดาดูซิครับว่าเป็นท่านั่ง และนั่งอย่างไร ฉะนั้น คนมีบุญบารมีก็สมควรจะนั่งตายในท่าที่คล้ายกันนี้

ตามที่ผมอ่านพบมา ศพที่เข้าโกศอยู่ใน "ท่านั่งพนมมือเอาแขนลอดเข่ามาพนม" ผมลองทำท่านี้ดูแต่สุดวิสัย อีกสำนวนหนึ่งเขียนว่า "ประทับนั่งคุกพระชานุทั้งสองยกขึ้นแบเสมอพระองค์ ประนมพระหัตถ์" ก็ไม่เข้าใจอาการยกขึ้นแบ การนั่งคุกเข่าแบบนั่งราบนั้น ขาจะยาวเกินพื้นที่ แต่ถ้านั่งบนส้น ศีรษะจะสูงเกินขอบ นอกจากจะเป็นคนรูปร่างเล็กมาก จะนั่งท่าไหนก็ได้

ลองมาศึกษาสรีระของมนุษย์ขนาดมาตรฐานดู ท่าที่เหมือนกับนั่งคุกเข่าแต่เปลืองเนื้อที่น้อยที่สุดเพราะใช้แขนรัดไว้ เห็นจะเป็นท่าที่นักกีฬากระโดดน้ำระดับโอลิมปิกกระทำ เช่น ภาพที่ (๗) นำเสนอโดยแปลงโฉมหน้าพ่อยอดนักกีฬาคนนี้เสียใหม่เพื่อไม่ให้ตะแกมาด่าว่า ผมเอาตะแกมาเป็นนายแบบนั่งโก้อยู่ในโกศโดยพลการ

ภาพดังกล่าว แสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะดัดแข้งดัดขาเพียงเล็กน้อย จับขาหุบให้ชิดกันเสียหน่อย ก็จะบรรจุร่างนี้ลงไปในปริมาตรของโกศได้ โดยแทบจะไม่ต้องกระทำทารุณกรรมแต่อย่างใด

(๘) ภาพวาดที่ผมเขียนขึ้นโดยอาศัยนายแบบในภาพที่แล้ว ร่างกายของศพจะอยู่ในท่าประมาณนี้ ละไว้มิได้เขียนเครื่องสุกำ คือผ้าตราสังขาวและเชือกฝ้ายมัดไว้ ๕ เปราะให้คงท่า หรือหมอนที่วางประคับประคองร่างไว้อีกทีหนึ่ง ส่วนไม้หลักที่อยู่ในโกศ เรียกว่า กาจับหลัก ทำหน้าที่ค้ำคางศพไว้ไม่ให้คอตก ไม่ใช่ไม้เสียบทวารที่คนปากพล่อยพูดๆกันไปจนเด็กรุ่นหลังเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

และแล้ว ภาพที่ผมเขียนนำขึ้นมานี้ก็เปิดประเด็นถกเถียงจนกระทู้ต้องยืดเยื้อถึงสามตอนกว่าจะสรุปลงได้ ท่านผู้สนใจเห็นจะต้องตามอ่านต่อไปนะครับ