หม่อน หรือมัลเบอร์รี่ (Mulberry) มี ๒ ชนิด คือ หม่อนที่ปลูกไว้กินกับหม่อนที่ปลูกไว้เลี้ยงไหม ซึ่งจริงๆแล้วทั้งสองชนิดกินได้ เพียงแต่หม่อนที่ปลูกไว้เลี้ยงไหมจะออกลูกเป็นช่อเมื่อสุกแล้วจะเป็นสีแดงออกรสเปรี้ยวมากกว่าหม่อนที่นิยมปลูกไว้กิน เพราะเมื่อสุกงอมจะมีสีดำและมีรสเปรี้ยวอมหวานอร่อยกว่าหม่อนที่ปลูกไว้เลี้ยงไหม...

 

ด้วยเป็นความชอบส่วนตัวของฉันเมื่อเห็นลูกเล็กๆสีแดงๆน่ารักเกาะเป็นกลุ่มๆตามปุ่มกิ่งก้านเต็มไปหมด ทั้งยังเก็บใส่ปากได้ทันทีโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมียาฆ่าแมลงเพราะอยู่ปะปนกับต้นไม้ดอกไม้อื่นๆในพื้นที่สวนเล็กๆของบ้านเราเอง ต้นหม่อนจึงค่อยๆเพิ่มจำนวนจากต้นสองต้นเป็นสี่ห้าต้นด้วยความตั้งใจ และการที่มีต้นหม่อนเพียงแค่นี้เราดูแลอย่างเป็นธรรมชาติ ผลผลิตแต่ละช่วงก็มากมายน่าตื่นตาตื่นใจ

การทำแยมของฉันซึ่งมักเกิดขึ้นจากผลไม้ที่เก็บได้ในสวนของตัวเองก่อนเสมอๆ และการที่เริ่มต้นด้วยลูกหม่อนลูกเล็กๆสีแดงๆน่ารักติดอยู่ตามกิ่งเต็มไปหมด จึงเป็นเรื่องที่เหมาะควรอย่างยิ่ง
เพราะมองดูหม่อนในตะกร้าที่เก็บได้จะทำอะไรที่มากไปกว่าทำน้ำลูกหม่อนที่มีรสเปรี้ยวอมหวานได้อีกนะ...แยมไง? แยมเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำแล้วเก็บไว้กินได้นานๆ อีกทั้งยังเป็นของฝากที่น่ารักสำหรับเพื่อนๆได้อีกด้วย

ว่าแล้วก็เริ่มต้นนำลูกหม่อนที่เก็บได้ทั้งหมดมาล้างทำความสะอาดให้เกลี้ยงเกลาด้วยน้ำสะอาด (ทั้งๆที่ลูกหม่อนในสวนของเราเองสะอาดมากและยังไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆ) เพราะถ้าผลไม้ที่จะทำแยมไม่สะอาดพอเวลากวนบนเตาก็จะทำให้เกิดฟอง และถ้าเราไม่ช้อนออกแยมที่ได้ก็จะไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น จากนั้นก็เริ่มตัดขั้วแล้วหั่นลูกสีแดงๆซึ่งยังค่อนข้างห่ามเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อเวลาตั้งบนไฟแล้วเนื้อหม่อนจะได้เปื่อยเป็นเนื้อเดียวกันเร็วขึ้น ส่วนลูกที่สุกจนออกเป็นสีดำเราก็ตัดขั้วแล้วใส่ลงไปได้ทั้งลูก แต่หลายครั้งที่ฉันกวนแยมหม่อนทั้งลูก เพราะเป็นความชอบส่วนตัวที่เวลาตักออกมาจากขวดทาบนขนมปังหรือบนบิสกิต ลูกหม่อนซึ่งบางลูกขั้วของมันยังคงติดอยู่ก็ดูดีน่ากินอีกแบบ

เมื่อเรียบร้อยแล้ว ผลไม้ที่ออกรสเปรี้ยวโดยเฉพาะหม่อนซึ่งยังห่ามเสียเป็นส่วนใหญ่จะออกรสเปรี้ยวจะให้อร่อยมากขึ้น เราควรหมักน้ำตาลทรายโดยกะน้ำตาลทรายสักครึ่งหนึ่งของจำนวนผลไม้ทั้งหมด ใส่ตู้เย็นทิ้งไว้สักหนึ่งคืน ซึ่งการที่ต้องใส่ในตู้เย็นเป็นเพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อนอากาศร้อนจะทำให้ผลไม้เสียรสนั่นเอง รุ่งเช้าเราจึงเริ่มกวน...

ฉันมักเริ่มโดยไม่ใช้น้ำเปล่าเลย เพราะเนื้อหม่อนที่สุกงอมจนเป็นสีดำกับลูกสีแดงที่ยังห่ามปะปนกันนั้น มีน้ำทั้งจากน้ำตาลทรายและน้ำจากเนื้อของหม่อนเองฉ่ำออกมามากพอที่จะเริ่มต้น และเมื่อยิ่งถูกความร้อนก็จะยิ่งค่อยๆชุ่มและข้นเรื่อยๆ เริ่มต้นใช้ไฟแรง จนค่อยๆลดลงมาที่ไฟกลาง แล้วอ่อนเป็นระยะๆ ทิ้งไว้ปล่อยให้เดือดปุดๆในหม้อแต่ต้องคอยดูอย่างใกล้ชิด (จากประสบการณ์การกวนแยมของฉัน หม้อเคลือบอย่างหนาจะกวนได้ดีที่สุด) ระหว่างนั้นก็กวนบ้าง หรือเมื่อลดไฟให้อ่อนลงแล้วเพื่อเคี่ยวเรื่อยๆเป็นระยะๆจนกระทั่งเริ่มหนืดมากขึ้น เนื้อแยมใสวาวสวยงาม หรืออีกวิธีซึ่งฉันก็ได้ความรู้จากเพื่อนซึ่งมีประสบการณ์กวนแยมคือ การตักเนื้อแยมหยดลงบนจานกระเบื้องแล้วคว่ำลงเพื่อจะได้เห็นว่าแยมใช้ได้หรือยัง เพราะถ้ามีความหนืดเพียงพอแล้วก็จะไม่ไหลลงจากจานง่ายๆก็เป็นอันว่าใช้ได้แล้ว

จากนั้นก็ตักใส่ขวดซึ่งผ่านการสเตอริไรซ์พร้อมปิดฝาขวดทันที แล้วก็คว่ำขวดทุกขวดทิ้งไว้จนเย็น ค่อยหงายขึ้น ซึ่งคือ วิธีการใช้ความร้อนของแยมที่เพิ่งใส่ลงไปทำให้ฝาขวดปลอดภัยจากเชื้อราด้วยวิธีเก่าแก่ของคนทำแยม ซึ่งวิธีเหล่านี้ฉันได้มาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับมิตรจากแดนไกลที่ใช้เวลาทำแยมในทุกฤดูร้อนของช่วงเวลาที่อยู่ต่างประเทศเสมอๆ

สุดท้าย สำหรับฉันการทำแยมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อขวดแยมหม่อนสวยงามด้วยผ้าสีสวยๆพร้อมริบบิ้นหรือเชือกผูกเป็นโบให้เรียบร้อยพร้อมวางบนโต้ะอาหารเช้า หรือมอบให้มิตรสหายนั่นเอง...