อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

 ตอนที่ 9 : ลักษณะของเพื่อนคู่หูของเจ้าเมืองจิตตนคร "สมุทัยแห่งจิตตนครชักชวนให้ชาวจิตตนครเพลิดเพลินยินดีอยู่เสมอ ด้วยการแนะนำส่งเสริมให้สร้างให้ทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้เกิดความเพลิดเพลินยินดี แนะนำให้สร้างและให้ไปเที่ยวในสถานที่พักผ่อนหย่อนใจมากมายหลายอย่างหลายประเภท จิตตนครจึงมีโรงภาพยนตร์ โรงลิเก ละครมากมาย มีโรงอะไรต่ออะไรอีกมากนัก สิ่งอะไรที่เป็นเครื่องบำเรอความเพลิดเพลินยินดีที่มีอยู่ในเมืองทั้งหลายในโลก จะต้องมีในจิตตนครด้วยทุกอย่าง จะมีล้ำหน้าเมืองต่างๆไปเสียอีกด้วย เพราะสมุทัยผู้เป็นต้นคิดของสิ่งเหล่านี้ พำนักอยู่ในจิตตนคร สิ่งต่างๆจึงมีสร้างขึ้นในจิตตนครก่อน แล้วเมืองต่างๆ ก็เอาอย่างทำตามกันไปทั่วโลก"

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงชี้ให้เห็นว่า อุปนิสัยอย่างหนึ่งของสมุทัย คือชอบชักชวนไปในเรื่องรื่นเริงบันเทิงใจ เป็นต้นว่า ชักชวนให้ดูหนัง ดูละคร มุ่งแต่เที่ยวเตร่เฮฮา กระตุ้นให้เสพสิ่งต่างๆภายนอกเพื่อความเพลิดเพลินยินดี ซึ่งอันที่จริงการดูหนัง ดูละครนี้ การเที่ยวเตร่เฮฮานี้ ดูๆแล้วก็ไม่น่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์แต่ประการใด เพราะส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่เรื่องที่ทำให้ยินดี สนุกสนานทั้งนั้น แต่เนื่องจากหนังละครเหล่านี้ โดยมากแล้วมักเน้นไปในทางบันเทิง ที่เป็นตัวปรุงแต่ง กระตุ้นเร้าให้เกิดอารมณ์ต่างๆ เช่น รัก โลภ โกรธ หลง พลุ่งพล่านขึ้นโดยง่าย อารมณ์เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็เท่ากับเป็นการสะสมกิเลสที่ทำให้เพิ่มพูนทุกข์ใส่ตัว ในทางตรงกันข้าม หากเป็นเรื่องราวที่เน้นไปในทางทำให้กิเลสเบาบาง นั่นก็คือ คู่บารมี ที่เป็นเสมือนเป็นตัวช่วยในการออกจากทุกข์

"แต่ดังได้กล่าวแล้วว่า สมุทัยมีลักษณะนิสัยอยากได้ใคร่ดีแรง มุ่งทำลายล้างแรงต่อสิ่งที่ขัดขวาง และน่าจะต้องชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่าความอยากได้ใคร่ดีของสมุทัยนั้น ไม่มีอิ่ม ไม่มีพอ ไม่มีเต็ม เช่นว่าอยากจะได้แก้วแหวนเงินทอง ทีแรกก็อยากจะได้เพียงสิ่งหนึ่งจำนวนหนึ่ง ครั้นได้แล้วก็อยากได้ให้มากขึ้นไปอีก และให้มากขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงสมมติว่าได้ทองเท่าภูเขาทั้งลูก ก็คงยังไม่อิ่มไม่พอ จะต้องอยากได้ภูเขาทอง 2 ลูก 3 ลูก ดังนี้เป็นต้น"

เกี่ยวกับความอยากได้ใคร่ดี อันเป็นวิสัยของกิเลสที่มุ่งไปสู่ความต้องการที่รุนแรง หรือความอยากที่มากล้นจนเป็นความพลุ่งพล่านภายในใจที่ต้องแสดงออกมาให้ปรากฏ ในมุมมองของชาวพุทธเชื่อว่าความอยากได้ใคร่ดี ชนิดที่เรียกว่า กิเลสตัณหานี้เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรเสมอทีเดียว ดังในพระไตรปิฎกมีพระพุทธพจน์ว่า "นัตถิ ตัณหา สมา นที" แปลว่า "แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ไม่มี" ตามเนื้อความแล้วเป็นการกล่าวเปรียบเปรยว่า "เวลาเต็มก็ดี เวลาพร่องก็ดี เวลาแห้งก็ดี ของแม่น้ำทั้งหลายมีแม่น้ำคงคาเป็นต้น ย่อมปรากฏ แต่เวลาเต็มหรือเวลาแห้งแห่งตัณหา ย่อมไม่มี ความพร่องอย่างเดียวย่อมปรากฏเป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าแม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ย่อมไม่มี จึงหมายถึงสิ่งที่พร่องอยู่เป็นนิตย์ทำให้เต็มได้โดยยาก"

หรืออีกนัยหนึ่งผู้รู้ท่านว่า แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี หมายถึงว่า แม่น้ำยังมีวันพร่องหรือเต็มให้เห็นได้ แต่กิเลสตัณหาหรือความอยากได้ใคร่ดีนี้ไม่มีวันเต็ม ไม่มีวันเหือดแห้ง ทั้งยังพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่อาจเติมเต็มได้ มีเพียงธรรมะเท่านั้นที่จะเติมเต็มความพร่องในใจอันเกิดจากตัณหาได้ แม่น้ำอะไรจะใหญ่ยิ่งกว่าแม่น้ำแห่งตัณหาไม่มี

ในธรรมบรรยายเกี่ยวกับการอบรมจิตตอนหนึ่ง เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ทรงเมตตาอธิบายถึงการควบคุมใจ ไม่ให้ให้ถลำลึกลงไปตามตัณหาว่า "ทางออกจากทุกข์นั้นคือ ต้องรับรู้ความจริง ต้องป้องกันไม่ให้ถลำลึกลงไปในทางแห่งทุกข์ คือควบคุมตัณหามิยอมให้ฉุดชักใจไปได้ และถ้าถลำใจลงไปแล้ว ต้องพยายามถอดใจขึ้นให้จงได้ ด้วยปัญญา เพราะเมื่อทุกข์เกิดขึ้นที่จิตใจ ก็ต้องดับจากจิตใจ"

พูดถึงแม่น้ำแห่งตัณหาแล้ว ทำให้นึกถึงนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าถึงเจ้าแมงป่องกับเจ้ากบที่เป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งเจ้าแมงป่องเกิดนึกอยากข้ามแม่น้ำไปดูทางฝั่งโน้น เผื่อว่าจะมีอะไรสนุกสนานตื่นเต้นกว่าฝั่งนี้ มันจึงขอร้องเจ้ากบเพื่อนรักให้พามันขี่หลังข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ฝ่ายเจ้ากบได้ยินดังนั้น มันรีบส่ายหัวทันที ด้วยเพราะรู้นิสัยเพื่อนรักของมันดี มันจึงว่า "อย่าดีกว่า ฉันรู้ดีว่าประเดี๋ยวพอว่ายๆไป แกก็จะต่อยฉันเข้าตรงกลางแม่น้ำนั่นแหละ" เจ้าแมงป่องรีบย้อนกลับทันควันว่า "เป็นไปไม่ได้ ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม แล้วถ้าขืนฉันทำอย่างนั้น แกกับฉันก็ต้องจมลงกลางแม่น้ำ แล้วเราทั้งคู่ก็คงต้องตายอยู่ในแม่น้ำน่ะสิ แล้วฉันจะทำอย่างนั้นไปทำไม" เจ้ากบได้ยินเพื่อนพูดอย่างนั้นก็เลยใจอ่อน ยอมพาแมงป่องเพื่อนรักขี่หลังว่ายน้ำข้ามฟากไปยังอีกฝั่งตามที่เพื่อนต้องการ

ทั้งสองพากันว่ายผ่านกลางแม่น้ำมาได้ด้วยดี และแล้วพอใกล้จะถึงฝั่งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "โอ๊ยย" เจ้ากบน้อยร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดสุดขีด มันหันไปถามเพื่อนรักว่า "แกต่อยฉันทำไม" ไม่รอฟังคำตอบมันถามซ้ำอีกว่า "ก็ไหนแกว่ารู้อยู่ ถ้าต่อยฉันแล้ว แกจะต้องตายไปพร้อมกับฉันในแม่น้ำนี้ไง" เจ้าแมงป่องตอบเพื่อนของมันสั้นๆว่า "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าฉันเป็นแมงป่องนี่" พูดจบมันรีบเดินขึ้นฝั่งไป ปล่อยให้เจ้ากบเพื่อนรักหมดลมอยู่ตรงริมฝั่งนั่นเอง

ในชีวิตของคนเรา การที่จะข้ามให้พ้นฝั่งน้ำแห่งตัณหา เราจะต้องระมัดระวังเจ้าแมงป่องให้ดี และเจ้าแมงป่องนี้เปรียบไปก็คล้ายกับสมุทัยที่มักชักชวนให้เราใจอ่อนยอมทำตามความต้องการของกิเลสตัณหาในเบื้องแรก แต่สุดท้ายก็หันมาแว้งกัดเราจนต้องจมลงสู่ก้นบึ้งแม่น้ำแห่งตัณหานั้น

อุปนิสัยเด่นๆของสมุทัยซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์นั้นเกิดจากความอยากที่มากล้น ทำให้คนเราหรือเจ้าเมืองแห่งจิตตนคร หากไม่รู้เท่าทันก็ต้องคอยทำตามใจกิเลสตัณหา แต่ด้วยคุณลักษณะของความไม่เคยพอ ความถมไม่เต็ม หรือความพร่องอยู่เป็นนิตย์ของตัณหานี้เอง จึงทำให้เมื่อได้ในสิ่งที่อยากได้แล้ว ก็จะมีความอยากต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่อยากได้ให้มากขึ้นไปอีก ก็จะอยากในเรื่องอื่นหรือสิ่งอื่นๆต่อไป เป็นเช่นนี้ร่ำไป ดังนั้น การเที่ยววิ่งตามใจกิเลสตัณหา จึงไม่ได้นำความสุขที่แท้จริงมาให้ มีแต่จะทำให้เหน็ดเหนื่อยไม่รู้จบ เพราะพอได้มาแล้ว ก็ต้องวิ่งไปหามาเพิ่ม หรือไปหามาใหม่อีก

"เมื่อเป็นเช่นนี้ ความอยากของสมุทัยก็จะต้องพบกับสิ่งที่ขัดขวาง ทั้งที่เป็นสิ่งที่เรียกว่ากฎหมาย ศีลธรรม ทั้งที่เป็นบุคคลด้วยกัน เพราะสิ่งที่บุคคลอยากได้ด้วยความหิวกระหายเช่นนั้น บางสิ่งก็มีกฎหมายหรือศีลธรรมขัดขวางอยู่ เช่น ไปอยากได้ในสิ่งที่ผิดหรือขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรม บางสิ่งก็มีบุคคลด้วยกันขัดขวาง เช่น ต่างก็อยากได้ด้วยกัน ต่างชิงได้ชิงดีกัน หรือแม้เป็นเจ้าของของสิ่งที่สมุทัยอยากได้ เมื่อสมุทัยต้องพบกับสิ่งขัดขวางเช่นนี้ ก็เกิดความมุ่งทำลายล้างสิ่งที่ขัดขวางทั้งปวง โดยไม่เลือกว่าจะเป็นอะไร"

บางครั้งบางคราวเมื่อปล่อยให้กิเลสตัณหาเข้าควบคุมโดยไม่มีสติปัญญากำกับ การเสาะแสวงหาสิ่งที่มาปรนเปรอหรือสนองความต้องการของตัณหากลับต้องไปทำในสิ่งที่ล่วงละเมิดผู้อื่น ล่วงละเมิดศีลธรรมจรรยา จนถึงล่วงละเมิดกฎหมายที่มีไว้เป็นขื่อแปหรือเป็นหลักของบ้านเมือง หากเป็นคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจอยู่ในมือ ถ้าตัณหาบังตาหนักๆ เข้า บางทีอาจถึงกับแก้ไขกฎหมาย ทำผิดให้เป็นถูก เพื่อให้กฎหมายนั้นมารับใช้หรือสนองตัณหาในใจตนก็มีมาแล้ว การจ่ายเงินใต้โต๊ะ ปัญหาคอรัปชั่นที่แพร่ระบาดลุกลามไปทั่ว การทุจริตเชิงนโยบาย ฯลฯ ปัญหาต่างๆนานาที่คอยกัดกร่อนชอนไชกินบ้านกินเมืองก็ล้วนเกิดจากตัณหาในใจผู้คนที่ไม่เคยพบกับความอิ่มหมีพีมันนั่นเอง

"สมุทัยไม่นับถือกฎหมายศีลธรรมหรือบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ถ้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องขัดขวางต่อความอยาก นั้น เหตุการณ์จึงปรากฏว่าสมุทัยชักนำให้ชาวจิตตนครประพฤติหลีกเลี่ยง หรือฝ่าฝืนกฎหมายศีลธรรมอยู่เนืองๆ ทั้งโดยปกปิด ทั้งโดยเปิดเผย และชักนำให้ทำโจรกรรม ประทุษกรรมบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ หรือบุคคลผู้ที่ไม่ชอบหน้า อันที่จริงถ้าจะตามใจสมุทัย ก็จะต้องเลิกกฎหมายศีลธรรมทั้งปวงบรรดาที่มีอยู่ในโลกเสียทั้งหมด เพราะกฎหมายศีลธรรมทั้งหลายที่ตั้งขึ้นไว้ก็เพื่อจำกัดหรือกำจัดความปรารถนาส่วนเกิน"

คนเราหากคิดที่จะทำตามอำเภอใจหรือประเทศใจอย่างที่ไม่คำนึงจริยธรรม หรือกฎหมายใดๆแล้ว บ้านเมืองและสังคมคงเดือดร้อนวุ่นวายกันทั่ว เพราะต่างคนต่างละเมิดกัน ต่างเอารัดเอาเปรียบ และจ้องฉกฉวยจากกัน อันที่จริงกฎหมายบ้านเมืองนั้นมีไว้เพื่อมอบความยุติธรรมให้กับผู้คนอย่างถ้วนหน้า ไม่ใช่มีไว้เพื่ออวยประโยชน์ หรือยกเว้นโทษให้กับผู้หนึ่งผู้ใด หรือบุคคลกลุ่มใดๆก็ตาม รวมถึงไม่ยกเว้นให้กับผู้รู้กฎหมาย ผู้รักษากฎหมาย และผู้ใช้กฎหมายก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว กฎหมายไม่ได้ทำให้เกิดปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายในบ้านเมืองนี้นั้นแปลก เพราะส่วนใหญ่มักมาจากการตีความที่ผู้ตีความมักตีความกฎหมายแบบเบี่ยงเบนเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองหรือพวกพ้อง

แท้จริงแล้วนั้นกฎหมายกับธรรมะนั้นมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จุดเริ่มต้นของกฎหมายที่มีขึ้นมานั้นก็เพื่อต้องการมอบความยุติธรรม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มาจากความอยุติธรรม จึงมีการตรากฎหมายหรือบัญญัติเป็นกฎหมายขึ้น คำว่า ยุติธรรม ก็มาจาก คำว่า ยุติโดยธรรม คือ ถ้าไม่มีธรรม หรือตัดสินด้วยอธรรม ก็คงไม่อาจยุติลงได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของคำว่า ยุติธรรม ที่หมายถึง ยุติด้วยธรรม ต้องตัดสินด้วยธรรมจึงเป็นอันยุติ ดังนั้น นักกฎหมายจึงต้องมีธรรมประจำใจ กฎหมายต้องเริ่มต้นมาจากใจ เป็นกฎหมายที่อยู่ในใจ มิฉะนั้นกฎหมายบ้านเมืองก็คงไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง และกลายเป็นเครื่องมือของผู้ที่ตีความตามลายลักษณ์อักษร แต่ขาดธรรมประจำใจ

"อันความปรารถนาอยากได้ของแต่ละบุคคลนั้นจำต้องมีจำกัดหรือมีขอบเขต เช่น แก้วแหวนเงินทองที่อยากได้กัน ก็จะต้องมีส่วนจำกัดสำหรับแต่ละบุคคล เพราะจะต้องมีเฉลี่ยกันไปแก่คนทั้งปวง ทุกๆคนจึงต้องจำกัดความอยากได้ของตนให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมายและศีลธรรม แต่สมุทัยนั้นไม่ชอบอย่างยิ่งต่อระบอบจำกัดเช่นนี้ แอบบ่นเสมอว่าเป็นระบอบที่ขัดต่อเสรีภาพ ขัดต่อธรรมชาติของจิตใจ ควรจะต้องโยนทิ้งเสียให้หมด และอยากจะทำอะไรก็ทำตามที่ใจใคร่ปรารถนา เมื่อทำไปแล้วความอยากก็จะดับ การทำไปตามที่ใจอยากจึงเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อดับกิเลสอย่างหนึ่ง สมุทัยจะแนะนำอยู่ดังนี้

แต่คำแนะนำนี้ของสมุทัยเป็นการตรงกันข้ามกับความจริง เพราะที่สมุทัยแนะนำว่า เมื่ออยากทำสิ่งใดแล้ว ทำเสียตามที่อยากจะหายอยาก เรียกว่า กิเลสดับ นั้นหาถูกไม่ ได้เคยกล่าวไว้ในรายการนี้หลายครั้งมาแล้วว่า อะไรก็ตามเมื่อขึ้นในใจแล้วไม่ได้หายไปไหน ที่ว่าดับก็ไม่ได้ดับไปไหน เพียงแต่จมลงแอบซ่อนตัวอยู่ในส่วนหนึ่งของหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนลึกและลี้ลับมิดชิดเท่านั้น ความคิดดีเกิดขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อสงบลงหรือที่เรียกว่าดับไป ก็หาได้ดับไปไหน คงแอบฝังตัวอยู่ในใจนั่นเอง เกิดขึ้นกี่ครั้งก็ฝังตัวลงไปเท่านั้นครั้ง ดังนั้น หากความคิดดีเกิดขึ้นมาก ก็มีความดีฝังตัวอยู่ในใจมาก เป็นพื้นฐานที่ดีของใจ ในทางตรงกันข้าม ความคิดไม่ดีเกิดขึ้นมาก ก็มีความไม่ดีฝังอยู่ในใจมาก เป็นพื้นฐานที่ไม่ดีของใจ"

เรื่องของกิเลสตัณหานี้ก็แปลก บางคนเข้าใจไปว่า ถ้าทำตามใจมัน เจ้าตัวกิเลสตัณหานี้มันก็จะหายหน้าไป เพราะถือว่ามันได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ยิ่งเราทำตามใจกิเลสมากเท่าไหร่ กิเลสก็จะยิ่งสะสมพอกพูนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็จะยิ่งบงการให้เราทำตามใจมันอย่างหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ กิเลสก็จะพอกพูนขึ้นเป็นวังวนไม่รู้จบสิ้น ในทางตรงข้าม ถ้าเรารู้เท่าทันและหักห้ามใจจากกิเลสได้ในแต่ละครั้ง จากจิตที่หนักและหยาบกระด้าง ก็จะเบาบางและประณีตขึ้นเรื่อยๆ

เครื่องมือสำคัญที่เป็นตัวช่วยให้เราหักห้ามใจจากกิเลสได้ง่ายขึ้น ก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นการรวมลงโดยย่อของมรรคมีองค์ 8 และทั้ง 3 ตัวนี้ต่างก็เป็นตัวที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริมกันและกัน ช่วยให้เกิดสติปัญญาในการคิด พูด และทำ ที่ได้กลั่นกรองกิเลสให้เบาบางจางคลายลงบ้างแล้ว

"ฉะนั้น หากเชื่อคำแนะนำของสมุทัย อยากได้อะไร ปล่อยตามใจให้อยาก ไม่เลือกควร ไม่ควร เมื่อได้สมอยากแล้ว ก็เท่ากับทำให้ดับกิเลสได้แล้ว เช่นนี้ก็เท่ากับส่งเสริมให้สมุทัยมีกำลังแรงขึ้น คอยชักนำให้เพลิดเพลินหลงติดอยู่สิ่งไม่เหมาะไม่ควร อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ยิ่งขึ้นนั่นเอง เมื่อสมุทัยมีกำลังแรงไปในทางก่อทุกข์ เจ้าเมืองแห่งจิตตนครก็ย่อมจักได้รับทุกข์แรง พูดอีกอย่างก็คือ ผู้ใดปล่อยให้สมุทัย เหตุเกิดทุกข์ในตนมีกำลังแรง ตนเองนั่นแหละที่จะมีทุกข์แรง"

แน่นอนว่าพระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญการทำตามใจกิเลส แต่ทรงสรรเสริญการขัดเกลาจิตใจให้เบาบางจากกิเลส หนึ่งในเครื่องมือที่จำเป็นในการขัดเกลากิเลสก็คือ ศีล นั่นเอง ดังเช่น ภิกษุที่ต้องมีศีล 227 ข้อ และภิกษุณีมีศีล 311 ข้อ มีไว้ให้ภิกษุหรือภิกษุณีใช้เป็นเครื่องฝึกตนเพื่อเข้าสู่มรรคผลนิพพาน กัลยาณชน มักมีศีลไม่น้อยกว่า 5 ข้อ หรือ 8 ข้อ ส่วนประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไปอาจมีศีลไม่ครบ 5 ข้อ แต่มีกฎหมายไว้คอยควบคุมหรือขัดเกลาตน ลองจินตนาการดูเล่นๆก็ได้ว่า ถ้าเราอยู่ในบ้านเมืองที่ทุกคนมีศีลธรรมประจำใจ มีหิริโอตัปปะ คือ มีความละอายใจ ไม่กล้าทำบาป หรืออย่างน้อยสุด คือมีศีล 5 แล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าเป็นอย่างจริง ถึงตอนนั้นกฎหมายก็อาจไม่มีความจำเป็นอะไรเลยก็ได้

คนเรานั้นมีสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่ในใจด้วยกันทุกคน เพียงแต่เมื่อเกิดกิเลสตัณหาขึ้น แล้วปล่อยให้กิเลสตัณหานั้นครอบงำ ก็ย่อมทำให้หลงผิด ยอมทำทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาในสิ่งที่ตัณหานั้นบงการ ศีลก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีไว้สำหรับฝึกตน ไว้คอยขัดเกลาจิตใจให้เบาบางจากกิเลสตัณหา ป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิด ป้องกันความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจกัน จนถึงความเดือดร้อนวุ่นวายนานาประการที่ตามมา จุดมุ่งหมายสำคัญก็เพื่อให้เกิดเป็นสังคมแห่งความผาสุก เต็มไปด้วยความร่มเย็นเป็นสุข เพื่อให้ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขนั่นเอง

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า