มิโดริซูชิ...สุดยอดข้าวปั้นญี่ปุ่น

โน้ตบุ๊ค

เถียงไม่ได้เลยนะคะว่ายิ่งนับวัน กระแสอาหารญี่ปุ่นมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงคนไทยก็นิยมรับประทานอาหารญี่ปุ่นมานานแล้ว เมนูที่นิยมกันมากๆหลักๆก็มีเพียงไม่กี่อย่าง อาทิ ซชิ ซาชิมิ เกี๊ยวซ่า เทมปุระ ราเมง และชาบูชาบู ฯลฯ "บันนี่" มีโอกาสไปญี่ปุ่นมาหลายครั้งหลายเมือง ครั้งสุดท้ายได้ไปฉลองคริสต์มาสที่กรุงโตเกียวท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ "บันนี่" ก็ไม่ย่อท้อที่จะไปหาซุชิของโปรดอร่อยๆมารับประทาน จึงมุ่งไปที่ร้านชื่อดังยอดนิยม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่คนต่างชาติโดยเฉพาะคนไทยก็รู้จักและนิยมกันมากเช่นกัน นั่นคือร้าน Midori Sushi สาขา Shibuya ย่านการค้าของคนทันสมัยในกรุงโตเกียว

ร้าน Midori Sushi เริ่มเปิดกิจการเมื่อ ค.ศ.1963 ที่กรุงโตเกียวในเขต UME Gaoka เป็นร้านแรก ในปี 1997 ได้เปิดร้านในเมือง Tamagawa อีกหนึ่งปีต่อมา ได้ขยายสาขาไปยังเขตกินซ่า และในปี 2000 ได้เปิดสาขาใหม่ที่เขตชิบูย่า เป็นสาขาล่าสุด ในช็อปปิ้งพลาซ่า ชื่อ Mark City สาเหตุที่ทำให้ซูชิของร้านมิโดริโด่งดังและอยู่ยงคงกระพันมานานกว่า 50 ปี ก็เพราะมีรสชาติอร่อยด้วยการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ โดยเฉพาะข้าวที่ส่งตรงมาจากเมืองยามากาตะ ตลอดจนถึงปลาชนิดต่างๆและอาหารคาวสดๆใหม่ๆทุกวัน ผ่านกระบวนการประณีตละเอียดอ่อนและใส่ใจลงไปทุกคำ จึทำให้ซูชิของมิโดริ เป็นที่ติดใจและกล่าวขวัญโด่งดังไปทั่วโลก จนทำให้ทุกสาขามีลูกค้าจำนวนมากต้องมาเข้าคิวยาวเป็นร้อยๆคิว

"บันนี่" ยอมรับว่าการมารับประทานอาหารที่นี่เป็นการทดสอบความอดทนและความมีระเบียบของผู้คนอย่างหนึ่ง วิธีการเข้าคิวรอโต๊ะอาหารนั้นน่าประทับใจมาก โดยทางร้านจะวางเครื่องกดบัตรคิวไว้หน้าร้าน บนจอภาพเครื่องกด จะมีหมายเลขคิวแจ้งไว้ เมื่อกดบัตรคิวแล้วก็ต้องร้องเพลง "รอ" นานเป็นชั่วโมง ทางร้านได้จัดเตรียมเก้าอี้ไว้ให้นั่งรอจำนวนหนึ่ง เมื่อมีพนักงานถือป้ายหมายเลขคิวมาแจ้ง เก้าอี้ตัวแรกจะว่างเมื่อเจ้าของคิวนั้นเข้าร้านอาหารไป หมายเลขถัดไปก็จะกระเถิบมานั่งแทนเพื่อให้คนถัดไปได้ขยับร่นขึ้นมาตามลำดับ แล้วคนที่ยืนรออยู่ซึ่งรู้วาตนเองเป็นคิวถัดไปก็จะนั่งที่เก้าอี้ว่างปลายแถวแทน ไม่ใช่เห็นว่าเก้าอี้ตัวไหนว่างแล้วคนมาทีหลังอยากนั่งก็นั่งได้ กลายเป็นว่านอกจากเป็นคิวรอโต๊ะอาหารแล้ว จึงกลายเป็นคิวรอนั่งเก้าอี้อีกด้วย

หลังจากใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งในการรอคอย "บันนี่" ก็ได้เข้าไปนั่งรับประทานซูชิตามความฝัน ดื่มด่ำกับบรรยากาศญี่ปุ่นแท้ๆ พร้อมข้าวห่อสาหร่ายและข้าวปั้นชุดใหญ่ที่นุ่มเหนียว ที่ไม่ได้ปั้นแน่นห่อแบบร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยที่บางครั้ง "บันนี่" ต้องแอบแงะข้าวออกมาทิ้งบ้าง มื้อนี้ที่อร่อยสมการรอคอยคืออาหารสดชิ้นใหญ่ข้าวปั้น ไม่ว่าจะเป็นปลาสารพัดชนิด ปลาหมึก กุ้ง หอย สดใหม่หอมหวานกลมกล่อมจริงๆ ที่สำคัญคือราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูง แต่มิโดริซูชิกลับมีราคาถูกกว่าข้าวห่อสาหร่ายในร้านอาหารญี่ปุ่นบางร้านในศูนย์การค้าใหญ่ๆในกรุงเทพฯเสียอีก

เมื่อได้รับประทานซูชิสุดอร่อยแล้ว ทำให้ "บันนี่" เกิดความอยากรู้อยากเห็นต่อไปอีกว่า เจ้าข้าวห่อสาหร่ายนี้มีกำเนิดมาเมื่อใด...อย่างไร?

ซูชิ คือข้าวปั้นมีหน้า ซึ่งข้าวจะมีสวนผสมของน้ำส้มสายชูและกินคู่กับปลา เนื้อหรือของคาวชนิดต่างๆ กำเนิดของซูชิเริ่มมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ในสมัยนั้น เมื่อชาวประมงจับปลาได้มักจะหมักเกลือไว้ สำหรับชาวญี่ปุ่นได้ค้นพบว่าเพื่อให้เก็บได้นานขึ้น เขานำเครื่องในออกแล้วใส่ข้าวเข้าไปเพื่อเป็นการสร้างและเพิ่มกรดแล็คติก ซึ่งสามารถยืดเวลาให้ปลาอยู่ได้นานเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อจะรับประทานปลาก็ล้างข้าวออก ต่อมาในศตวรรษที่ 15 ได้เปลี่ยนรูปแบบการรับประทาน โดยรับประทานข้าวกับปลาก่อนที่ข้าวจะละลาย จึงเป็นที่มาของซูชิ ที่เรียกวา "นามาเระ" ที่ชาวญี่ปุ่นได้รับประทานกันต่อมาอย่างต่อเนื่อง อาจมีการเปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง จนถึงสมัยเอโดะ ในตอนค่ำจะมีร้านแผงลอยขายซูชิที่หั่นปลาเป็นชิ้นเล็กๆแล้ววางบนข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู นี่คือจุดเริ่มต้นของ "เอโดะมาเอะ ซูชิ" ซึ่งเป็นต้นแบบของซูชิในปัจจุบัน

หากซูชิเป็นของโปรดของคุณ ถ้ามีโอกาสต้องสละเวลาไปลิ้มลองของแท้ที่ดินแดนอาทิตย์อุทัย และถิ่นปลาดิบจริง แล้วจะรู้ว่าสวรรค์ของการรับประทานเป็นอย่างไร