เสียงคลื่น

ยูคิโอะ มิชิมา เขียน จิตราภรณ์ ศิริพูล แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

ฉันจะเก็บงำความลับนี้ไว้ จะไม่แพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ว่ายังมีสถานที่แห่งหนึ่งดั่งสถานที่ในฝันของคนที่ชื่นชอบทะเลกว้างและฟ้าสีคราม รวมถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายธรรมดา

อุทา-จิมะ ชื่อเกาะแห่งนั้น นอกจากจะถูกโอบล้อมด้วยท้องฟ้า สายลมและเสียงคลื่นแล้ว ยังมีเรื่องราวอันตราตรึงใจได้เกิดขึ้นที่นั่น เรื่องความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ความรักที่จะทำให้เรียนรู้คำว่าการอดทนรอคอย เหมือนยามเย็นที่เฝ้ารอรุ่งอรุณแห่งความหวังที่จะชื่นบานและอบอุ่นใจ ทั้งคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณี

ความดีและการยึดมั่นอยู่ในขอบกำหนดของสังคม ทำให้ทั้งคู่ได้พบกับรุ่งอรุณละมุนละไม และความอิ่มเอิบใจในชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้

เขาและเธอที่ฉันกล่าวถึงคือ ชินจิเด็กหนุ่มชาวประมง กับ ฮัทซูเอะเด็กสาวน่ารัก

ทั้งคู่คือตัวละครเอกในหนังสือชื่อ คลื่นฝั่ง ซึ่งเขียนขึ้นโดยนักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อ ยูคิโอะ มิชิมา แปลโดย จิตราภรณ์ ศิริพูล

ความคุ้นเคยอยู่กับสิ่งใดก็จะหล่อหลอมตัวตนของคนผู้นั้น ตัวหนังสือของชาวตะวันออกก็เหมือนกับชีวิตและความรู้สึกนึกคิดของคนตะวันออก คือความนุ่มนวลอ่อนโยนเหมือนแสงแดดเช้าที่ทาบทาบนหยาดน้ำค้าง แสงนวลกะพริบจากหยดน้ำค้างเล็กๆจะส่งประกายดังบทกวีของดอกไม้แรกแย้มและให้ความกรุ่นหวัง

ยูคิโอะ มิชิมา นักเขียนชาวญี่ปุ่น ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากการฆ่าตัวตาย เขาจบชีวิตลงด้วยเหตุการณ์ที่ตัดสินได้ยากเหลือเกิน งานประพันธ์ของมิชิมานั้นมีความโดดเด่นเฉพาะ ไม่ว่าใครก็ตามหากได้อ่านเรื่องที่เขาเขียนแล้วก็จะต้องเที่ยวตามหาหนังสือเล่มอื่นๆของเขามาอ่านอีก

ความโดดเด่นเฉพาะที่ฉันพูดถึงนี้ก็คือบทบรรยายที่มีอยู่ตลอดเรื่อง ยูคิโอะ มิชิมา มีความเป็นเลิศในการบรรยายสิ่งต่างๆทั้งรูปธรรมและนามธรรม งานเขียนชิ้นดีคือความสามารถในการถ่ายทอดภาษาความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือได้อย่างหมดจดชัดเจนและทำให้หัวใจหวั่นไหวไปตามเรื่องราวที่เขียนนั้น

ในเรื่อง เสียงคลื่น หรือฉบับที่พิมพ์ขึ้นในครั้งหลังว่า เสียงรักจากเกลียวคลื่น ที่ ยูคิโอะ มิชิมา เขียนไว้นี้ มีบทบรรยายสวยและดีตลอดทั้งเล่ม ไม่ว่าจะสุ่มเปิดไปที่หน้าใดเป็นว่าจะต้องพบและก่อให้เกิดความซาบซึ้งในรสของถ้อยคำเสมอ

"ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายแล้ว ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินถูกภูเขาฮิกาชิบดบังไปบางส่วนทำให้เกิดเงาขึ้นในบริเวณรอบๆประภาคาร นกเหยี่ยวตัวหนึ่งกำลังบินวนเวียนอยู่เหนือทะเลท่ามกลางท้องฟ้าสดใส เหมือนบินอยู่บนสรวงสวรรค์ เจ้านกเหยี่ยวตัวนี้หุบปีกทีละข้างราวกับจะทดสอบความสามารถของมัน และในขณะที่กำลังดิ่งลงมามันก็ได้บินหวนกลับไปในท้องฟ้าและบินสูงขึ้นไปๆโดยไม่เคลื่อนไหวปีกเลย"

"มารดาของชินจิแลเห็นผีเสื้อโดดเดี่ยวอยู่ตัวหนึ่งโบยบินอยู่ไปมาอย่างไร้จุดหมายจากบริเวณตาข่ายไปยังกำแพงกันคลื่น มันเป็นผีเสื้อหางแฉกตัวโตสีดำงดงาม ผีเสื้อตัวนี้คงจะบินมาเสาะหาดอกไม้แปลกๆใหม่ๆในบริเวณเครื่องกว้านปลา ทราย และคอนกรีต บ้านของชาวประมงไม่มีสวนดีๆที่ควรกล่าวถึง นอกจากร่องดอกไม้เลวๆแคบๆริมข้างกำแพง และเจ้าผีเสื้อดูเหมือนว่ากับจะบินมาที่ชายหาด เนื่องจากสะอิดสะเอียนกับดอกไม้ที่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเกินไปแถบนั้น"

"แสงอาทิตย์ภายนอกบ้านสาดส่องจ้ามาก จนทำให้ห้องนั้นมืดไปถนัด บนกำแพงที่เป็นซุ้มโค้งมีม้วนกระดาษเขียนตัวอักษรงดงาม โดยข้าหลวงคนสุดท้ายคนเดียวของเขตไมเอะแขวนอยู่ และต่ำลงมามีเครื่องประดับเป็นรูปไก่ตัวผู้และไก่ตัวเมียที่มีแสงเหลืองวาบคล้ายขี้ผึ้ง ลำตัวของมันแกะสลักมาจากรากต้นไม้ที่ขดเป็นปมปุ่มป่ำ หางและขนของมันถูกประดับด้วยไม้ไผ่เล็กๆ ซึ่งเกิดตามธรรมชาติ"

การเขียนบรรยายเรื่องของ ยูคิโอะ มิชิมา ทำให้เกิดมุมมองอันพอดีเพื่อให้เกิดภาพและความหมายบางประการขึ้นในดวงตาและหัวใจของคนอ่าน และทั้งสองประการนี้ก็จะสอดประสานให้เกิดภาพขึ้นอีกภาพหนึ่งซึ่งแฝงด้วยพลังความจริงความงาม เรื่องเสียงคลื่นเล่าถึงวิถีชีวิตชาวประมงบนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เกาะที่บริสุทธิ์เป็นธรรมชาติห่างไกลจากคลาบไคลของเมือง เกาะที่ดวงอาทิตย์ สายลม น้ำทะเล แสงจันทร์และดวงดาวจะเปล่งถ้อยพจีราวบทกวี ทั้งประเพณีและความเชื่อในสิ่งดีงามของคนยังแน่นหนาเหมือนสังคมบุพกาล

"เพื่อที่จะทำการลากปลา พวกเขาจะผูกตะขอใหญ่ๆขึ้นจำนวนหนึ่งและหย่อนเรียงกันบนไม้ขวางและมัดกับเชือกพวนที่แข็งแรง และแล้วก็เริ่มเดินเครื่องเพื่อมัดตะขอเหล่านั้นข้ามท้องน้ำของอ่านอีเซเหมือนกับคราด ในชั่วระยะเวลาหนึ่งพวกเขาจะดึงเครื่องลากนี้ขึ้นมา พร้อมๆกับมีปลาหัวแบนสี่ตัว และปลาจำพวกปลาลิ้นหมาสามตัวดิ้นพ้นน้ำขึ้นมา

"ชินจิปลดปลาออกจากตะขอด้วยมือเปล่า ปลาหัวแบนตกลงบนพื้นเรือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ส่วนท้องที่ขาวของมันส่งแสงมัน ส่วนปลาจำพวกปลาบิ้นหมามีตาเล็กๆฝังลึกอยู่ในข้อพับของรอยย่นบนผิวหนัง ตัวเปียกและมีสีดำสะท้อนกับท้องฟ้าสีคราม"

นอกจากได้เห็นวิถีชาวประมงแล้ว ยูคิโอะ มิชิมา ได้ร้อยภาพเรื่องความรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่งลงบนผืนผ้าสีครามน้ำทะเลซึ่งครามเข้มซึ้งตรึงใจ ชินจิ ชายหนุ่มอายุสิบแปดปีเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยม กับลูกสาวของจูคิอิที่ร่ำรวย เธอมีชื่อว่า ฮัทซูเอะ ในขณะเดียวกันยังมีหญิงสาวอีกคนเป็นลูกสาวคนเฝ้าประภาคารที่ได้ไปเรียนต่อในโตเกียว เธอมีชื่อว่า ชิโยโกะ

ชินจิเป็นหนุ่มน้อยอุปนิสัยดี รักและมุ่งมั่นทำงานบนเรือจับปลา เขารักเกาะเล็กๆชื่ออุทา-จิมะที่เป็นบ้านเกิดแห่งนี้ ชินจิกำพร้าพ่อ พ่อของเขาและคนอื่นอีกสองสามคนถูกยิงเสียชีวิตบนเรือขณะออกทะเล ชินจิอาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กกับแม่และน้องชาย เขามีความหวังจะเป็นเจ้าของเรือส่งสินค้า

ชีวิตในแต่ละวันของชินจินั้นเรียบง่าย เช้าขึ้นมาก็ออกทะเลกับเรือลำหนึ่งซึ่งเขาเป็นลูกเรืออยู่ ตกเย็นก็กลับบ้าน เขาไม่ได้เป็นคนที่ตั้งความหวังในชีวิตไว้สูงส่งหรือโลภมาก นอกจากความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแล้วชีวิตชินจิก็ไม่มีเรื่องราวใดๆมาทำให้เขาต้องวุ่นวายใจให้ครุ่นคิด กระทั่งเย็นวันหนึ่งที่เขาได้เห็น ฮัทซูเอะ ที่พ่อของเธอเพิ่งจะเรียกให้กลับมาบ้านหลังจากที่ได้ยกให้ไปอยู่กับคนอื่นอยู่หลายปี

รักแรกพบของหนุ่มสาวคู่นี้จะทำให้เราเฝ้าติดตามว่าผลของมันจะมีจุดจบเช่นไร เพราะฮัทซูเอะเองเป็นลูกสาวของคนที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน ทั้งมีชายหนุ่มคนหนึ่งหมายปอง ชินจิเองก็มีหญิงสาวอีกคนที่หลงรักเขาอยู่ และคาดหวังว่าจะใช้ชีวิตร่วมกัน เธอชื่อ ชิโยโกะ ลูกสาวของคนเฝ้าประภาคาร

"เด็กสาวคนนั้นจะรู้สึกเพลิดเพลินกับมันโดยหันใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความเหนื่อยไปทางลม และปล่อยผมของเธอให้ปลิวสยายอยู่เบื้องหลัง เด็กสาวใส่เสื้อแขนสั้นซับในด้วยผ้าฝ้าย พร้อมกับกางเกงทำงานของผู้หญิงซึ่งผูกจีบไว้ตรงข้อเท้า และถุงมือที่เปรอะเปื้อนอีกคู่หนึ่ง ผิวของเธอที่แสดงถึงพลานามัยสมบูรณ์ที่ไม่ต่างไปจากหญิงสาวผู้อื่นบนเกาะนั้น แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเกี่ยวกับการทอดสายตาของเธอ และความสง่างามของคิ้วที่ได้รูป สายตาของเด็กสาวมองจ้องไปยังท้องฟ้าเหนือทะเลทางตะวันตก ซึ่งมีแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะหายไปหลังก้อนเมฆสีมืดทึบ"

ยูคิโอะ มิชิมา ให้ฉากแรกพบของคู่รักเกิดขึ้นในเวลาเย็น มีแสงแแดดสีปูนแห้ง และท้องฟ้าเพลาใกล้พลบ เป็นภาพสวยงามและอ่อนหวาน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็รู้จักกับความกระวนกระวาย มีเหตุบังเอิญให้ทั้งสองได้พบกันอีกหลายครั้ง มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผู้อ่านจะจำได้ติดตรึงก็คือ ครั้งที่ทั้งสองนัดพบกับใกล้เที่ยงคืนในศาลร้างบนภูเขา คืนนั้นเกิดพายุใหญ่ ซึ่งเมื่อความรักเกิดขึ้นแล้ว พายุใดๆก็ยากที่จะกีดขวางคู่รักไม่ให้พบกันได้

"หญิงสาวดำน้ำมักจะเคยชินการยืนอังไฟให้แห้งทั้งตัว ภายหลังที่ขึ้นจากน้ำแล้ว ด้วยเหตุนี้ฮัทซูเอะจึงไม่รั้งรอที่จะทำแบบนั้นเลย เมื่อเธอมาถึงที่นัดพบและแลเห็นกองไฟอยู่แล้ว พร้อมกับเด็กหนุ่มที่กำลังนอนหลับสนิท เธอจึงตัดสินใจในทันทีทันใดราวกับว่ายังเป็นทารกอยู่ เห็นได้ชัดว่าเธอตกลงใจที่จะไม่ยอมให้เสียเวลาในการตากผ้าให้แห้ง และอังไฟเนื้อตัวให้แห้งด้วย ยามที่เด็กหนุ่มยังนอนหลับอยู่

"พูดอีกนัยหนึ่ง ความคิดที่จะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าชายหนุ่มไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอเลย เธอเพียงแต่ถอดเสื้อผ้าต่อหน้ากองไฟเท่านั้น เนื่องจากมีกองไฟอยู่เพียงกองเดียวและเธอกำลังเปียกโชก"

คู่รักเปลือยกายในที่เปลี่ยวยามเกิดพายุ กองไฟ ลมกรรโชกและฝนกระหน่ำ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงฉากรักในอุดมคติ และด้วยเหตุที่ทั้งสองไม่ได้กระโดดข้ามมาอีกฝั่งซึ่งทำให้ความ รักเป็นภาพหมอง ฮัทซูเอะยังยืนยันที่จะยึดมั่นในประเพณี ชินจิเองแม้จะรู้สึกหวามไหว แต่ความบริสุทธิ์ ความอ่อนเยาว์ของเขาทำให้ฉากรักนี้ยังคงอยู่ในเงางามของกาลเวลาไม่เสื่อมคลาย

หลังจากนั้นก็มีข่าวลือเรื่องการนัดพบของทั้งสอง และพ่อของฮัทซูเอะได้ยินกับหูตัวเองในห้องอาบน้ำสาธารณะ เขาสั่งห้ามไม่ให้ฮัทซูเอะออกจากบ้าน ชินจิแม้จะเศร้าใจน้อยใจในโชคชะตาของตนเอง เพราะเขามักคิดอยู่เสมอว่าเพราะความยากจน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นชัดว่าเงินทองไม่สามารถซื้อหาได้นั่นคือคุณค่าและเกียรติของคน ชินจิเป็นคนดียึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องและขยันอดทน

"สำหรับชินจิเขาไม่ใช่คนประเภทที่มีความรู้สึกเจ็บปวดอย่างฉับไว แบบเดียวกันกับพวกเด็กหนุ่มในเมืองเมื่อพบรักเป็นครั้งแรก แต่ชินจินั้นการว่ากล่าวอย่างเสียๆหายๆของบิดาสาวเจ้ากลับเป็นการชะโลมใจและปลอบประโลมมากกว่าเป็นความผิดหวัง คลื่นโบกพลิ้วเบาๆที่โยกไกวเรือก็ยังสบอารมณ์ของเขา และบัดนี้เมื่อได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไปแล้วเขาจึงรู้สึกเป็นสุขใจ ณ ที่แห่งนี้เป็นบริเวณของการทำงานหนัก แต่มันกลับเป็นดินแดนที่สงบสุขอย่างหาที่เปรียบมิได้"

ทั้งสองยังติดต่อกันผ่านจดหมายโดยมีคนกลางคือริวจิเพื่อนรุ่นน้องที่ร่วมทำงานในเรือหาปลา เวลาผ่านออกไปพ่อของฮัทซูเอะยังขัดขวางกีดกัน ข่าวลือในทางให้ร้ายคู่รักยังคงหนาหูเพราะการกระพือข่าวของยาซูเอะชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่เจตนาให้ร้ายชินจิ เพราะเขาหวังจะแต่งงานกับฮัทซูเอะ ชินจิกับริวจิกำลังคิดลอบทำร้ายยาซูเอะ แต่นายจ้างเจ้าของเรือที่พวกเขาทำอยู่ด้วยได้ปรามไว้ก่อน เขาพูดได้ถูกใจว่า

"ฉันคิดว่าเจ้าทั้งสองกำลังคิดอะไรกันอยู่ เจ้ากำลังเตรียมไปจัดการกับยาซูเอะ แต่ฟังฉันก่อน มันไม่ใช่การกระทำที่ดีเลย คนโง่ก็คือคนโง่อยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปสนใจเขา มันจะดูยากสักหน่อยสำหรับชินจิ แต่ความอดทนเป็นจุดสำคัญ และนั่นแหละคือสิ่งที่ต้องมีเมื่อต้องการจะจับปลา ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอน ความถูกต้องจะต้องชนะเสมอ แม้มันจะไม่ปริปากพูดอะไรเลยก็ตาม ลุงเทรุไม่ใช่คนโง่

"และอย่าได้คิดว่าเขามองอะไรไม่ออกระหว่างปลาสดกับปลาเน่า ปล่อยยาซูเอะไปเถอะ ความถูกต้องจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด"

ลุงเทรุคือพ่อของฮัทซูเอะ เขาไม่ได้ปริปากพูดอะไรอีก หากแต่ยังกักขังลูกสาวไว้ในบ้าน ต่อมาจึงจัดการในทางลับให้ชินจิกับยาซูเอะไปเป็นลูกเรือฝึกหัดในเรือขนส่งสินค้าที่เขาเป็นเจ้าของ

เพียงไม่กี่เดือนถัดจากนั้น ลุงเทรุจึงได้ตัดสินใจเลือกสามีให้ลูกสาวของเขา คนอดทนสู้งาน มีใจเผื่อแผ่ไม่ยกตนข่มท่านไม่เหยาะแหยะจึงได้พบกับของขวัญแห่งชีวิตที่ปรารถนา

"เสียงคลื่น" ก็เป็นของขวัญชีวิตแก่ผู้อ่านเหมือนกัน ทั้งยังเป็นของขวัญความสุขที่เปิดได้เสมอเมื่อคิดถึง การอ่านหนังสือดีคือขุมทรัพย์ทางใจอันล้ำค่า ฉันเชื่อว่าทุกคนที่อ่านหนังสือ "เสียงคลื่น" จะไม่มีวันลืมชินจิเด็กหนุ่มชาวประมงคนนั้น เรื่องราวความรักของเขากับหญิงสาวนักดำน้ำแสนดีบนเกาะแห่งเสียงเพลงและเกลียวคลื่นที่ชื่อ อุทา-จิมะ และสายธารในคลื่นแห่งถ้อยคำบรรยายจากฝีมืองานประพันธ์ของนักเขียนที่ชื่อ ยูคิโอะ มิชิม่า