อ่านจิตให้กระจ่างใจ ใน "จิตตนคร"

หนังสือแห่งธรรม
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 12 : เครื่องปกปิดสัจจะในข่าวสาร ตัณหาร้อยแปด "สมุทัยมีวิธีการหลายอย่างที่จะผูกใจชาวจิตตนคร เพื่อที่จะเป็นผู้ครองใจของชาวจิตตนครทั้งหมดตลอดไป นอกจากพรรคพวกที่เป็นหัวโจกทั้ง3ลูกมือคือทุจริตทั้ง3และพรรคพวกหัวไม้หัวมีดในลักษณะต่างๆอีก16ดังกล่าวแล้ว สมุทัยยังวางพรรคพวก นอกจากนั้นยึดครองจุดสำคัญต่างๆ ของจิตตนคร เพื่อที่จะรักษาอำนาจของตนไว้ให้มั่นคง คือจุดระบบสื่อสารทั้งชั้นนอก5ชั้น และชั้นใน1ชั้น รวมเป็น6จุด เพราะระบบสื่อสารเหล่านี้ที่นำข่าวสารต่างๆ เข้าสู่เจ้าเมืองจิตตนคร"

ในจิตตนครของเรานั้น หากนครสามีหรือผู้เป็นเจ้าเมืองหมกมุ่นแต่เรื่องราวที่เป็นกิเลสมายาทั้งปวง ก็ยากที่ธรรมะจะซึมซาบเข้าสู่จิตใจได้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเปรียบเปรยให้เข้าใจว่า จิตใจของคนเรานั้นหากฝักใฝ่ใส่ใจอยู่กับเรื่องราวที่เพิ่มพูนกิเลสตัณหา โดยปล่อยให้สมุทัยและพลพรรค คือ โลภะ โทสะ โมหะ ที่เป็น3ตัวการใหญ่และเหล่าสมุนทั้ง16ออกเพ่นพ่านไปทั่วเมือง โดยไม่พยายามดึงรั้งจิตใจให้ห่างจากหมู่กิเลสมารที่จ้องจู่โจมเข้ามาตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จิตตนครหรือจิตใจของเราย่อมถูกกิเลสตัณหาใหญ่น้อยเข้าครอบงำ ชักจูงให้ย้อมติดอยู่ในสิ่งปรุงแต่งอันเป็นเครื่องหมักดองใจ

จากกิเลสเล็กๆน้อยๆ เมื่อปล่อยให้ทับถมเพิ่มพูนย่อมกลายเป็นกิเลสกองโตที่ยากขจัดขัดเกลา เพราะจิตใจของคนเรานั้นโน้มเอียงที่จะถูกกิเลสดึงดูดเสมออยู่แล้ว ถ้าไม่ควบคุม ขัดเกลาเอาออกเสียบ้าง หรือไม่มีหลักธรรมเข้าช่วยกำกับ โอกาสที่จะเห็นผิดเป็นชอบก็เป็นไปได้สูงทีเดียว ดังที่เห็นกันว่าคนเราส่วนใหญ่ทุกวันนี้มักทำสิ่งต่างๆอย่างเผลอเพลิน ประมาทมัวเมา บ้างก็ทำตามความเคยชิน ทำโดยไม่แยกแยะไตร่ตรองผิดชอบชั่วดี ด้วยถูกกิเลสเข้าครอบงำ

หลายต่อหลายครั้งทั้งๆ ที่เรารู้อยู่แก่ใจ รู้อะไรควรไม่ควร แต่หากไม่สำรวมระวัง ไม่หมั่นฝึกหัดขัดเกลาตนอยู่เสมอ ทำให้ย่อหย่อนท้อถอยในการสร้างคุณงามความดี เมื่อขาดการฝึกหัดขัดเกลา ไม่อดทนอดกลั้นต่อกิเลสนานา จิตใจย่อมไม่เข้มแข็งพอ จึงไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองได้สักที สุดท้ายก็ถูกกิเลสน็อคเอ๊าท์ ถูกบ่วงมายาคล้องใจแล้วลากจูงไปตามกิเลสตัณหา เห็นทุกข์เป็นสุขร่ำไป

"โดยปกติ เจ้าเมืองนั้นจะติดต่อทราบเรื่องต่างๆได้ ก็แต่โดยทางสื่อสารนี้เท่านั้น ฉะนั้น สมุทัยจึงใช้เครื่องมือทางมายาศาสตร์อย่างหนึ่งเรียกว่า อารมณ์ เป็นเครื่องแปลกปลอมปกปิด สัจจะในข่าวสารทั้งหลาย แต่แสดงเป็นอีกรูปหนึ่ง โดยแต่งตั้งพรรคพวกให้อยู่เฝ้าประจำระบบสื่อสารทั้ง 6 นั้นแหละ แห่งละ 3 คน ชื่อว่า กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ (สิ่งที่กายถูกต้อง) ที่น่าปรารถนาพอใจ คนหนึ่ง ภวตัณหา ( ความทะยานอยากเป็นนั่นเป็นนี่) คนหนึ่ง วิภวตัณหา ( ความทะยานอยากไม่เป็นนั่นเป็นนี่ ) คนหนึ่ง มีชื่อตรงกันทั้ง 6 แห่ง 3 คน ที่ประจำอยู่ที่ระบบตาเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับรูปต่างๆ 3 คน ที่ระบบหูเมืองก็ผสมอารมณ์เข้ากับเสียงต่างๆ 3 คน ที่ระบบจมูกเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับกลิ่นต่างๆ 3 คน ที่ระบบลิ้นเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับรสต่างๆ 3 คน ที่ระบบกายเมืองก็ผสมอารมณ์เข้าไปกับสิ่งต่างๆที่กายถูกต้อง ทั้งอีก 3 คน ที่ระบบใจเมืองชั้นในก็คอยผสมอารมณ์ เข้าไปกับเรื่องต่างๆอีกชั้นหนึ่ง รวมเข้าตอนนี้ก็มี 18 คนแล้ว"

เครื่องมือที่สมุทัยและพรรคพวกใช้มอมเมาชาวจิตตนครก็คืออารมณ์ ซึ่งหมายถึง สิ่งหน่วงเหนี่ยวจิต สิ่งที่ยึดดึงจิตไว้ ในมุมมองของพุทธศาสนา อารมณ์หมายถึงสิ่งที่จิตไปเกาะเกี่ยวอยู่แล้วยึดจิตไว้ มี 6 อย่าง โดยผ่านเข้ามาจากช่องทางต่างๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจนี่เอง คือผ่านเข้าทางตา ทำให้ตาเห็นรูป เรียกว่า รูปารมณ์ ผ่านมาทางหู หูได้เสียง เรียกว่า สัททารมณ์ ผ่านเข้าทางจมูก จมูกได้กลิ่น เรียกว่า คันธารมณ์ ผ่านเข้าทางลิ้น ลิ้นลิ้มรส เรียกว่า รสารมณ์ ผ่านทางกายหรือกระทบกายคือโผฏฐัพพะ เรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์ และเกิดขึ้นในใจ หรือกระทบใจ เรียกว่า ธรรมารมณ์ อารมณ์เหล่านี้ ยังซอยแยกย่อยไปตามกิเลสตัณหาตัวหลักๆ ที่เข้ามาหน่วงรั้งดึงจิตให้ไหลไปตามแรงกำลัง ขึ้นอยู่ว่าเวลานั้นกิเลสตัณหาตัวใดมีกำลังแรงกว่ากัน

ตัณหา 3 หมายถึง กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา กามตัณหา ก็คือความยินดี พอใจติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่กระทบสัมผัส เช่น เห็นรูปใดก็ตาม หรือเห็นสิ่งสวยๆงามๆ เห็นบุคคลที่ชอบใจ ก็เกิดพออกพอใจ อยากเห็นอีก ได้ยินเสียงที่ชอบใจ ได้กลิ่นที่ชอบใจ ได้ลิ้มรสของอร่อย ทำให้พออกพอใจ อย่างนี้ก็จัดเป็นกามตัณหาแล้ว กามตัณหาจึงเกิดอยู่เป็นปกติในชีวิตประจำวันของคนเรา

ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป เป็นความใคร่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดที่คิดว่าทุกอย่างเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปลง

ส่วนวิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ คือความอยากในความไม่มีไม่เป็น อยากพ้นไปจากความเป็นตัวตนอันไม่น่าปรารถนา อยากทำลาย อยากดับสูญ เป็นความใคร่อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ คือความเห็นผิดที่คิดว่าตัวตนที่ตั้งอยู่นั้นจะต้องสูญสิ้น สูญหายไปทั้งหมด

พูดง่ายๆกามตัณหาก็คือ ความใคร่ในกาม ซึ่งก็คือความใคร่ ความหลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เหล่านี้เรียกว่ากามตัณหา ส่วนภวตัณหาคือต้องการอยากดี อยากเด่น อยากเก่ง อยากเลิศ อยากกว่าเขา อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์ มักใหญ่ใฝ่สูง ที่เป็นเศรษฐีก็อยากรวยยิ่งๆขึ้นอีก ฯลฯ อย่างนี้เรียกว่า ภวตัณหา ขณะที่วิภวตัณหานั้นก็ เช่น ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากจน ไม่อยากตาย อยากคงที่อยู่อย่างนั้น เหล่านี้เป็นต้น

ตัณหาเป็นที่มาของความทุกข์ มองในอีกแง่หนึ่งก็คือทะยานอยาก ความติดข้อง ความพอใจยินดี ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนเราติดข้องอยู่นั้นมีมากมายหลายอย่าง ดังนั้น พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเกี่ยวกับตัณหาจึงมีอยู่หลากหลายนัย เพื่อให้สัตว์โลกได้เข้าใจตามความเป็นจริง บางครั้งพระองค์ทรงแสดงถึงตัณหา 3 อย่าง บางครั้งแสดง ตัณหา 6 หรือตัณหา 18 หรือตัณหา 108 ก็เพื่อให้เข้าใจถึงความละเอียดของสภาวะที่เรียกว่า ตัณหา หรือความยินดีพอใจ ที่ทำให้ติดข้องในสิ่งต่างๆ ที่มีมากมายนั่นเอง

"แต่มิใช่เท่านี้สมุทัยมีความรอบคอบมากกว่านั้น คือได้จัดให้ประจำกาลทั้ง 3 เหมือนอย่างจัดยามประจำทุกยาม คือ ประจำอดีตกาล 18 คน อนาคตกาล 18 คน ปัจจุบันกาล 18 คน รวมเป็น 54 คน ดูก็น่าจะพอ แต่ยังไม่พอสำหรับสมุทัยผู้รอบคอบถี่ถ้วนเป็นอย่างยิ่ง ยังจัดไว้สำหรับประจำกำกับตนเอง 54 คน ประจำกำกับผู้อื่นอีก 54 คน จึงรวมเป็น 108 คน เรียกภาษาของชาวจิตตนครว่า ตัณหา 108"

เกี่ยวกับตัวเลข 108 ในทางพุทธศาสนานั้น มีให้เห็นอยู่หลายทาง อย่างเช่น ลวดลายที่ปรากฏบนรอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นก็มีจำนวน 108 อย่าง ในพุทธประวัติตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ก็มีการอัญเชิญพราหมณ์จำนวน 108 คน มาเข้าร่วมประชุมในพิธีมงคลเพื่อทำนายพระลักษณะและถวายพระนาม รวมถึงไปการสวดอิติปิโส 108 จบ ที่เชื่อว่ามาจากอักขระหรือตัวอักษรภาษาบาลี ในบทพระพุทธคุณ มี 56 คำ บทพระธรรมคุณ มี 38 คำ และบทพระสังฆคุณ มี 14 คำ นับรวมได้จำนวน 108 เช่นกัน ทางฝ่ายพุทธศาสนานิกายมหายาน เมื่อเชื่อว่ามนุษย์เรามีบาปและตัณหา 108 ประการ ดังนั้น จึงเห็นมีธรรมเนียมการตีระฆัง 108 ครั้ง ที่เชื่อกันว่าจะช่วยปัดเป่าสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ หรือแม้กระทั่งลูกประคำที่ใช้นับตอนสวดมนต์ ก็มี 108 ลูก

ขณะที่ในทางโหราศาสตร์ ก็มีความเชื่อว่า ตัวเลข 108 นี้ มาจากกำลังเทวดาอัฐเคราะห์ หรือดาวทั้ง 8 คือ อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 พุธ 17 เสาร์ 10 พฤหัสบดี 19 ราหู 12 และศุกร์ 21 เมื่อรวมกำลังของเทวดาทั้ง 8 องค์ ก็เท่ากับ 108 เช่นกัน

สำหรับหลักวิธีจำแนกตัณหาออกเป็น 108 ประการของพุทธศาสนามาจาก การแบ่งตัณหาออกเป็น 3 ชนิด คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ตัณหาทั้ง 3 นี้ เกิดได้ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ รวม 6 ทาง จึงนำมาคูณกันเป็น 18 และเนื่องจากตัณหานี้เกิดขึ้นได้ทั้ง 3 กาล คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต จึงรวมกันเป็น 54 แล้ว ยังแบ่งเป็นตัณหาที่เกิดอยู่ภายในตัวเรา กับตัณหาที่เกิดอยู่ภายนอกตัวเรา เช่น ตัณหาที่เกิดจากผู้อื่น เมื่อรวมกันเข้าผลที่ออกมาจึงกลายเป็นตัวเลข 108

"ฉะนั้น ชาวเมืองและชาวจิตตนครทั้งปวงจึงได้รับข่าวที่ถูกอารมณ์เคลือบแคลงแล้ว เรียกได้ว่ามิใช่เป็นข่าวสารที่จริงแท้อยู่เสมอ เพราะสมุทัยได้วางตัณหา 108 ดังกล่าว ยึดระบบสื่อสารทั้งสิ้นไว้ทั้งชั้นนอกชั้นใน คือให้เข้าใจผิด เห็นผิดอยู่เสมอ บางคราวก็แสดงความยินดีปรีดา อยากได้นั่นได้นี่ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ บางคราวก็หงุดหงิด ขุ่นเคือง ขัดแค้น อยากให้พินาศเสียหาย สุดแต่อารมณ์ที่สมุทัยและพรรคพวกส่งเข้ามา ชาวเมืองจิตตนครจึงมีจิตใจที่ดิ้นรนกวัดแกว่งอยู่เสมอ ไม่สงบ เป็นโอกาสให้หัวโจกทั้ง 3 เข้าสิงผสมได้โดยง่าย เพราะสมุทัยจัดให้คอยจ้องโอกาสอยู่ทุกขณะแล้ว ด้วยสังเกตเครื่องมือสำคัญ คือ อารมณ์ และลอบเข้ามากับอารมณ์ทันที การปฏิบัติงานของสมุทัยและพรรคพวกทั้งปวงรวดเร็วยิ่งนัก เท่ากับความเร็วของ จิตหรือความเร็วของแสง ก็น่าจะเทียบได้หรือยิ่งกว่า"

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยจิตใจให้ไหลตามอารมณ์ เมื่อนั้นเราย่อมถูกครอบงำ ถูกชักนำให้ทำทุกอย่างด้วยกิเลสที่แอบแฝงเข้ามาเจืออยู่ในอารมณ์อย่างรวดเร็ว โดยที่ส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่รู้ตัว เมื่อขาดสติบ่อยๆเข้า ไม่ทันสำรวมระวังตัวระวังใจ ก็ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสที่สุดแท้แต่จะผลักไสชักพาไป ยกตัวอย่างถึงวันหยุด แทนที่จะได้พักผ่อนอยู่กับบ้านสบายๆ พอเล่นไลน์ไปเจอว่ามีหนังเรื่องใหม่เข้าฉาย กิเลสก็เกิดทันที จึงรีบจัดแจงนัดเพื่อน ออกไปยืนต่อคิวรอซื้อตั๋วหนัง เข้าไปนั่งดูอยู่สองชั่วโมง พอออกจากโรงหนัง เพื่อนก็บอกว่าไหนๆ มาถึงห้างแล้วก่อนกลับแวะช็อปปิ้งต่ออีกหน่อยดีกว่า กิเลสในใจก็สั่งให้ตกลง ก็เลยเดินช็อปปิ้งเพลิน พอกลับถึงบ้านก็หมดเรี่ยวหมดแรง แถมยังเสียสตางค์ไปตั้งเยอะ เหนื่อยก็เหนื่อย วันหยุดแทนที่จะได้พักผ่อน เลยไม่ได้พัก แล้วรุ่งขึ้นก็ต้องกลับไปทำงานอีกแล้ว นี่แหละฤทธิ์เดชของกิเลสที่ชักนำให้เห็นทุกข์เป็นสุข

"อย่างไรก็ตาม ได้กล่าวแล้วในครั้งก่อนว่า อาวุธหรือผู้ที่จะปราบพวกหัวมีดหัวไม้ของฝ่ายสมุทัยมีอยู่คือ ปัญญา และปัญญานี้เมื่ออบรมเสมอ ก็เหมือนอาวุธที่คมที่ลับอยู่เสมอ ย่อมใช้การได้ผลอย่างดียิ่ง คือฟันลงไปที่ใดก็ขาดลงไปที่นั้น ตัณหา 108 ก็สามารถจะทำลายให้สิ้นไปได้ด้วยปัญญาที่ได้รับการอบรมบริบูรณ์เต็มที่แล้วเช่นกัน แต่สำหรับชาวจิตตนครที่เป็นสามัญชน การอบรมปัญญาเพียงให้สามารถรักษาใจไม่ถึงกับให้ตกเป็นทาสของอารมณ์จนเกินไป พอให้มีความมร่มย็นเป็นสุขมากกว่าร้อนรนทุกข์ ก็นับว่าดีแล้ว และการบริหารจิตนี้แหละคือการอบรมสติ อบรมปัญญา ให้เกิดทัน และให้สามารถรักษาจิตใจหรือจิตตนครให้ไม่ถูกอารมณ์อันเป็นสมุนฝ่ายร้ายของสมุทัยเข้ามีอำนาจเหนือ จนถึงกับจะใช้อำนาจก่อให้เกิดความวุ่นวายเร่าร้อนได้เกินไป"

เมื่อจิตใจถูกกิเลสครอบงำ เราก็ต้องหาทางต่อสู้ให้พ้นจากอำนาจของกิเลส สิ่งที่จะนำมาเป็นอาวุธเข้าโรมรันกับกิเลสตัณหา ก็คือธรรมาวุธ คือมีพระธรรมเป็นอาวุธ ธรรมะที่เราจะรวบรวมในขั้นต้นก็ต้องมีสติ หมายถึงตัวระลึกรู้ ที่เราต้องสร้างให้มีกำลังเพื่อทำการต่อสู้ให้มีกำลังพอ นี้ก็ไม่ยาก เวลาจะนั่งจะลุก เดินไปไหนมาไหน หรือพูดจาพาที ก็ให้มีสติระลึกรู้ มีการแสดงออกที่พอเหมาะพอดี มีวิริยะ คือ ความพากเพียรเป็นตัวอุดหนุน มีปัญญา คือความรู้ที่ชัดเจน ความรอบรู้ในสังขาร รู้แจ่มแจ้งแทงตลอด

"บ้านเมืองใดมีกำลังอาวุธบริบูรณ์ ย่อมจะป้องกันข้าศึกศัตรู มิให้รุกรานก่อความเดือดร้อนได้ฉันใด ผู้มีอาวุธคือปัญญาเพียงพอ ย่อมจะป้องกันอารมณ์มิให้รุกรานก่อความเดือดร้อนได้ฉันนั้น การอบรมปัญญาตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงบริบูรณ์แล้วด้วยพระปัญญาคุณ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปรารถนาความร่มเย็นเป็นสุขพึงกระทำทั่วกัน"

ปัญญาทางโลกเป็นความฉลาดรอบรู้ในศิลปะวิทยาการ ในกิจการงานต่างๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเกิดความเจริญก้าวหน้าในทางโลก เป็นทางมาของทรัพย์สินเงินทอง และลาภยศสรรเสริญ สุข แต่ไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ ส่วนปัญญาทางธรรม ก็คือความรู้ความเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนา ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น หากเราน้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธองค์มาเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันก็จะมีทุกข์น้อยลง ชีวิตร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้น

"หัวโจกทั้ง 3 นั้น เที่ยวหาพรรคพวกได้อีก 7 คน รวมเป็น 10 คนด้วยกันก่อน คือ 1 โลโภ ความอยากได้ของของเขา 2 โทโส ความโกรธประทุษร้ายเขา 3 โมโห ความหลง ทั้ง 3 นี้ เป็นพรรคพวกชั้นหัวโจกของสมุทัยอยู่แล้ว 4 มาโน ความถือตัว ดูหมิ่นผู้อื่น 5 ทิฏฐิ ความเห็นผิด 6 วิจิกิจฉา ความลังเลไม่แน่นอนใจ 7 ถีนัง ความง่วงเหงา เกียจคร้าน 8 อุทธัจจัง ความฟุ้งซ่าน 9 อหิริกัง ความไม่ละอายใจ ไม่รังเกียจต่อความชั่ว 10 อโนตตัปปัง ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว"

กิเลสทั้ง 10 ก็คือ โลภะ ความอยากได้ในกามคุณอารมณ์ โทสะ ความโกรธ ความประทุษร้าย โมหะ ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ขาดปัญญา โง่เขลา มานะ ความเย่อหยิ่งถือตัว ว่าดีกว่าเขา ต่ำกว่าเขา หรือเสมอเขา ทิฏฐิ ความคิดเห็นผิด วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เคลือบแคลงในกุศลธรรมทั้งหลาย ถีนะ ความหดหู่ ความท้อแท้ใจ อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน จิตส่าย ใจวอกแวก อหิริกะ ความไม่ละอายแก่ใจ ไม่ละอายต่อความชั่ว อโนตตัปปะ ความไม่กลัวบาป ไม่เกรงกลัวต่อทุจริต

"คน 10 คนนี้ ต่างไปหาพรรคพวกอีกคนละ 150 คน โดยมาจัดแบ่งเป็น 150 หมู่ หมู่ละ 10 คน ประจำนามธรรมและรูปธรรมของชาวจิตตนครทุกคนโดยครบถ้วน คือ สมุทัยได้ศึกษาสรีรวิทยาและจิตวิทยารู้โดยถี่ถ้วนว่า ชาวจิตตนครทุกคนมี จิต 89 ดวง นับเป็น 1 มี เจตสิก ธรรมที่เกิดในจิต 52 นี้เป็นส่วนจิต กับมีรูปที่เรียกว่า นิปผันนรูป รูปที่สำเร็จมาแล้ว 18 พร้อมกับทุกข์ 4 คือ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ นี้เป็นส่วนสรีระหรือรูป (ตามคัมภีร์อภิธรรม) จึงรวมเป็น 75 แจกเป็นนามธรรม 75 แจกเป็นรูปธรรม 75 เพราะชาวจิตตนครทุกคนประกอบด้วยนามธรรม รูปธรรม รวมกันอยู่เป็นคนหนึ่งๆ จะแยกถือเอาเฉพาะอย่างเดียวไม่ได้ ฉะนั้น เพื่อมิให้ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย จึงได้นับจำนวนเป็นส่วนละ 75 หน่วยเสียทีเดียว เพื่อที่จะได้ส่งพรรคพวกไปคุมเป็นรายหน่วย หน่วยละหมู่ คือตามที่ได้กล่าวแล้วว่า จัดแบ่งเป็น 150 หมู่ หมู่ละ 10 คน เพื่อควบคุม นามรูปที่แบ่งออกส่วนละ 75 เป็น 150 หน่วยนั้น กระจายกำลังออกคุมหน่วยละหมู่ทีเดียว ดังนั้น 150 คูณด้วย 10 จึงรวมเป็น 1,500 เรียกว่ากิเลส 1,500 เป็นพรรคพวกที่สมุทัยจัดไว้ให้มีหน้าที่ประจำกำกับภายในบ้านของชาวจิตตนครทุกคน ทุกกระเบียดนิ้วก็ว่าได้ ไม่ยอมให้ใครพ้นออกไปจากการควบคุมเลย จะคิดอะไร จะทำอะไร จะเดิน ยืน นั่ง นอนที่ไหน ก็อยู่ในสายตาของหมู่ใดหมู่หนึ่งแห่งกิเลส ทั้ง 150 หมู่นี้ทั้งสิ้น"

สำหรับกิเลส 1500 นั้น กิเลสหมายถึงสิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง วิธีคิดนับจาก นามรูปหรือภาวะอาการทางใจที่น้อมออกไปรู้อารมณ์ ประกอบด้วย จิต 89 ดวงที่นับรวมเป็น 1 เจตสิกหรือเครื่องปรุงแต่งจิตอีก 52 บวกกับนิปผันนรูป 18 หรือรูปเที่ยง เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ และระบบประสาทต่างๆ ฯลฯ รวมกับทุกข์ 4 คือ เกิด แก่ เสื่อม ดับ รวมได้ 75 คูณ 2 คือ กิเลสภายใน (จิต) และกิเลสภายนอก (กาย) เท่ากับ 150 แล้วคูณด้วยกิเลสทั้ง 10 จึงเป็นกิเลส 1500 นั่นเอง

"สมุทัยจึงนับว่าเป็น นักการโลก ที่สามารถมาก เพราะต้องการที่จะครองโลกไว้ทั้งสิ้นในอำนาจ ไม่ประสงค์ให้ใครผู้ใดพ้นไปจากอำนาจของตนเลย ลองนึกเขียนรูปภาพภายในบ้านของชาวจิตตนครแต่ละคน ก็คงจะเป็นภาพที่เต็มยั้วเยี้ยไปด้วยกิเลสตัณหาเดินไปเดินมาสับสนอลหม่านอย่างบอกไม่ถูก บ้างก็ครึกครื้นรื่นเริง เต้นรำทำเพลง บ้างก็กริ้วโกรธ ด่าตี ออกท่ายักษ์มารต่างๆ บ้างก็นั่งโงกซึมเซา ดูคล้ายกับโง่ดักดาน บ้างก็ซุบซิบวางแผนชั่วร้ายต่างๆ ดังนี้ เป็นต้น ต่างแสดงออกตามสันดานของตนๆ 108 จำพวก หรือ 1,500 จำพวก ดูภาพแล้วน่าปวดเศียรเวียนเกล้าแทนยิ่งนัก"

ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ภายในจิตใจ เป็นจิตที่สงบจากกิเลสมารทั้งร้อยแปดพันประการ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดในใจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนสิ่งต่างๆจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง หรือลาภยศ สรรเสริญ สุข แต่อยู่ที่การขาดแคลนธรรมะ ซึ่งเป็นเครื่องมือหรืออาวุธที่จะใช้ทำลายกิเลสมาร ที่นำความทุกข์มาให้เราไม่จบสิ้น ในการต่อสู้กับกิเลสมาร เราต้องใช้ธรรมะเข้าช่วย คือการทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ

"ได้กล่าวไว้แล้วว่า อาวุธที่จะปราบพรรคพวกของสมุทัยในจิตตนครได้ผลแน่นอน มีอยู่อย่างเดียวคือปัญญา ปัญญานี้มีหลายขั้น ทั้งขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง ก็เหมือนอาวุธมีคมที่ย่อมมีทั้งคมน้อย คมมาก คมที่สุด อาวุธที่คมน้อยก็ทำให้คมมากได้ ทำให้คมที่สุดได้ ด้วยการหมั่นลับอยู่เสมอ ปัญญาก็เช่นกัน ปัญญาที่อยู่ในขั้นต่ำก็อาจทำให้เป็นปัญญาขั้นกลางได้ ทำให้เป็นปัญญาขั้นสูงได้ ด้วยการหมั่นอบรมอยู่เสมอ อบรมมากและสม่ำเสมอเพียงไร ปัญญาก็ย่อมจะยิ่งสูงขึ้นได้เพียงนั้น"

การที่จะเกิดปัญญาทางธรรม เราก็ต้องใส่ใจขวนขวายให้มีธรรมะอยู่กับตัวเรา ทั้งในการคิด พูด และทำ ตั้งใจปฏิบัติธรรมที่มีทั้งสมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน การทำสมถะกรรมฐานเป็นวิธีที่จะทำให้เกิดความสงบขึ้นในจิตใจ ทำให้เกิดสมาธิและเกิดสติปัญญาได้ง่าย เพื่อต่อยอดสู่การทำวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งจะทำให้เกิดการรู้เห็นตามที่เป็นจริง ดังที่พระครูเกษมธรรมทัต หรือ พระอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี แห่งวัดมเหยงค์ พระนครศรีอยุธยา ท่านกล่าวไว้ว่า "วิปัสสนาคือปัญญา มันจะกรองเอากิเลสออกไปจากใจเพราะฉะนั้นจิตที่ ถูกกรองกิเลสออกไปแล้ว แม้จะประสบอารมณ์อย่างไร...ก็จะไม่มีความทุกข์ความเศร้าหมอง " เราในฐานะปุถุชน เมื่อมองเห็นถึงโทษภัยของกิเลสตัณหา แม้ยังไม่อาจละกิเลสตัณหาให้ดับสิ้นลงอย่างถาวรได้เฉกเช่นพระอริยเจ้าทั้งหลาย แต่ก็ต้องหมั่นชำระจิตฟอกใจ นำธรรมะมาปฏิบัติในชีวิต ประจำวัน เพื่อความทุกข์ทั้งหลายก็จะค่อยๆลดน้อยถอยลง เนื่องเพราะ "ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม" เช่นที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงกล่าวสรุปทิ้งท้ายบทเอาไว้ว่า

"ดังนั้น แม้เห็นโทษของพรรคพวกเหล่าร้ายของสมุทัย ต้องการจะทำลายให้สิ้นไปหรือปราบให้บรรเทาลง ก็จำเป็นจะต้องใช้อาวุธคือปัญญาที่หมั่นลับให้คม คืออบรมให้เป็นปัญญาในขั้นสูงยิ่งขึ้นทุกทีอยู่เสมอ และการอบรมที่ถูกต้องจริงๆ ก็มีอยู่วิธีเดียวคือศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าใจพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สมควร แล้วปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอนไว้นั้น ปัญญาก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ สามารถทำลายเหล่าร้ายพรรคพวกสมุทัย ผู้เป็นเหตุแห่งความทุกข์ร้อยแปดพันประการของจิตตนครให้ลดน้อยถึงที่สุดลงได้จริงๆ"

(ขอขอบคุณภาพประกอบจากหนังสือ วจนธรรม # instanyana ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า