วาสนา รุ่งแสงทอง ลาทูรัส

เส้นทางสู่นักสู้ชีวิตแห่ง "นารายา"
สันภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

วาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส สุภาพสตรีผู้เป็นแขกรับเชิญ "สกุลไทย" ครั้งนี้ เป็นประธานบริหารบริษัทนารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์นารายา NaRaYa ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมานานปีในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ปัจจุบันมีจำหน่ายแพร่หลายในหลายประเทศ ทั้งกระเป๋าผ้าฝ้ายพิมพ์ลาย และเครื่องใช้ที่ทำจากผ้าซาติน และผ้าแคนวาสสารพัดแบบ สารพัดขนาด ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวที่ประณีตสวยงาม 

วาสนา รุ่งแสนทอง ลาทูรัส หญิงเหล็กนักสู้ชีวิต ผู้ให้กำเนิด "นารายา" บอกเล่าเรื่องของเธอในเบื้องต้นว่า

"เป็นคนประตูน้ำค่ะ เกิดที่นั่น โตตรงนั้น ครอบครัวเป็นคนจีน มีพี่น้อง ๙ คน ที่บ้านค้าขาย พ่อมาจากเมืองจีน มากับอากง พร้อมพี่ชายและน้องชาย ส่วนแม่เป็นคนจีน แต่ว่ามาเกิดที่ไทย แม่เป็นคนแถวซอยกิ่งเพชร แล้วแต่งงานเมื่ออายุ ๑๗ มาอยู่กับพ่อที่ประตูน้ำ พี่น้อง ๙ คนนี่ ดิฉันเป็นคนที่ ๗  แต่เป็นผู้หญิงคนเล็ก ที่บ้านมีผู้หญิง ๕ คน เห็นเป็นคนท้ายๆ ไม่ใช่ว่าจะสบายเหมือนคนท้ายๆบ้านอื่นนะคะ กลายเป็นคนที่ลำบากที่สุด ที่ว่าลำบากนั้นเพราะพี่ๆเกิดและโตในสมัยที่พ่อยังพอมีสตางค์ แต่เรามาตอนที่เขาแย่พอดี พ่อทำการค้าล้มละลาย ล้มละลายแล้วก็ไปจากบ้าน ไปจากครอบครัว ก็อยู่กันคนละทาง ตอนนั้นดิฉันอยู่ ป.๔ อายุ ๑๑ ขวบ น้องชายก็อยู่ ป.๔ อยู่ชั้นเดียวกัน พี่ชายอยู่ ม.๒  สามคนพี่น้องท้ายๆนี้กำลังเรียน ก็ต้องออกจากโรงเรียนหมด อีกปีหนึ่งให้หลัง พี่ชายกับน้องชายได้กลับไปเรียน แต่เราแม่ไม่ให้เรียน แม่บอกว่า ผู้หญิงไม่ต้องเรียนเยอะ ช่วยที่บ้านทำงานเถอะ ตามธรรมเนียมคนจีน เราก็รู้สึกไม่ดี ก็ร้องไห้ คิดอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ยุติธรรม แต่ก็ก้มหน้าก้มตาช่วยทำงาน เพราะสงสารแม่ แต่ไม่ได้โกรธแม่นะ"

ที่ว่า "ช่วยทำงาน" ของเด็กอายุ ๑๑ ขวบคนนี้ก็คือ 

"ตื่นแต่เช้าตีห้า ออกไปช่วยพี่สาวสองคนขายของที่ตลาดเฉลิมโลก ประตูน้ำ ขายถุงพลาสติก ขายไข่ ฯลฯ คนอื่นเขาก็ออกไปเรียน ออกไปทำงานกัน มีพี่สาวคนโตคนเดียวที่แต่งงานออกไปแล้ว ทุกคนเมื่อกลับบ้าน มีหน้าที่ต้องทำ ดิฉันมีหน้าที่ถูบ้าน ซักผ้า รีดผ้าให้ทุกคน  แล้วก็ต้องช่วยทำกับข้าวด้วย เห็นพี่น้องได้กลับไปเรียน เราคนเดียวจบแค่ ป.๔ ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานมาอีก ๒-๓ ปี ก็ขอแม่ว่า ขอไปเรียนพิเศษกลางคืนได้ไหม ไปเรียนที่อมาตยศึกษา อยู่ปากคลองตลาด เรียนอยู่ ๑ ปี สอบได้ ๓ ชั้น คือหนึ่งปีเรียนจบ ก็ไปสอบเทียบชั้น ป.๗ อายุ ๑๕ เรียนปีที่ ๒ อีกปี ไปสอบเทียบ ม.ศ.๓ ก็ดีใจ อายุ ๑๖  เรียนหนังสือด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจมาก เพราะอยากเรียน อยากมีความรู้เหมือนคนอื่นเขา ขายของแต่เช้า พอสี่โมงเย็นก็เตรียมตัวกลับบ้าน อาบน้ำ แต่งตัวออกไปเรียน เรียนตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสี่ทุ่ม วันจันทร์ถึงวันเสาร์ นั่งรถเมล์สาย ๑๑ ไป เหนื่อยค่ะ เพราะกลับมาสี่ทุ่มก็อาบน้ำ กินข้าว ทำการบ้านเพราะเรียนด้วยตัวเอง ต้องขยันหน่อย แล้วยังต้องซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน แต่ก็ชอบเรียน ดีใจที่ได้เรียน ถ้าพ่ออยู่ด้วย อาจไม่ให้เรียนก็ได้ เพราะออกจากบ้านมืดค่ำ กลับดึก และเพราะเป็นผู้หญิง ที่ไปเรียนอะไรนี่ไม่กระทบการทำมาหากินที่ช่วยครอบครัวอยู่เลยนะคะ เป็นคนสู้ เรียนอีก ๘ เดือน ก็จะไปสอบเทียบชั้น ม.ศ.๕ ปรากฏว่าไม่มีสิทธิ์สอบ เพราะอายุไม่ถึงสิบแปด เขาไม่ให้สอบ เราเพิ่งสิบเจ็ด สรุปแล้วมีเรียน ม.ศ.๕ แต่ไม่ได้สอบ เท่ากับจบ ม.ศ.๓ แต่การศึกษาในระบบจบ ป.๔ เท่านั้นนะคะ"

เจ้าตัวเล่าว่า "เหนื่อยมาก" ในสภาวะตอนนั้น แต่แล้วก็ยิ้มชื่น เมื่อสรุปโดยรวมอีกครั้งว่า 

"แต่เมื่อหวนคิดกลับไป ถือว่ามีความสุขที่ได้เรียน ถือว่าเป็นกำไร ชอบมีคนในตลาดมาถามว่า เรียนไปทำไม เขาก็คงคิดแบบคนเก่าๆที่ว่า เป็นผู้หญิงเดี๋ยวก็ต้องแต่งงาน แต่เราก็ตอบแบบไม่ต้องคิดทันทีว่า เรียนเพื่อไม่ให้โง่ไง จริงๆแล้ว ดิฉันเรียนเพื่อจะได้มีความรู้ แล้ววันหนึ่งจะไปทำงาน แล้วไปจากตลาด ไม่อยากอยู่ตลาด มันเบื่อ มันเหม็น ความรู้สึกของเด็กตอนนั้น เหมือนเก็บกดที่ไมได้เรียนน่ะแหละ ที่จริงคนในตลาดก็รักเรา เมตตาเรา แต่เราไม่ชอบบรรยากาศน่ะ ที่เอะอะ โวยวาย โหวกเหวก บางทีก็มีคนทะเลาะกัน พูดจาหยาบคายกัน"

สาวจีนคนนี้ เดิมมีชื่อจีนว่า ซิ่วเพี้ยว มีที่มาคือ

"คุณเตี่ยบอกว่าชื่อลูกทุกคนมีซิ่วหมด ซิ่ว แปลว่า สวยงาม พี่สาว ซิ่วจู   ซิ่วเตียง หมายถึงเงินๆ ทองๆสวยๆงามๆ แต่ของเรา ซิ่วเพี้ยว ซิ่วน่ะแปลว่าสวย แต่เพี้ยว คือ แหน เป็นพืชน้ำ ตอนเล็กๆยังบอกเตี่ย คือตั้งชื่อให้เรา ยังตั้งให้แบบไม่มีราคา ชื่อนี้สามัญมาก" 

แท้ที่จริง พืชตระกูลจอก แหน เป็นพืชที่อยู่ทน เจริญงอกงาม ขยายเร็ว และโตเร็ว ซึ่งชีวิตของเธอก็เป็น ดังนั้น โดยยังก้มหน้าก้มตาช่วยงานครอบครัวอยู่อย่างขยันขันแข็ง อย่างไรก็ตามการทำอะไรที่ไม่ชอบ แต่ทำด้วยความจำเป็น ทั้งยังเหน็ดเหนื่อยมาตั้งแต่เด็ก ทำให้สภาพจิตใจของสาวน้อยวาสนาในวันนั้นเศร้าหมองไม่น้อย แต่น้อยคนนักที่จะได้รู้ว่า เธอผ่านวันคืนทุกข์ใจและเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้นมาได้อย่างไร

"ดิฉันทุกข์ตั้งแต่ไม่ได้เรียน ทุกข์เพราะไม่ชอบบรรยากาศตลาด เราทุกข์แล้วไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว พ่อแม่เราเหรอ พ่อก็ไปแล้ว หนีหนี้ล้มละลาย ต่อมาเขาก็มีครอบครัวใหม่ แม่ก็ทำมาหากิน จัดการหนี้ก้อนหนึ่งของพ่อที่ทิ้งไว้ให้ ดูแลเลี้ยงดูลูกอีก ๙ คน จัดการเรื่องทำมาหากิน เราก็ต้องช่วยตั้งแต่เด็กๆอย่างนี้ แต่ก่อนโกรธพ่อมาก พออายุมากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ก็อภัยและเข้าใจ ก็เลิกโกรธพ่อในเวลาต่อมา ที่จริงการที่เรามาเกิดเป็นลูกสาวนี่ พ่อก็ไม่ชอบใจอยู่แล้ว เพราะเขาเคยพูดไว้ มีลูกมาหลายคนแล้ว ผู้หญิงแยะ เขาบอกเลย ถ้าท้องนี้เป็นลูกสาว จะไม่เอาไว้ จะให้คนอื่น เราก็ดันมาเกิด แล้วก็มีน้องชายเกิดตามมาอีกสองคน

คนจีนชอบลูกชาย อย่างตอนพี่ชายเกิด ทองเต็มตัวเลย พ่อดีใจ พอเรามาเกิดต่อจากเขา แล้วก็มาลำบาก คือกรรมมันทำมาน่ะ ดิฉันคิดว่าเราลงเรือลำเดียวกัน เรามีกรรมกับพ่อ ขนาดพ่อบอกว่า ไม่อยากได้เรา เรายังมาเกิดเป็นลูกเขาอีก กรรมเป็นเครื่องกำหนดชี้นำชีวิตคน ยิ่งเป็นแม่คนแล้ว ก็เข้าใจว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูก ไม่ต้องการลูกหรอก ตั้งแต่นั้นมาก็เลยไม่โกรธพ่ออีก ทีนี้ที่ว่าทุกข์ ก็เพราะพื้นฐานชีวิตมาอย่างนี้ แล้วมาไม่ได้เรียน ต้องทำงานเหนื่อยยาก พึ่งใครไม่ได้ แต่ที่ผ่านพ้นมาได้ เพราะอะไรทราบไหมคะ เพราะธรรมะของท่านปัญญานันทะ (พระพรหมมังคลาจารย์ ) วัดชลประทานฯ เช้าเราทำงาน เปิดร้านก็เปิดวิทยุฟัง ซักผ้าก็เอาวิทยุตั้งข้างๆ เปิดฟัง มีวิทยุเป็นเพื่อน ธรรมะท่านฟังง่าย ดิฉันโตมากับธรรมะของท่านปัญญา แม่ก็ไม่มีเวลาคุยกับลูกหรอก แล้วเราก็เป็นคนเก็บตัว ทุกข์อะไรก็ไม่เล่าให้ใครฟัง"

 นอกจากธรรมะท่านปัญญานันทะที่ได้ฟัง เธอผู้นี้ให้ความหมายยิ่งแก่หนังสือและข้อเขียนของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ดังเล่า

"เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก อ่อนไหว ละเอียด และขี้น้อยใจ แล้วก็เลยเป็นโรคกระเพาะ คิดมาก ก็เครียดอยู่คนเดียว เครียดปั๊บก็หยิบหนังสืออาจารย์คึกฤทธิ์มาอ่าน ภาษาท่านน่าอ่าน ก็ช่วยได้ ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้นด้วย บางวัน ทำงานมาเหนื่อยๆ หรือมีอะไรกระทบกระเทือนใจ พอกลับมาบ้าน อ่านหนังสือพิมพ์ โอ...วันนี้อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนมาตรงกับเรื่องเราพอดีเลย หรือแบบว่าฟังวิทยุ โอ้โฮ...หลวงพ่อพูดตรงกับที่เรากำลังทุกข์พอดีเลย เหมือนพระมาบอก อาจารย์มาช่วย เป็นประจำเลย สิ่งเหล่านี้ อ่านเจอวันนั้น เทศน์วันนั้น เรื่องเราพอดีเลย ซึ่งแปลก ก็เลยทำให้เรามีวันนี้ และมีวันนี้เร็ว  ดังนั้น ถือว่าตัวเองมีผู้ช่วยชีวิตสองอย่าง อ่านหนังสืออาจารย์คึกฤทธิ์ ฟังธรรมะท่านปัญญาฯ ก็เลยอยู่มาได้ เป็นแม่ค้าก็จริง แต่ก็เป็นคนเดียวในตลาดประตูน้ำ ที่รับหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ดิฉันอ่านข้อเขียนในนั้นทั้งของท่านและนักเขียนอื่นๆ รู้จักหมด ดิฉันถือว่าทั้งสองท่านเป็นผู้มีพระคุณต่อชีวิต ทุกวันนี้ถามว่า ถ้าทุกข์ กลัวอะไรไหม ตอบว่า เฉยๆ เพราะมันผ่านมาหมดแล้ว"

การผ่านทุกข์ด้วยธรรม น่าอนุโมทนายิ่ง เธอเล่าด้วยความปีติว่า ในเวลาต่อมาของชีวิต แม้จะใช้เวลานานปี ชีวิตเธอก็ได้มีโอกาสพบหลวงพ่อปัญญาฯ

"ดิฉันไม่เคยเจอท่าน ไม่รู้จักท่าน แล้วชีวิตก็เต็มไปด้วยการทำงาน ไม่มีเวลาไปวัดหรอกค่ะ เวลาเที่ยวก็ไม่มีเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถือว่านานมากทีเดียว กว่าชีวิตนี้จะได้พบท่านก็เมื่อดิฉันอายุ ๕๑ แล้ว เรามาเปิดสำนักงานใหญ่ที่แจ้งวัฒนะ และซื้อบ้านใหม่แถวนี้ เรานิมนต์ท่านมาที่นี่ ซึ่งท่านก็เมตตา รู้ไหมว่าพอท่านรับนิมนต์ ดิฉันทำอะไรไม่ถูกเลย พอเจอท่าน ก็นั่งลงกราบท่าน ความรู้สึกขณะนั้นคือปีติตื้นตันขึ้นมาตรงนั้นเลย มีความรู้สึกเหมือนได้เจอพ่อทางธรรม เพราะเราฟังธรรมท่านมาตั้งแต่เด็กๆ เอามาช่วยในการดำเนินชีวิต ตื้นตัน ตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูก นิมนต์ท่านไปนั่ง บอกท่านว่า หนูฟังธรรมของหลวงปู่มาตั้งแต่อายุ ๑๕ สามีคือ คุณวาซิรีโอส ก็มากราบท่านด้วย สามีก็เคารพท่านด้วย ท่านก็เมตตาสามีและลูกเรา ต่อมาท่านก็มาโปรดอีกหลายครั้งในช่วงห้าปีก่อนที่ท่านจะสิ้น ดิฉันถือว่าโตมากับธรรมะท่าน และเมื่อท่านจากไป ดิฉันหวนคิดไป ก็ถือว่าคำสั่งสอนท่านทั้งหมดที่เราเคยได้ฟังมาตลอดชีวิต จนมาเจอท่านนั้น เป็นมรดกธรรม ทำให้เราอยู่มาได้"

ย้อนกลับไปที่ชีวิตสมัยนั้น...กิจการค้าขายในตลาดประตูน้ำดำเนินมาด้วยดี จากการขายปลีก ขยับขยายมาค้าส่ง ทำการค้าอยู่ราวยี่สิบปี แล้ววันหนึ่งบทบาทหน้าที่ตรงนี้ก็หมดไป เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นแก่ชีวิต

"แม่ป่วย เป็นโรคเบาหวาน อายุแม่ก็ไม่มาก แต่เพราะแม่ทำงานหนัก ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว พร้อมหนี้สินล้มละลายของพ่อ เราก็ยังทำมาหากินกันไป เมื่อแม่ป่วยและต้องนอนโรงพยาบาลเราก็เฝ้าแม่กันสี่คน ตอนนั้นพี่ๆน้องๆแต่งงานกันไปหลายคน ที่บ้านเหลือพี่ชายและน้องชายอีกสองคน เช้าน้องชายเฝ้า กลางคืนดิฉันเฝ้า ดิฉันเลิกงานขายของปั๊บตอนเย็นก็รีบทำงานบ้าน อาบน้ำไปโรงพยาบาล สอง-สามทุ่มนั่งรถเมล์ไปโรงพยาบาลธนบุรี ไปหาแม่ แม่อยู่โรงพยาบาล กับแม่นี่เราทุ่มเท หมอที่นี่ก็เป็นหมอจากโรงพยาบาลศิริราช เขาจะรู้เลยว่า พอพูดถึงแม่บุญสม จะรู้ว่าครอบครัวเรากตัญญูมาก แม่นี่ป่วยเหลือแต่กระดูกนะช่วงหนักนี่ แต่แม่ไม่อยากอยู่โรงพยาบาล เราก็ตามใจ เช้าๆน้องชายก็จะเป็นคนอุ้มแม่ไปฉีดยาที่โรงพยาบาล ตกเย็นก็ต้องอุ้มไปอีก ทำอย่างนี้มานานหลายปี ต่อมาแม่ก็ต้องอยู่โรงพยาบาลจนได้ ช่วงอาการแย่ๆ พ่อก็จะขอเยี่ยม แม่บอก 'ไม่'  ดิฉันเป็นลูกที่ใกล้ชิดแม่มากที่สุด ก็พยายามคุยกะแม่ คือดิฉันจำได้ว่า ตอนเด็กๆ แม่เคยเล่าว่ามีหมอดูเคยพูดว่า จะแต่งงานอายุ ๑๗ แล้วจะต้องหย่ากับสามี ไม่จากเป็น ก็จากตายตอนอายุ ๓๖ แล้วแม่จะตายอายุ ๔๙ ทีนี้เขาหย่าตอนอายุ ๓๖ จริงๆ แต่งงานอายุ ๑๗ จริงๆ แต่ ๔๙ แม่ยังอยู่ อยู่มาจนอายุ ๕๖ เกินมาเกือบแปดปี ก็ถือว่าเป็นบุญที่อยู่ยืดออกมา แต่แม่ทำงานเยอะมาก จึงทรุดโทรมและเจ็บป่วย ตอนนั้นดิฉันเกลี้ยกล่อมแม่จนเชื่อ 'แม่ ตอนนี้เตี่ยก็เหมือนคนรู้จักกันนะ แล้วแม่ต้องดีใจสิ ถ้าเตี่ยมาเยี่ยม แม่ต้องยืดอก แล้วบอกเตี่ยว่า ไม่มีเธอ ฉันก็เลี้ยงลูกฉันได้ดีทุกคน ลูกแม่นะ ไม่มีใครติดยา ไม่มีใครเกเร ไม่มีใครเป็นโจร ทุกคนมีงานของตัวเอง ลูกดีๆทุกคนนะ แม่ต้องภูมิใจ อโหสิกันไป ได้ไหม' ดิฉันถามแม่อย่างนี้ แม่ทำใจได้ไหม เตี่ยก็เหมือนคนรู้จักกัน ในที่สุดแม่ก็ยอม"

เธอเล่าฉากชีวิตให้ฟังด้วยความคิดถึงแม่ต่อไปว่า 

"เตี่ยมาถาม เป็นไง แกก็นิ่ง เมินหน้า ไม่พูด แต่ก็ยอมให้เตี่ยเข้ามาเยี่ยมในห้องพัก ก็ถือว่าอโหสิกันแล้ว แม่ก็อยู่โรงพยาบาล จนวันหนึ่งตอนที่แม่ทำท่าจะไม่ไหวแล้ว หมอบอกว่า แล้วแต่นะจะรักษาอยู่ที่นี่ก็ได้ แต่ทีนี้แม่เคยสั่งไว้ เป็นอะไรก็ตาม อยากกลับบ้าน ก็เลยบอกแม่ว่า 'แม่...เรากลับบ้านกันนะ'  คนอื่นไม่ได้ยิน แต่เราไปกระซิบข้างหู คือดิฉันเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับแม่ ก็บอกแม่ กลับบ้านนะ แม่ก็บอก 'อือ' แม่ไม่ลืมตานานแล้ว แต่เราได้ยินเสียง 'อืม' หมอก็ถอดออกซิเจนออก พอไปถึงบ้าน เราก็เรียก 'ไอ๊ ไอ๊ ถึงบ้านแล้วนะ'  เรียกแม่ว่า ไอ๊ เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่าแม่ แล้วก็นอน ทุกคนก็หลับ จนกระทั่งตีสาม คือดิฉันนอนข้างๆแม่อยู่บนเตียง นอนจับมือแม่อยู่ นอนเป็นเพื่อนแม่ เราก็หลับๆตื่นๆ แต่พอรู้สึกว่ามือแม่ที่เราจับอยู่ตกไป คือพอแม่ปล่อยมือ เราก็ตื่น ลืมตา เขาจากเราไปแล้ว ตีสามกว่าๆ คนที่มีประสบการณ์อยู่กับแม่จนวินาทีสุดท้าย จะเข้าใจความรู้สึกเราแบบนี้ มันโหวงเหวงมาก เศร้ามาก ตอนแม่อยู่วัด ๗ วัน ดิฉันมีความรู้สึกว่าพอกลับบ้านมา จะนอน ก็นอนไม่ได้ มันแน่นหน้าอก คอตีบตัน เหมือนถูกบีบคอ พอจะหลับก็ตื่น ก็คือนอนไม่ได้ นอนไม่หลับ ต้องลุกขึ้นนั่งถึงเช้า เป็นอยู่หลายคืน จนต้องไปหาหมอ บังเอิญหมอที่เคยรักษากันอยู่ ท่านไปนอก หมออีกคนบอกเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้มาจากความเครียดข้างใน กระเพาะก็มาจากความเครียด กินยาโรคกระเพาะเป็นแกลลอนเลย ต่อมาหมอที่เคยรักษาประจำกลับมาจากเมืองนอก ก็รีบไปหา หมอบอกว่า ไม่เป็นอะไรนะ เราก็ อ้าว...หมอว่าดิฉันบ้าเหรอ กลางคืนนอนไม่ได้เลยนะ มันเครียด มันทุกข์ไง เครียดๆๆไม่รู้ตัว หมอบอกว่า ไม่เป็นไร หมอจะให้ยามาทาน เราทานยาแล้วก็หลับ แต่แปลกนะ เศร้าอย่างไรก็ไม่ร้องไห้เลย มันร้องไม่ออก ไม่ใช่ไม่ร้อง มันเบลอไง เพราะเป็นแม่ลูกที่ใกล้ชิดกัน เหมือนที่พึ่งสุดท้ายเราหลุดไป เรารู้สึกว่า ท่านเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ นอนวันละ ๓-๔ ชั่วโมง ก็เพราะแม่...เพราะแม่ คำเดียว แม่เป็นหลักใจให้เราเกาะมาตลอด เป็นที่พึ่งทางใจให้เรา เราอยู่ได้เพราะแม่ พอแม่เสียไป เราจึงรู้สึกเคว้งคว้างมาก"

เมื่อแม่ที่รักและผูกพันจากไป ชีวิตจากนั้นน่าสนใจมาก และ "นารายา" กำลังใกล้จะปรากฏขึ้นในโลกสินค้าไทย

"เมื่อแม่ตายแล้ว นอกจากความเหงา เคว้งคว้าง ก็ยังมีความรู้สึกอีกอย่างตามเข้ามาคือ เรามีความรู้สึกว่าปลดแอก ไปจากที่ที่เราไม่อยากอยู่ งานที่เราไม่อยากทำ หมดเวรไปจากตรงนั้น อยู่ตลาดค้าขายมา ๒๐ ปี อยู่ด้วยหน้าที่ เพราะความรักแม่ เห็นแม่ร้องไห้ทุกวัน เราก้มหน้าก้มตาทำงานช่วยแม่ใช้หนี้ใช้สิน ไม่ชอบก็อยู่จนแม่สิ้น  ดังนั้น เราลิขิตชีวิตเองได้แล้ว คนชอบพูดว่า พรหมลิขิตชีวิตเรา ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันชอบเพลงของ คุณกมลา สุโกศล ' ชีวิตลิขิตเอง' บอกลูกน้องเลยว่า อัดเพลงนี้ให้หน่อย ชีวิตไม่ใช่พรหมลิขิตนะ เราลิขิตเอง กรรมเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ เราไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำอะไรไว้ แต่ชาตินี้อะไรที่เป็นเวรกรรม เรารู้เราไม่ทำ ช่วงที่แม่เสีย ดิฉันก็เลยคิดว่า เราหมดแล้วคนที่เรารัก เพราะพ่อก็ไม่อยู่ในครอบครัวมาตั้งนานแล้ว แม่ก็เสีย เราเป็นอิสระ  ดังนั้น คิดถึงคำพูดหมอ ที่ว่าเราไม่เป็นอะไร แต่เครียดมาก ก็เอายาที่หมอให้ทานแล้วหลับไปให้หมอตี๋ ร้านขายยาดู ปรากฏว่าเป็นยาคลายเครียด ก็เลยมานั่งคิดว่า  เออ! ชีวิต อะไรหนักหนา มานั่งทำแบบสอบถามตัวเองนะ เราคิดอะไร เราห่วงอะไรไหม ขีดถูก ขีดผิดไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งคิดว่า  เอ! จำเป็นต้องอยู่ตลาดไหม ไม่ชอบชีวิตแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ เราไปที่อื่นดีกว่า ก็วางแผนชีวิตตนเอง ร้านก็ยกให้พี่ชาย-พี่สะใภ้ไป แล้วเราก็ออกมาทำอะไรของเรา คิดดู เราชอบภาษาอังกฤษ เราอยากเป็นมัคคุเทศก์ อยากทำงานโรงแรม อยากเป็นนางฟ้า แอร์โฮสเตสส์ อายุเกินสามสิบหกเป็นแอร์ไม่ได้ จะไปทำโรงแรมก็คงไม่ได้อีก  ดังนั้น มัคคุเทศก์พอจะไหว ก็เลยไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม คือก่อนหน้านั้น ตอนอายุ ๑๗ เคยไปเรียนภาษาอังกฤษที่เอ.ยู.เอ. ตอนที่ไม่ได้สอบ ม.ศ.๕ น่ะ เรียนจบมา ๑๕ าคอร์สแล้ว ชอบภาษาอังกฤษ ชอบเรียนหนังสือก็เลยเรียนมาเรื่อยๆ เพื่อนถาม เฮ้ย...แกเรียนไปทำไม จะเอาประกาศนียบัตรไปทำไม สอบยากจะตาย แล้วใบประกาศนียบัตรนี่ก็แขวนไว้ ไม่ได้ใช้อะไรเลย ตัดสินใจได้แล้ว ก็ไปลงเรียนภาษาอังกฤษเลย ไปเริ่มที่เกรด ๗"

ความที่ชอบภาษาอังกฤษมาก เมื่อว่างจากการเรียน เพราะงานค้าขายก็ไม่ทำอีกต่อไปแล้วนั้น เธอก็ชอบไปวัดพระแก้วกับเพื่อน ชอบคุยกับชาวต่างชาติ ชอบฝึกภาษาอังกฤษ เธอเล่าชีวิตต่อไปว่า

"ตอนอยู่ตลาด ก็เก็บเงินได้บ้างค่ะ คือเราขายของ แม่ก็ให้เล่นแชร์พระจันทร์ เดือนหนึ่งก็ส่งทุกวัน วันละสิบบาท ปีหนึ่งได้เกือบสี่พัน ก็เก็บเงินสี่พันนี้ ซื้อเข็มขัดนาคให้แม่ ซื้อตุ้มหูเพชรให้แม่ ตุ้มหูนี่ตอนนี้อยู่ที่น้อง  คือคนจีนเขาบอกว่า ตุ้มหูน่ะให้น้องไปนะ เพราะเป็นผู้หญิงไม่ควรจะเกี่ยวออก เพราะตุ้มหู ภาษาจีนคือ ฮี่เกา แปลว่า เกี่ยว มันก็เป็นความเชื่อว่าจะเกี่ยวความดี ความชอบ เกี่ยวเงินทองออกไป ก็ให้ลูกชายเขาไป คือน้องคนเล็ก แล้วเขาก็ให้เข็มขัดเรามา บ้านหรือร้านก็ให้พี่ชาย ดิฉันก็เหลือเงินไม่มาก ก็ให้น้องชายไป เราไม่อยากได้ ขอเพียงอวัยวะเราครบสามสิบสอง ทำงานได้ก็พอแล้ว"

เส้นทางการงานของผู้หญิงคนนี้คือ 

"มีพื้นความรู้ภาษาอังกฤษจากเอยูเอ ไปสมัครงานไก๊ด์ที่เมืองโบราณ สมุทรปราการ ผู้จัดการเขาเป็นหลานเสี่ยเล็ก (วิริยะพันธุ์) เจ้าของเมืองโบราณ เขาเพิ่งเรียนจบกลับมาจากเมืองนอก เขาก็ถามตรงเลยว่า 'ไปทำอะไรมา ป่านนี้เพิ่งมาสมัครงาน' เราบอก ก็ทำงานครอบครัวค่ะ 'แล้วเดินไหวเหรอ เมืองโบราณนี่ ขึ้นเขาพระวิหาร ๓ รอบนะ' คือเรายังไม่เคยไป เขาก็ถาม 'เคยไปเมืองโบราณไหม' ก็ตอบ ไม่เคยค่ะ เขาก็ 'แล้วจะทำงานได้ยังไง'  เราตอบทันที 'ก็หนูสู้น่ะค่ะ' ไปกัน ๕ คน ดิฉันแก่สุด  ๓๖ แล้ว ผู้จัดการมาบอกเราหลังจากการอบรมผ่านไปแล้ว ว่า 'ห้าคนนี่ใครผ่านไม่รู้ แต่ผมว่าคุณผ่าน' คือพวกเราไปอบรมที่เมืองโบราณ มีวิทยากรเก่งๆ อย่าง อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลภิโลดม  น.ณ ปากน้ำ อบรมพวกเรา เสี่ยเล็กรวบรวมคนเก่งๆไว้แยะ แล้วเขาสร้างเมืองโบราณขึ้นมาแบบให้คนที่สนใจ คนที่เห็นคุณค่า อยากมาเที่ยว ไม่ได้ให้อยากมากันมากมายอะไร เขาอยากได้ลูกค้าที่รักทางนี้จริงๆ ดิฉันพอไปอบรมมา ก็สอบผ่านเลยค่ะ จำได้วันแรกทำงานได้ ๑๓๐ บาท แบ่งกันสองคนกับเพื่อน คือเขาให้ออกทัวร์คู่ พานักเรียนเที่ยวชมเมืองโบราณ ได้คนละ ๖๕ นั่งมองเงินด้วยความสุขใจนะ เออ...ได้เป็นมัคคุเทศก์สมใจ หนึ่งในความฝันที่เป็นจริง อย่างน้อยๆ เราก็ได้เป็น จริงๆแล้วเราอายุแค่นี้ สมัครแอร์ก็ไม่ได้ แล้วเพราะเราไม่มีวุฒิด้วย เรามีวุฒิแค่ ม.ศ.๓ แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร มองย้อนหลังไป มีคนถามเรื่อย รู้สึกผิดหวังกับชีวิตวัยเด็กไหม ตอบว่า ไม่เลย เพราะกรรมพาเรามา กำหนดไม่ได้"

เพราะเชื่อในกรรมนำพาและมั่นใจในการลิขิตชีวิตตนเอง ที่สุดแล้ว เมื่อชีวิตได้โลดแล่นในงานมัคคุเทศก์ในหน่วยงานที่สอบเข้ายาก และงานก็ยาก ชีวิตการงานที่เพิ่งเริ่มต้นพร้อมกับชีวิตอิสระในวัย ๓๖ ปี จึงเป็นไปอย่างทุ่มเท มีความสุข และสนุกกับงาน 

วันเก่าๆเหล่านั้นยังแจ่มชัดในความทรงจำ 

"ที่เมืองโบราณ เรารู้สึกว่าเราเป็นเหมือนครูเลย นักเรียนยังเรียกอาจารย์ เพราะเป็นทัวร์นักเรียนมาทัศนศึกษา เมืองโบราณกว้างใหญ่ จำลองสถานที่สำคัญของไทยมาไว้หมด ก็ต้องขึ้นไปอยู่บนรถบัสกับนักเรียน เวลาเด็กๆนั่งรถนานๆก็จะเบื่อ เราก็อุ่นเครื่อง สร้างบรรยากาศ เอ้า...เด็กๆร้องเพลงกันหน่อย หาเพลงให้เด็กร้อง ไก๊ด์พี่เลี้ยงของดิฉันชื่อว่า พี่ช้าง เขาอายุน้อยกว่า แต่ทำงานก่อน วันแรกดิฉันเอาเพลงขึ้นไปร้อง ความที่เราอายุแยะ เพลงแรกที่ร้องก็เลยเป็นเพลง ลมหวน ปรากฏว่าเด็กๆงง แต่พี่ช้างหัวเราะก๊าก เอามาอำกันจนทุกวันนี้ ตอนหลังก็ใช้เพลงของ เบิร์ด-ธงชัย แมคอินไตย์ ซึ่งสมัยนั้นดังมาก จริงๆสมัยนี้ก็ยังดังอยู่ มีเพลงสนุกๆแยะ ดิฉันชอบเอามาร้อง แต่ตอนจบทริปต้องเพลง ด้วยรักและผูกพันเท่านั้น คือเราจะร้องเพลงนี้ตอนรถใกล้ถึงโรงเรียนน่ะค่ะ พอร้องเพลงนี้ด้วยกัน เด็กนักเรียนก็น้ำตาร่วงเพราะเราเที่ยวมาด้วยกันทั้งวัน เป็นความรู้สึกที่ดี จึงเป็นการทำงานที่มีความสุข ช่วงนั้นรู้สึกถึงขั้นว่ามีความสุขที่สุดด้วยซ้ำตั้งแต่เกิดมา  ดังนั้น ทุกวันนี้เวลาใครถามถึงเมืองโบราณ ดิฉันจะตอบว่า เมืองโบราณเป็นงานที่เติมความฝันของดิฉันให้เป็นจริง เราอยากเลิกเป็นแม่ค้าขายของในตลาด ที่เราเบื่อแล้ว ทำมาตั้งแต่เด็กๆ เราออกมาสู่โลกการงานตอนอายุมากแล้ว แต่ที่นี่เขาก็รับเราเข้าทำงาน แล้วงานนี้ก็ให้ความรู้แยะมาก ทำให้ดิฉันต้องไปเก็บตัวอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ ๗ -๘ เดือน ไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะมีความรู้สึกว่า นักท่องเที่ยว นักเรียน ใครก็ตามเข้ามาแล้ว ต้องให้เขาได้ความรู้ที่ถูกต้อง ปีพุทธศักราชต้องถูกต้อง ลำดับราชวงศ์ และเหตุการณ์ต่างๆต้องถูกต้อง แล้วเวลาเด็กๆต้องฟังบรรยายอะไร พอผ่านไปสักแค่ครึ่งชั่วโมง เด็กจะไม่นิ่งแล้ว ก็เกิดความคิดว่า เราจะต้องทำให้เด็กนิ่ง ทำให้เด็กฟัง ทำให้เด็กสนุกให้ได้ ดิฉันจึงได้พยายามสะสมความรู้ให้มาก หาเกร็ดความรู้สนุกๆ ทำความเข้าใจ จะได้ถ่ายทอดตอนนำทัวร์ได้ดี ซึ่งเมื่อได้ทำตรงนั้นจริงๆ ก็รู้สึกภูมิใจและมีความสุขมากค่ะ"

แต่แล้ววันหนึ่ง เธอถูกผู้จัดการเรียกพบ แล้วบอกให้ไปขายทัวร์ สร้างความตกอกตกใจให้ไม่น้อย และได้รีบปฏิเสธ แต่ผู้จัดการก็ยังคะยั้นคะยอและขอร้อง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่พนักงานขายขาด เธอจึงจำใจไปขายให้ เพราะเกรงใจ โดยออกไปหาลูกค้ากันสองคนกับเพื่อน ในเมื่อแขกชมเมืองโบราณคือนักเรียน การหาลูกค้าก็ต้องมีกลุ่มเป้าหมายคือนักเรียน "พนักงานขายจำเป็น" ในสมัยนั้น ดูมีความภูมิใจมากสำหรับงานพิเศษครั้งนั้น

"ดิฉันไปขายทัวร์แรกที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ตรงคลองเตย ปรากฏว่าได้มาทั้งโรงเรียนเลยค่ะ  ๓๕ คันรถ ไม่รู้อาจารย์ติดใจอะไร พอมาเสนอผู้จัดการ เขาตกใจ ถามว่า กี่คันนะ คือคนอื่นเขาได้กันคัน- สองคัน ห้อง- สองห้อง แต่เราหามาได้ทั้งโรงเรียน คือที่โรงเรียนนี้เขาจะไปทัศนศึกษาที่สวนหลวง ร.๙ แล้วทีนี้สวนหลวง ร. ๙ เกิดยังเปิดไม่ได้ เขาก็มีงบประมาณแล้ว เขาก็เลยตัดสินใจมาทางนี้แทน วันที่โรงเรียนนี้มา ทางเจ้าหน้าที่เมืองโบราณเขาก็ถามนะ เอ๊ะ...คุณวาส ใครเอาทัวร์นี้มานี่ เราก็ตอบ หนูเองพี่ เขาบอกว่า  อ้าว! คุณวาส เป็นไก๊ด์ไม่ใช่เหรอ ไปขายทัวร์ได้ไง? จากวันนั้นก็เลยทำให้เรารู้ว่าตัวเราก็เป็นพนักงานขายได้ มีทักษะในการขายของเหมือนกันค่ะ ก็เป็นทั้งสองอย่างเลย" 

ขยันทำงานจนมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ ได้เงินมาไม่มีการหมดไปกับเรื่องกิน เรื่องเที่ยว เธอเก็บเงินเข้าธนาคารทุกเดือน และยังสามารถสอบผ่านเอาใบประกาศนียบัตรมัคคุเทศก์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ด้วย โดยเป็นรุ่นที่ ๓ แต่แล้วหลังจากทำงานอยู่เมืองโบราณได้ประมาณสี่ปี เธอก็เริ่มรู้สึกว่าอยากทำทัวร์ต่างชาติเหมือนไก๊ด์ทั่วๆไปบ้าง จึงลองไปสมัครเป็นไก๊ด์พร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่บริษัทTravel East แถวโรงแรมอินทรา โดยที่ความสัมพันธ์กับเมืองโบราณยังไม่ขาดหาย อดีตไก๊ด์เล่าว่า

"ที่เมืองโบราณไม่ได้มีไก๊ด์ประจำ เวลาเมืองโบราณเขามีแขก ผู้จัดการก็จะยังโทร.มาตามดิฉัน สมัยนั้นค่ารถจากในเมืองไปสมุทรปราการก็แพง แต่ดิฉันนี่ถ้าว่าง ก็จะไปเลย ไม่เกี่ยงงอน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ว่าง จะติดแขกทุกวัน  ดังนั้น ถ้ารู้ก่อนว่าช่วงไหนเมืองโบราณจะมีแขก ดิฉันก็จะฝากแขกของดิฉันไปกับทัวร์กรู๊ป แล้วตัวเราก็ไปทำทัวร์ให้เมืองโบราณครึ่งวัน ซึ่งดิฉันมักขอเวลา เตรียมงานก่อน ๑ วัน ที่จะออกไปนำทัวร์ ที่นั่นไม่ได้เงินแยะนะ  ๒๕๐ บาทเอง แต่ที่ทำเพราะเรารู้ถึงบุญคุณ เขาทำให้เราเกิดในวงการมัคคุเทศก์ ตอนหลังเขาเกรงใจ เลยเพิ่มให้เป็น ๕๐๐ บาท" 

ผลของความกตัญญูรู้คุณ ทำให้ชีวิตพลิกผันจนได้ เมื่อวันหนึ่งผู้จัดการเก่าขอร้องให้ไปรับงานพิเศษอีก

"วันหนึ่งติดแขกของบริษัทอยู่กรู๊ปหนึ่ง ทางเจ้านายเก่าที่เมืองโบราณโทร.มาทั้งที่ทำงานและที่หอพัก เขาก็จะแปะกระดาษโน้ตไว้ บอกว่า มีแขกให้ดูแลคนหนึ่ง เป็นผู้ชายต่างชาติ ชอบทานอาหารทะเล ไม่เคยมาเมืองไทย อยากได้ไก๊ด์ผู้หญิงนำเที่ยว ดิฉันก็โทร.กลับไป วันรุ่งขึ้นเขาก็บอกว่า แขกเป็นฝรั่งจะมาจากลิเบีย แล้วเลขาฯของเจ้านายเป็นเพื่อนกับเลขาฯของเพื่อนเขา เขามีเพื่อนอยู่เมืองไทยคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้พาเที่ยวทุกวันจนเขาเกรงใจ ก็เลยขอให้ช่วยหาไก๊ด์ให้พาเที่ยว เพราะฝรั่งคนนี้จะมาอยู่ตั้ง ๕๐ วัน จะรบกวนเพื่อนก็เกรงใจ หาไก๊ด์เลยดีกว่า ก็รับงาน และไปเจอกัน เห็นหน้าครั้งแรกก็ตกใจ เขาชื่อ คุณวาซิรีโอส เป็นคนชาติกรีก หนวดเครารุงรัง ดิฉันเป็นคนไม่ชอบคนไว้หนวดไว้เครา เขาก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าเราไม่ชอบ เราเองก็ไปบอกเพื่อนเราที่จบอักษรฯ จุฬาฯ เป็นไก๊ด์ด้วยกัน ให้ไปทำแทน แต่เขาไม่ยอมไป ตอนนั้นก็ใกล้เก้าโมง เป็นเวลานัด ก็เลยต้องไปเอง แต่คราวนี้มาแปลก คุณวาซิรีโอสเขาโกนหนวด โกนเคราซะเรียบร้อยเลย หน้าตาสะอาดสะอ้านแล้ว ก็เลยถามเขาว่าฉันว่าอะไรยูหรือเปล่า ถึงเปลี่ยนโฉมมาอย่างนี้ แล้วก็ถามเขาว่า เขาอยากไปเที่ยวไหน เขาบอกตามใจเรา แต่อยากให้เราพาไปหาโรงงานอะไหล่รถจักรยานยนต์ และอะไหล่รถยนต์ก่อน ตอนอยู่ในโรงแรมเขาเข้าไปในBusiness Center แล้วไปเจอข้อมูลมาว่า เมืองไทยนี่ส่งอะไหล่รถจักรยานยนต์ไปกรีก ไปลิเบียเต็มเลย เขาบอกว่าอยู่ลิเบียมา ๙ ปีแล้ว ไม่อยากอยู่แล้ว อยากกลับบ้านที่กรีกแล้ว เขาก็ขอให้เราพาเขาไปหาโรงงานอะไหล่รถจักรยานยนต์ แทนที่จะได้พาเที่ยวตามที่ตั้งใจกันไว้ กลายเป็นว่าชีวิตต่อจากนั้นราวสี่สิบห้าวัน ต้องพาเขาไปดูงาน ติดต่องานทุกวัน เขาบอกว่า วันหนึ่งๆหาให้เขาอย่างน้อยโรงงานหนึ่ง แล้วจะเอาค่าจ้างเท่าไร ก็บอก เราก็เรียกไปวันละพัน สำหรับ ๒๐ ปีที่แล้วเงินพันบาทถือว่าแยะนะ ดิฉันทำงานค้าขายมาตั้งแต่เล็กๆ เมื่อต้องมาหาลู่ทางทำธุรกิจให้เขา เราก็ทำได้ ไม่ได้เล่าเรียนมาทางนี้ แต่ทุกอย่างเรียนรู้ด้วยตนเอง ก็ตั้งหลักโดยการเปิดสมุดโทรศัพท์หน้าเหลือง หาดูในส่วนการส่งออก แล้วก็พาเขาไปกรมส่งเสริมการส่งออก ไปหาหนังสือ เอกสารต่างๆ ก็ได้ข้อมูลมาในระดับหนึ่ง ต่อจากนั้นก็ตามหาไปยังโรงงานต่างๆที่เราค้นเจอจากเอกสารเหล่านั้น ทำตัวเป็นล่ามด้วย เลขาฯด้วย เขาไปติดต่ออะไรกับใคร ที่ไหน เราก็จดโน้ตให้ ตกเย็นเราก็เขียนโน้ตสรุปให้อีกที ทำอย่างนี้อยู่ทุกวันๆต่อเนื่อง ที่สุดต้องลางานตั้งเกือบสองเดือน จนคุณวาซิรีโอส เขากลับไป" 

การกลับไปของเขา เป็นการกลับไปเพื่อจะกลับมาอีกในอีก ๕ เดือนข้างหน้า โดยได้ฝากงานทางธุรกิจไว้ที่ไก๊ด์ใจดีคนนี้ด้วย

"งานพวกนี้มันต้องต่อเนื่อง ในการติดต่อ ประสานงาน และดูรายละเอียดต่างๆ  คุณวาซิรีโอสเขากลับไปลิเบีย ที่นั่นไม่มีโทรศัพท์ ถ้าจะโทร.ต้องเข้ามาในเมือง กว่าเราจะได้รับโทรศัพท์ก็ราวๆตีสาม ทุกวันพุธจะมีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯไปที่นั่น ก็จะส่งจดหมายไปมากันอย่างนี้ ดิฉันคิดว่า ช่วยอะไรเขาได้ก็ช่วย และเพราะเราเป็นคนที่ทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ จะไม่ทำอะไรแบบครึ่งๆกลางๆ จน ๕ เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขาก็กลับมาเมืองไทย เขาก็ตั้งบริษัท เราก็ช่วย ตอนจดทะเบียนบริษัท ให้เราตั้งชื่อบริษัท ดิฉันก็สังเกตดู ตลอดเวลาที่พาเขาเที่ยว พาเขาไปไหนมาไหน หาโรงงานอะไรๆนี่ เขามักจะชอบอะไรก็ตามที่เป็นศิลปะ อาจเพราะเขาเป็นกรีก คนกรีกนี่ศิลปะอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว เขาก็ชอบอะไรเกี่ยวกับวัด เกี่ยวกับวัง เกี่ยวกับเทพ ก็ช่วยเขาตั้งชื่อไปหลายชื่อ และหนึ่งในนั้นคือ นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเขาก็เลือก เขาสั่งไว้แต่แรกแล้ว ไม่เอาคำที่ฟังยาก คำควบกล้ำไม่เอา ตั้งชื่อแล้ว เราก็ไปเช็คว่ามีคนใช้ชื่อนี้หรือยัง เรียบร้อยแล้ว เพื่อนเขาก็ไปจดทะเบียนบริษัทให้ แต่ต้องมีชื่อหุ้นส่วนเจ็ดคน มีเขา เพื่อนเขา เลขาฯเพื่อน สามแล้ว เขาก็ให้เราหาอีกสี่คน รวมเราด้วย เขาก็เชื่อใจเรา จดทะเบียนบริษัทแล้ว ก็ต้องเปิดบัญชีธนาคารอีก เขาก็ให้เราเปิดใช้ชื่อเรา เขาจะได้ส่งเงินมาซื้อข้าวของส่งไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร เขาโอนเงินมาจากที่โน่น เขาไว้ใจเรา เราก็ไว้ใจเขา"

วันเวลาผ่านไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยที่คุณวาสนาก็ยังทำงานไก๊ด์ของตัวเอง ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับบริษัทนี้ จนวันหนึ่งเจ้าของบริษัทตัวจริงซึ่งเดินทางไป-มาไทยราวสามครั้งแล้ว บอกว่าเขามีปัญหา ขอให้มาช่วยทำงานจริงจัง ในที่สุดเธอก็ลาออกจากงานไก๊ด์ที่รัก ตอนหลังมีการซื้อบ้านเพื่อเป็นที่ตั้งบริษัท อยู่แถวถนนวิภาวดีรังสิต 

"บ้านตอนนั้นแปดแสนกว่า ซื้อบ้านเสร็จ ก็แต่งบ้านให้เขาด้วยเสร็จสรรพ ปรากฏว่าชวนเราไปอยู่ด้วย  (เล่าถึงตรงนี้หัวเราะเปี่ยมสุข) ที่แท้ก็คือขอแต่งงานกับเรา แต่เขาเป็นคริสต์ ออร์โธด็อกซ์นะ ถ้าแต่งงานกันจะต้องเข้าศาสนาเขา เราก็เป็นพุทธ เราไม่อยากเข้า แล้วเรานี่แม่ตายแล้ว พ่อก็ไม่อยู่ แต่ยังดีมีอาม่า อาม่าก็เหมือนแม่คนที่ ๒  เวลาจะแต่งงานก็ไปบอกอาม่าและยกน้ำชาให้อาม่า อาม่าก็ให้แหวนมาคนละวง ที่รับรักเขา เพราะเห็นว่าช่วงที่อยู่ดูแลเขา ๔๕ วันแรก บวกกับการที่เขามาเมืองไทยอีกสามครั้ง รวมแล้วรู้จักและพบกัน ๒๒๐ วันนั้น เขาก็เป็นคนดี จริงจัง สุภาพ อยู่กับเขาตั้งแต่เช้าจนถึงดึกดื่น เขาก็มาส่งที่หอพักทุกวัน เราคุยกันทุกวัน ปรึกษาหารือกันทุกวัน ช่วยกันทำงานทุกวัน หาโรงงาน หาแหล่งผลิต คุยกันทุกเรื่อง การเมือง ปรัชญา ธุรกิจ รู้จักกันผ่านความคิด"

คุณวาซิรีโอส ลาทูรัส จบวิศวกรรมศาสตร์ด้าน Mechanical Engineer มาจากอิตาลี อายุมากกว่าคุณวาสนา ๓ ปี ทั้งสองครองชีวิตร่วมกันตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ มีพยานรักด้วยกันหนึ่งคน คือหนุ่มน้อยรูปงาม  พศิน ลาทูรัส กำลังศึกษาอยู่โรงเรียนนานาชาติ ISB ทั้งยังเป็นนักแข่งรถตั้งแต่ Gocart, Formula BMW จนปัจจุบัน Ferrary Challenge แข่งมาหลายประเทศ สร้างชื่อเสียงแก่ประเทศ ทั้งยังได้เป็นยุวทูตท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยามพูดถึงลูก สีหน้าสีตาเปี่ยมสุข เปี่ยมความรัก และความภูมิใจ 

"ดิฉันมีลูกตอนอายุสี่สิบ ตอนแต่งงานใหม่ๆดิฉันก็กลัว เราอายุมากแล้ว ก็จะไม่มีลูก กลัวว่ากว่าลูกจะโต เราก็ตายพอดี เห็นเพื่อนๆบางคนอายุสี่สิบกว่าตายไปก็มี เรากลัวว่า ถ้าเราตายไปก่อน ลูกจะเป็นอย่างไร ไม่มีดีกว่า จนกระทั่งสามีบอกว่า คิดอย่างนี้ได้อย่างไร คิดมากไปหรือเปล่า พ่อแม่เราก็เลี้ยงเรามาจนโตเหมือนกัน เมื่อตอนท้อง เราก็เพิ่งเริ่มธุรกิจของเรา ทำงานหนัก ปัญหาแยะ แต่ก็สู้ ลูกเป็นความชื่นใจของพ่อแม่ เราเลี้ยงเขามากับโรงงานของเราเขาเติบโตมากับงานของพ่อแม่ เขาจึงเข้าใจ ตั้งแต่เล็กจนโต ดิฉันจะเลี้ยงลูกเอง พอไปโรงเรียน กลับมาเขาก็เข้าโรงงานมาอยู่กับแม่ เล่นกับพี่ๆที่ทำงาน สมัยก่อนยังอยู่ที่โรงงานลาดพร้าว เดี๋ยวนี้ออฟฟิศอยู่แจ้งวัฒนะ เขาก็เรียนแถวนี้ บ้านเราก็อยู่แถวนี้ เลิกเรียนแล้วก็มาหาพ่อแม่ที่นี่ ดิฉันเองทุกวันนี้ก็ยังเป็นแจ๋ว ตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้ลูกก่อนลูกไปโรงเรียน เมื่อก่อนก็ขับรถไปส่งลูกด้วย เย็นๆดิฉันก็ไม่ชอบออกงานสังคมอยู่แล้ว อยากอยู่กับครอบครัว อยู่กับลูก เข้าบ้านทำอาหารเอง มีงานไปทำต่อที่บ้านด้วย เสาร์-อาทิตย์พ่อลูกเขาก็ไปเล่นกีฬากัน เล่นรถแข่ง คุณพ่อไม่ขับ แต่ไปเป็นผู้จัดการทีมให้ลูก พ่อก็มีลูกเป็นเพื่อน ลูกก็มีพ่อเป็นเพื่อน เขาไปสนามแข่งรถ แล้วเย็นก็กลับมากินข้าวบ้าน ถ้าตรงกับช่วงแข่ง บางทีดิฉันก็จะไปสนามด้วย ไปดูแลเรื่องอาหารการกิน ไปเป็นกำลังใจให้ลูกเช่นกัน ครอบครัวเราใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เสาร์ อาทิตย์ถือเป็นวันครอบครัว สามีก็ชอบทำอาหารเช่นกัน สมัยหลวงพ่อปัญญาฯยังมีชีวิต เรานิมนต์ท่านมาที่บ้าน เขายังเคยทำอาหารถวายท่าน ลูกชายก็เคยบวชเณรที่วัดชลประทานฯ อยากให้พ่อแม่ได้บุญ แล้วยังไปชวนเพื่อนๆที่โรงเรียนไปบวชด้วยอีก ๔-๕ คน หลวงพ่อท่านบวชให้เองเลย เด็กๆไปบวชเพราะอยากให้พ่อแม่ได้บุญ"

นารายณ์ อินเตอร์เทรด ของสองสามี-ภริยา ในระยะแรกทำธุรกิจประเภทซื้อมาขายไป ใครจะหาสินค้าอะไรก็หาให้ ส่งให้ แรกๆก็ประสบอุปสรรคปัญหาต่างๆมากมาย ดังเธอเล่าถึงวันเวลาเหล่านั้น

"ตอนแรกตั้งบริษัททำเทรดดิ้งอะไหล่รถจักรยานยนต์ จากที่นี่ไปลิเบีย ไม่สำเร็จ ได้ออเดอร์มาหลายตู้ แต่ปรากฏว่าอะไหล่รถจักรยานยนต์บ้านเรานี่ มันต้องอาศัยพวกร้านห้องแถว ปรากฏว่าพอถึงกำหนดนัด แห่งนี้เสร็จ อีกแห่งไม่เสร็จ ก็เลยส่งไม่ได้ เจ๊งไปตามระเบียบ ที่รับออเดอร์มาก็ต้องคืน ก็เลยคิดว่าธุรกิจนี้ทำไมได้ ก็เริ่มลำบาก เงินเริ่มขัดข้อง ลำบากประมาณ ๔-๕ ปี ถือว่าทุกข์ทรมานมาก สองคนตายายก็สู้ชีวิตกันน่าดู บางวันไม่มีตังค์ติดกระเป๋า คือเราทำธุรกิจส่งออกอย่างเดียว เมื่อไม่มีออเดอร์ ก็ไม่มีเงิน เงินที่มีอยู่ก็ใช้ไปเรื่อยๆ เดือนหนึ่งๆมีค่าใช้จ่ายโน่นนี่ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ วันหนึ่งไปกู้เงินเพื่อน ก็ไปแลกเช็ค คือเราเอาเช็คไปแลก เอาเช็คเราไปค้ำไว้ สัญญาหนึ่งเดือน จ่ายดอกเบี้ยเขาตามแต่ตกลง ก็ทำแบบนี้กันในวงการธุรกิจ เขาเรียกว่าโรคสามโมงครึ่ง เพราะเป็นเวลาแบงก์ปิด คือแลกได้ด้วยเครดิตตัวเอง เอาเงินแห้งไปแลกเงินสด ช่วงนั้นเป็นช่วงแย่สุดของชีวิต พอขากลับ ขับรถจะขึ้นทางด่วน ตอนนั้นค่าผ่านทาง ๒๐ บาท ปรากฏว่า ๒๐ บาทยังไม่มีเลย รีบกลับไปหาเพื่อนอีก เพื่อขอยืมเงิน ๒๐ บาท เพื่อจ่ายค่าทางด่วน เขาก็หยิบเงินให้เรา ดูเถอะเงินแค่นี้เรายังขาดมือ"

ความแย่สุดของชีวิตนั้น ถึงขั้นเคยคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว เพราะทั้งไม่ประสบความสำเร็จในการค้า ทั้งยังเป็นหนี้ และขณะนั้นยังกำลังตั้งครรภ์ด้วย 

"ดิฉันเก็บตัวในห้องพระในบ้านหลายชั่วโมง ก้มลงกราบพระพุทธรูป อยากตาย คับข้องใจไปหมด เหนื่อยมาก แต่แล้วความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา ทำไมล่ะ ทำไมต้องคิดสั้น ชีวิตเราก็ผ่านความยากลำบากมาตั้งมากมาย ตั้งแต่เด็กๆแล้ว จากนั้นก็พยายามตั้งสติ" 

ธุรกิจที่ทำช่วงนั้นมีทั้งเรื่องอะไหล่รถ และต่อมามีเรื่องกระเป๋าด้วย เธอเล่าว่า 

"เพื่อนแฟนซึ่งเขาขายพวกกิฟท์ช็อปที่กรีก เขาจะหาสินค้าอย่างหนึ่งที่เมืองไทย เขาก็ให้เราช่วยหา เขาบอกให้หาพ็อทโพพรี และกระเป๋าผ้า เรายังไม่รู้เลยว่ามันแปลว่าอะไร ก็รับปากไว้ก่อน อยากได้งาน เขาก็ให้ช่วยหาของ เขารู้ว่าเมืองไทยมีของพวกนี้แยะ แล้วพอเขามาเมืองไทยก็พาเขาไปเดินหา ต่อมาจึงรู้ว่ามันคือบุหงารำไปนั่นเอง เขาก็จะให้เราเป็นคนคอยหา คอยส่งของให้ แต่ต้องดูแลตรวจสอบคุณภาพให้เขาด้วย เขาจะให้คอมมิชชั่น ๕ เปอร์เซ็นต์ จริงๆก็ไม่พอค่าใช้จ่ายหรอก ในการส่งสินค้าแต่ละครั้งเราก็ต้องทำCertificate Details ให้เขาด้วย เวลาไปออกของ ต้องรู้ว่าสินค้านี้จากประเทศไทย ทำจนพวกหอการค้ารู้จักเรา เขาก็นึกว่าเราน่ะขายกิฟท์ช็อป พอเขาจะไปเปิดงานที่สิงคโปร์ เขาก็ชวนเราไปออกงานที่นั่นด้วย ตายละสิ...เราไม่มีสินค้าอะไรจะขาย เพราะเราไม่ได้ขายของพวกนั้น เราซื้อมา ขายไปเท่านั้น เราสั่งให้เพื่อนเท่านั้น วิธีแก้สถานการณ์ก็คือทำของขึ้นมาเองเลย ทำไงดีล่ะ ยืมเงินเพื่อนมาสองแสน เราจะเอาอะไรไปขายดี ก็คิดหนัก เอ้า...ฉันจะไปเดินซื้อผ้าเอง แล้วช่วงนั้นกระเป๋าผ้าอะไรนี่ก็มีแต่ลายดอกๆ เราก็คิดทำผ้าเป็นแบบStripe คือลายเรขาคณิตดีกว่า เพราะมันไม่มีในไทย ก็เอาลายผ้ามาต่อกัน ทีนี้ต่อไปต่อมามันไม่ตรง แต่อยากทำ ก็เลยเอาสไตรป์ไปทำ ดิฉันนี่เย็บผ้าไม่เป็นแต่เป็นคนชอบแต่งตัว ชอบเสื้อผ้า ชอบประสมสี ชอบแม็ตชิ่ง ชอบอะไรๆที่เป็นศิลปะ แล้วเราเป็นตัวของตัวเองสูง ก็เลยเลือก Stripeอันนี้แหละ ถึงเวลามันต้องมีคนตามเรา เราก็คิดๆทำเป็นชุด ก็จ้างคนมาเย็บ กระเป๋าแบบนี้ แบบนั้น ถ้ามีซองแว่นตาเป็นดอก กระเป๋าตังค์ก็ต้องเป็นดอกนะ ให้ติดกันมาเป็นชุด เป็นผัง ก็ทำแล้วขนไปออกงานที่สิงคโปร์จนได้ ดิฉันเย็บผ้าไม่เป็น แต่ชี้นิ้วเป็น ตรวจงานเป็น เราเป็นคนคิดคอนเซ็ปต์ คิดคอลเลคชั่น ใส่แบรนด์ไปด้วย ทำแค็ตตาล็อกไปด้วย เพราะเราคิดว่าตอนที่เราเป็นเทรดดิ้งนะ ตอนเราไปหาซื้อของ แค็ตตาล็อกเขาก็ไม่ให้เรา เวลาเราจะส่งสเป็คให้ลูกค้าดู เราต้องถ่ายรูปส่งไป ของเรานี่พร้อม ทำแค็ตตาล็อกไปเลย มีรหัสสินค้าด้วย ราคาก็มีเสร็จสรรพ โอ้โฮ...เจ็ดวันที่ออกงานที่สิงคโปร์ คนที่มารุมล้อมร้านเรานี่กลายเป็นคนญี่ปุ่นทั้งนั้นเลย เขาสนใจกันมากค่ะ เราก็ดีใจว่าเรามาถูกทางแล้ว ได้ออเดอร์กลับมาเยอะแยะ ตอนนั้นยิ่งกำลังจนสุดขีด ลำบากมาก เป็นหนี้เป็นสินธนาคารเป็นสิบล้าน"

 คนฟังเรื่องเล่าพลอยมีกำลังใจไปด้วย แต่แล้วเรื่องในลำดับต่อไป ทำให้ต้องใจหายตามไปด้วยเช่นกัน

"ชีวิตเหมือนกำลังจะจมน้ำ แล้วอยู่ๆมีขอนไม้ลอยมาให้เกาะ แต่แล้วขอนไม้นั้นมันเป็นขอนผุๆ เลยจมน้ำอีก เพราะปรากฏว่าคนที่เราส่งออเดอร์ให้ทำสินค้าให้เรานั้น ใช้ไม่ได้ เห็นของแล้วทรุดเลยนะ กำลังท้องลูกด้วย ทรุดนั่งอยู่ตรงนั้นเลย หน้าบ้าน สามีก็เข้ามาปลอบ บอก 'ค่อยๆคิด' เขาส่งสินค้าให้เราในสภาพที่เป็นงานอยู่ในกล่องกระดาษที่เปียกฝนมา สินค้าก็เสียหาย เราก็เอาดรายเป่าผมมาเป่ากันใหญ่ ให้มันแห้ง พอเป่าแห้งแล้ว กล่องกระดาษข้างในมันก็ยังเป็นกระดาษฟองน้ำก็ยังเปียก หมดสภาพ ตอนนั้นต้องทำส่งให้ห้าง TAKASHIMAYA ในสิงคโปร์ แต่ของมาเสียหายอย่างนี้ จะส่งได้อย่างไร เหลือเวลาอีกแค่ ๓-๔ วัน จะทำทันได้อย่างไร ส่งไม่ได้หรอก ก็ต้องแจ้งขอโทษลูกค้าที่ต่างประเทศ แจ้งยกเลิกออเดอร์ เสียความน่าเชื่อถือมาก แต่ตัดสินใจดีแล้ว คิดว่าดีกว่าส่งของเสียไป เราก็เลิกไปพักหนึ่ง"

เวลาผ่านไป หลังจากตั้งสติได้พอสมควรแล้ว สองสามีภริยายังไม่ยอมแพ้ แต่คราวนี้ไม่อยากอาศัยใครให้เกิดความเสียหายได้อีก สองคนได้ไปกู้เงินมาอีกจำนวนหนึ่ง สั่งจักรเย็บผ้ามาลง ๑๕ ตัว ตั้งใจทำบ้านเป็นโรงงาน แทนที่จะเป็นแค่ตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งสมัยทำทัวร์เธอมีเงินเก็บก้อนโตพอซื้อบ้านได้หนึ่งหลัง อยู่ในซอยท่าอิฐ นนทบุรี

บ้านที่ซอยท่าอิฐจึงเต็มไปด้วยจักรเย็บผ้าตั้งเรียงราย มีคนงานของตนเอง และเมื่อมีโรงงานเองเช่นนี้ก็สามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้ โดยช่วงนั้นก็มีการไปเปิดร้านเล็กๆใต้ห้างนารายณ์ภัณฑ์ ราชดำริด้วย โดยคุณวาซิรีโอสไปยืนขายของด้วยตนเอง คุณวาสนารำลึกเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า

"ดิฉันคิดว่าชีวิตช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มเห็นแสงสว่างรำไร เราก็เริ่มออกต่างประเทศมากขึ้นๆ ที่เกาหลีนี่สินค้าเราแยะ เป็นที่นิยม ที่ญี่ปุ่นก็เป็นหลัก ดิฉันเป็นฝ่ายผลิต ดูแลภาพลักษณ์ของสินค้า ดูดีไซน์ ควบคุมคุณภาพ แน่นอนทุกขั้นตอนพิถีพิถันมาก ทั้งการออกแบบตัดเย็บ และวัตถุดิบ สามีเป็นฝ่ายทำตลาด เน้นส่งออก เพราะเราทำด้านนี้กันมาตลอด ดูบัญชี ไอที และนโยบาย  ดังนั้น นารายามาถึงวันนี้ได้คือสามีภริยาต้องร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันดูแล ซึ่งต่อมาเราก็เปิดร้านของเราเองเพิ่มขึ้น ดิฉันก็ดูแลหน้าร้านทุกแห่ง"

จากปี ๒๕๓๒ ที่ออกร้านที่สิงคโปร์ ล้มลุกคลุกคลานกันมา จนบัดนี้ นารายามีขายในหลายประเทศ ในเมืองไทยก็มีสาขากระจายตามแหล่งท่องเที่ยว มีทั้งที่เปิดในห้างสรรพสินค้าใหญ่ และมีทั้งที่มีอาคารตั้งร้านสวยๆของตัวเอง รายได้ปีละหลายร้อยล้านบาทของนารายามาจากการส่งออกและจากร้านค้าในต่างประเทศ ส่วนในประเทศ ลูกค้ามักเป็นนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่รู้จักนารายาเป็นอย่างดี มีทั้งที่เข้าไปเลือกซื้อหาเอง และที่ทัวร์พามาซื้อ สาวญี่ปุ่นเรียกสินค้านารายาว่า Ribbon Bay สาวฮ่องกงเรียกว่า HU TEIB TOI สาวจีนเรียกว่า มั่นกู่เปา  และในช่วงหลังๆก็เป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่คนไทยที่รักงานฝีมือและรักของสวยงามในลักษณะคอลเลคชั่นเพิ่มขึ้นๆ ทั้งสินค้าของนารายา นอกจากมีความหลากหลายแล้วยังโดดเด่นที่ราคาย่อมเยา มีเอกลักษณ์เฉพาะตน 

การผลิตของนารายานั้น ใช้ผ้าที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งแรงงานในประเทศไทย ปัจุบันมีโรงงานที่ขอนแก่น บุรีรัมย์ และที่ลาดพร้าว กรุงเทพฯ  นนทบุรี โดยแรงงานชุมชน และแม่บ้านในจังหวัดอื่นก็ยังมีอยู่มาก รวมแรงงานที่อยู่ในระบบโรงงานราวสองพันคน และชุมชนประมาณสี่พันครอบครัว เพราะงานนารายาเป็นงานแฮนด์เมด ต้องใช้แรงงานฝีมือจำนวนมาก

คุณวาสนาบอกว่าตัวเองเป็นคนไม่ผลีผลาม ไม่ทำงานใหญ่เกินตัว ดำรงชีวิตอย่างพอเพียง คิดทำอะไรแต่พอสมควร อยากให้กิจการเติบโตช้าๆแต่เติบโตอย่างมั่นคง เนื่องจากความผิดพลาด ความลำบากในอดีตสอนใจให้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง มาถึงวันนี้ นารายา หรือนารายณ์ อินเตอร์เทรด ได้รับการยอมรับในวงการธุรกิจ ได้รับรางวัลและการประกาศเกียรติคุณต่างๆมากมาย ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการบริหาร จากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ตัวคุณวาสนาเองก็ได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้กับองค์กรและหน่วยงานต่างๆมากมาย ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งสถาบันการศึกษา ทั้งหน่วยงานอาชีพ ซึ่งเจ้าตัวแม้จะมีงานยุ่งอย่างไร ก็พยายามไปให้เสมอ

ส่วนหลักการดำเนินชีวิตของนักธุรกิจสตรีผู้นี้คือ

"ดิฉันมีหลักในการดำเนินชีวิตและหลักการทำธุรกิจเป็นหลักเดียวกันค่ะ คือใช้ธรรมะเป็นที่ตั้งว่า หลักการในพระพุทธศาสนาที่ดีที่สุด เป็นหลักการที่พาให้เราเดินได้ถูกทาง ไม่เข้ารกเข้าพง ก็จะใช้หลักการนั้น เพราะหลักพุทธศาสนาสอนให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง มีที่พึ่งที่ยึด มีศีลธรรม มีคุณธรรมในการทำงาน ทำให้เกิดปัญญาด้วย และที่สำคัญทำให้เรามีสติในการทำงาน ในการทำงานดิฉันก็ปกครองลูกน้องเหมือนแม่กับลูก พนักงานก็เรียก 'คุณแม่' เรียกตามลูกชายเรา เด็กเก่าๆก็เรียก 'พี่' อยู่กันมานาน เราก็ใช้ธรรมะในการปกครอง ถูกว่าตามถูก ผิดว่าตามผิด ทำดีมีรางวัล ทำผิดก็มีลงโทษ"

และในฐานะที่ผ่านร้อนหนาวในชีวิตมามาก จนสามารถมีวันนี้ที่ฟื้นคืนมาสู่สภาพชีวิตที่ดี ประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับรางวัลเกียรติยศต่างๆจากหลายๆองค์กร เช่น ผู้หญิงเก่ง สาขาผู้ริเริ่มธุรกิจ ในวันสตรีสากลปี ๒๕๔๗ โดยสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา รางวัลผู้หญิงเก่งแห่ง สาขาสตรีนักบริหารภาคเอกชนดีเด่น ในวันสตรีสากล ๒๕๔๘ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นักธุรกิจสร้างชาติ ปี ๒๕๔๗ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านแรงงาน จากกระทรวงแรงงาน ปี ๒๕๕๐ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นเหรียญเงินอันเป็นดิเรกคุณาภรณ์ สาขาผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ประจำปี ๒๕๔๕ คุณวาสนาได้ฝากคติข้อคิดแก่นักสู้ชีวิตอื่นๆว่า

"จากประสบการณ์ของตัวเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนะคะ ตัวตนและจิตวิญญาณของเรา ก็ต้องอยู่นะ ต้องสู้ ต้องมีสติ แล้วยิ่งเป็นผู้นำองค์กรต้องตั้งหลักให้อยู่ สติต้องเอาให้มั่น คิดหน้าคิดหลังให้ดี เพื่อจะแก้ไขปัญหาให้ได้ เวลาปัญหา อุปสรรคเกิดขึ้นแล้วนะ พึ่งคนอื่นไม่ได้ ต้องพึ่งตนเอง และดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการทำงานหนัก มุ่งมั่นตั้งใจทำเต็มที่ แล้วจะแก้ปัญหาได้ในที่สุดค่ะ" 

บนความเติบโตของธุรกิจ นักธุรกิจสตรีผู้นี้ก็มีมุมส่วนตัวที่เป็นสุขและอบอุ่น ด้วยครอบครัวเล็กๆของเธอผ่านร้อนหนาวมาด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจนมีวันนี้

"ดิฉันบอกได้ว่า มีวันนี้ เพราะได้สามีดี เป็นFamily Man สามีดิฉันทำงานเสร็จก็กลับบ้าน เสาร์ อาทิตย์ ถ้าไม่ไปแข่งรถกับลูก ก็อยู่บ้าน เราอยากอยู่กับลูกแยะๆ เราก็ใช้เวลาร่วมกัน ปรึกษาหารือ เชื่อใจกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถ้ามีปัญหาอะไรดิฉันจะถามเขา เขามีอะไรก็ถามเรา ปรึกษากันตลอดชีวิต ดิฉันเป็นคนจีน เขาเป็นฝรั่ง แต่แท้จริงเรามีอะไรหลายอย่างตรงกัน เราใจดีคิดให้อะไรใคร พอปรึกษาเขา เขาก็สนับสนุน เราอยากดูแลลูกน้องอย่างไร ช่วยเหลือใครเรื่องอะไร เขาก็เห็นด้วยทั้งหมด ทำให้ดิฉันสบายใจ เพราะถ้าเขาบอกว่า 'ไม่' ดิฉันก็ทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้ จริงๆสมัยก่อนตอนสาวๆอยู่ที่ตลาด ก็มีคนมาขอ จะมาดูตัวแยะ แต่เราไม่ชอบ เพราะทำมาหากินก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว คนมาขอ เห็นขยัน คงอยากจะให้เราไปทำงานหนักอย่างนั้นอีก  ดังนั้น เราทำเองดีกว่า และไม่มีเวลาให้ใครมาดูตัวด้วย ไม่ชอบ แต่กับคุณวาซิรีโอส เราร่วมงานกันมา ผ่านสิ่งต่างๆด้วยกันมา ตั้งแต่เขาเริ่มมาดูลู่ทางทำมาหากิน ดิฉันไม่ใช่ภริยาฝรั่งที่สุขสบาย แต่เป็นภริยาฝรั่งที่ต้องทำงานหนักซึ่งเราภูมิใจ ขอบคุณสามีที่ให้โอกาสเราทำงาน ให้เรามีโอกาสแสดงความสามารถ"

ความสุขใจ ภูมิใจฉายชัดในดวงตา ภายในห้องทำงาน และสิ่งแวดล้อมรอบกาย นอกจากผลิตภัณฑ์สวยงามน่ารักของนารายา ยังรายล้อมด้วยรูปครอบครัวเล็กๆของเธอ สองหนุ่มสองวัยผู้เป็นกำลังใจและเป็นความสำคัญของชีวิตผู้หญิงเก่งคนนี้เสมอมา