60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

7 วันในมาเลเซีย

ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองของโลกตะวันตกบรรจบกับโลกตะวันออก ราวศตวรรษที่15 เมื่อชาวโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ และมหาอำนาจชาติตะวันตกอีกหลายชาติ หันหัวเรือแล่นใบมายังประเทศไทย ผ่านดินแดนปลายแหลมมลายู เป็นสถานีพักเส้นทางเดินเรือ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันอย่างสะดวกสบาย จนบางทีแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างคนไทยจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับชาวมาเลเซีย

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2526 สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปถึงประเทศมาเลเซีย โดยสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ซีสเต็มเที่ยวบินที่เอ็ม.เอช.83 เป็นการเสด็จฯไปทรงเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรก นอกจากทรงนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมผู้นำสภากาชาด-สภาซักวงเดือนแดง กลุ่มประเทศอาเซียแล้ว ยังทรงเป็นแขกรับเชิญจากรัฐบาลมาเลเซียในการเยือนประเทศอย่างเป็นทางการ รวมระยะเวลา 7 วัน ระหว่าง 6-12 พฤษภาคม พ.ศ.2526 เมื่อเสด็จฯไปถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ ทรงได้รับการถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก เต็งกู ปุตรี ลีลา วังซา พระธิดาพระราชาธิบดี ยังดี เปอตวน อากง ซึ่งชาวมาเลเซียรู้จักกันดีในนาม เต็งกู มีเรียม พร้อมด้วย ปวน นับเซียะห์ บีเต๊ะ โอมาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการหญิงแห่งกระทรวงการเคหะและการปกครองท้องถิ่น นิสสัย เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย และภริยา จากนั้นได้นำเสด็จฯเข้าที่ประทับ โดยได้รับการรับรองถวายพระเกียรติอย่างสูงยิ่ง ณ พระตำหนักหลังใหญ่ พระราชวังอีสตานา เตตามู ความใหญ่โตของพระตำหนักแห่งนี้ มีถึง 6 ห้องนอน คณะผู้ตามเสด็จเข้าพักได้อย่างสบาย สำนักพระราชวังมาเลเซีย จัดเจ้าหน้าที่ประจำตามหน้าที่ต่างๆ ถึง 22 คน ตั้งแต่คนสวน คนครัวห้องเครื่องเสวย จนถึงเจ้าหน้าที่คอยรับใช้ประจำห้องครบทุกห้อง รวม 2 ชั้น จากนั้นเสด็จฯไปทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำมื้อแรก ที่ห้องแพ็ดด็อค โรงแรมฮิลตัน

เช้าวันรุ่งขึ้น เสด็จฯไปยังอาคารบันดารายา ศาลาว่าการเทศบาลกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อร่วมประชุมผู้นำสภากาชาด-สภาซีกวงเดือนแดง กลุ่มประเทศอาเซียน หลังจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นประธานเปิดการประชุมแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับการถวายพระเกียรติเป็นประธานการประชุมชั่วคราว ต่อมาในช่วงบ่าย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสัมภาษณ์สื่อมวลชน ทรงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าหญิงที่มีพระราชภารกิจล้นเหลือ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกว่า ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชนทั้งที่พระชนมายุยังน้อย มีรับสั่งว่า ทรงก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการสภากาชาดไทยด้วยความสมัครพระทัย โดยทรงเริ่มงานด้านนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.2521 ด้วยทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดือดร้อนด้านภัยพิบัติโรคภัยไข้เจ็บ ทรงตั้งพระทัยว่า จะทรงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด ในการให้ความรู้ด้านปฐมพยาบาล และการรักษาสุขภาพแก่ประชาชน สร้างความเข้าใจด้านโภชนาการ เพราะอาหารดีมีคุณค่า ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารราคาแพง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเมืองไทยยังมีผู้เจ็บป่วยต้องถึงแก่ความตายไปด้วยโรคง่ายๆ ปีละเป็นอันมาก

หลังเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจการประชุมแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ปลีกพระองค์ไปเยือนมะละกา ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ทรงคุณค่าด้วยประวัติศาสตร์ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซีย ติดช่องแคบมะละกา ทรงใช้เวลาไปกับการทอดพระเนตรความเป็นไปของตัวเมือง ซึ่งมีเอกลักษณ์ความเก่าแก่เกือบจะเป็นเมืองเดียวของมาเลเซีย ที่มีตึกรามบ้านช่องบ้านเรือนเก่าๆอายุนับร้อย ทั้งโบสถ์คริสต์ศาสนา และตึกเก่าๆในสไตล์โปรตุเกส หรือตึกเก่าแก่แบบจีนโบราณ ศิลปะมาเลย์แท้ เรียกว่าเป็นที่ที่โลกตะวันออกบรรจบกับตะวันตกโดยแท้ ทรงเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานมะละกา ทอดพระเนตรโบราณวัตถุ โดยได้รับการถวายพระเกียรติจาก ดาโต๊ะ อับดุล ราฮิม ดาโต๊ะ แทมบี้ ชิค ประธานมุขมนตรีรัฐมะละกาอย่างดียิ่ง ในตอนค่ำ พระราชทานพระราชวโรกาสให้คนไทยในกัวลาลัมเปอร์ และหัวเมืองใกล้เคียงเข้าเฝ้าฯ ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมี นิสสัย เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูตไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ฯ ทรงซอสามสายบรรเลงเพลงลาวดวงเดือนให้คนไทยฟัง ยังความซาบซึ้งแก่ผู้มีโอกาสดีได้เข้าเฝ้าฯในคืนนั้น

คนไทยในมาเลเซียยังได้มีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จที่วัดพุทธไทยเชตวัน บนถนนยาลัน บันไต เปตาลิงชายา เป็นวัดพุทธศาสนาแบบไทยวัดเดียวในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีคนไทยมาชุมนุมกันมากเป็นพิเศษ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนชาวมาเลเซีย พระครูวิเทศสังฆการ เจ้าอาวาส คณะสงฆ์ และกรรมการวัด ทรงเปิดแพรคลุมป้ายแผ่นทองแดงจารึกพิธีเปิดการซ่อมแซมพระอุโบสถวัดพุทธไทยเชตวัน แล้วทรงปิดทองคำเปลวที่หน้าโบสถ์ด้วย

นอกจากนั้นยังได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมชมวัดไชยมังคลารามปีนังด้วย ทรงพบกับคนไทยจำนวนมากที่มารอเฝ้าฯรับเสด็จ ด้วยวัดแห่งนี้เมื่อ 19 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จฯมาเยี่ยมครั้งหนึ่งแล้ว พระวิเทศธรรมนาถ เจ้าอาวาส ตลอดจนพระภิกษุของวัด และบุคคลสำคัญฝ่ายคฤหัตถ์ เฝ้าฯรับเสด็จด้วยความปลาบปลื้มปีติ

ในการเสด็จฯไปทรงเยือนปีนัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเยี่ยมชมสถานที่หลายแห่งที่สมเด็จพระราชบิดาเคยเสด็จฯมาเยือนเมื่อ 19 ปีก่อน และถือโอกาสนี้ทรงเยี่ยม ตนกู อับดุล ราห์มาน รัฐบุรุษอาวุโสของมาเลเซียผู้ชรามากแล้ว ที่บ้านพักตักเดียร์ ท่านเป็นบุคคลที่ชาวมาเลเซียให้ความเคารพยกย่องเป็นอย่างสูง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับการถวายการต้อนรับอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าของบ้าน ทรงมีพระปฏิสันถารตรัสถามทุกข์สุขกันอย่างอบอุ่น

การเสด็จฯไปทรงเยือนมาเลเซีย ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในครั้งนี้ นอกจากได้ทอดพระเนตรสถาบันวิจัยการยางสุไหง บุโลห์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีการวิจัยการยางก้าวหน้าที่สุดในโลกแล้ว ยังได้เสด็จฯไปยังมหาวิทยาลัยมาลายา เพื่อทรงรับการทูลเกล้าฯถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ทางอักษรศาสตร์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.โมฮัมหมัด ทาอิบ ออสมาน กล่าวประกาศเกียรติคุณพระองค์ สรุปได้ว่า "ในสำนึกของชาวมาเลเซีย ภาพพจน์ของคำว่า เจ้าหญิง ดูเป็นเรื่องในเทพนิยายที่เคยอ่านกันมา แต่เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯเจ้าหญิงจากแดนช้างเผือก แขกผู้ทรงเกียรติของเราอย่างใกล้ชิดในวันนี้แล้ว ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้น พระองค์ไม่ใช่เจ้าหญิงในเทพนิยาย หากแต่เป็นเจ้าหญิงสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จจากความมุ่งมั่นในการทำงานจากตัวของพระองค์เอง เช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป ทรงแสดงให้เห็นถึงพลังอันมีไม่รู้จักจบสิ้นมาแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ถึงกับสมเด็จย่าตั้งพระฉายาว่า สลาตัน เจ้าหญิงสลาตันน้อยๆผู้นี้เอง เมื่อทรงเติบใหญ่ขึ้น ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงพลังอันรุดไปข้างหน้าอย่างไม่จบสิ้น ทรงใช้พลังเข้าช่วยเหลือประชาชน และประเทศชาติอย่างประสบความสำเร็จอย่างสูง ตั้งแต่การเข้าประจันหน้ากับศัตรูภายนอก และการสร้างความสงบสุขภายในประเทศ...ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า เจ้าหญิงมิได้มีชีวิตอย่างสุขสบาย หากแต่มีงานและภาระเต็มมือ ความสำเร็จนานาประการของพระองค์ ไม่ว่าในฐานะเจ้าหญิงหรือปุถุชนธรรมดา ย่อมเป็นแรงบันดาลใจแก่พวกเราทุกคนในมหาวิทยาลัยมาลายา และแก่ชาวมาเลเซียเป็นการทั่วไป ให้ระลึกถึง และจดจำเป็นตัวอย่างเสมอ"

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสตอบว่า "ไทยกับมาเลเซียมีความสัมพันธ์อย่างมั่นคงร่วมกันมานานแสนนาน ความสัมพันธ์อันประชาชนของทั้งสองประเทศมีอยู่ต่อกันนั้น เป็นไปอย่างฉันมิตรมากเสียยิ่งกว่ารู้จักกันในฐานะชาวต่างประเทศที่ต่างรู้จักกัน การมีโอกาสมาเยือนมาเลเซีย จึงมีความรู้สึกอบอุ่นมากมายเป็นพิเศษยิ่งกว่าการไปเยือนประเทศใดๆ เป้าหมายอันชาติทั้งสองมุ่งมั่นไปสู่มีความผูกพันแน่นแฟ้นกว่าเดิมเสียอีก เพราะทั้งสองต่างร่วมอยู่ในกลุ่มชาติอาเซียน อันมีเป้าหมายแห่งการจัดตั้งร่วมกัน...เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ โดยเลือกเรียนประวัติสาสตร์เอเชียอาคเนย์เป็นวิชาเอก ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมา ตลอดจนวัฒนธรรมอันงดงามของมาเลเซียเป็นอย่างยิ่ง และที่แผนกภาษาต่างประเทศ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯนั้น เปิดโอกาสให้นิสิตที่สนใจภาษามาเลย์เลือกเรียนภาษานี้เป็นวิชาเลือกได้อีกด้วย ซึ่งก็มีนิสิตสนใจเล่าเรียนภาษานี้กันไม่น้อย จัดเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้เรียนรู้เรื่องราวของกันและกันมากขึ้น ตลอดจนสามารถซึมซับคุณค่าและความเป็นเอกลักษณ์ในมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของชาติทั้งสองมากกว่าเดิม"

ตลอด 7 วันในการเสด็จฯไปทรงเยือนมาเลเซีย บรรดาสื่อมวลชนมาเลเซียทุกแขนงต่างนำเสนอข่าว และบทความเกี่ยวกับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งพระราชประวัติอย่างกว้างขวาง เสด็จฯจากสนามบินบายันเลปาส เมืองปีนัง โดยเครื่องบินบริษัทเดินอากาศไทย จำกัด เที่ยวบินที่ ที.เอช.421 กลับถึงประเทศไทย ในเย็นวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2526