"ตะลุยดอย...คอยตะวัน" เหนือสุดในแดนสยาม (1)

บันทึกการเดินทาง

ช่วงค่ำคืนต้นปีที่ผ่านมา ณ เวลา 05.00 นาฬิกาพอดิบพอดี ผมต้องแบกใบหน้าที่ยังงัวเงีย มาทิ้งตัวนั่งจ๋องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ฮ้าว!!!เอาฝ่ามือปิดปากเกือบไม่ทัน อยากลงไปนอนเหยียดกับพื้นให้ได้เลย พอระยะเวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ทั้งทีมงานการท่องเที่ยวและผองเพื่อนคุ้นเคย ต่างมายืนทักทายกันพร้อมหน้าพร้อมตา จนกระทั่งเวลาเกือบจะเจ็ดนาฬิกา เราทั้งหมดได้เริ่มต้นการเดินทางกัน ซึ่งจุดหมายปลายทางของเที่ยวบินนี้ อยู่ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย โดยที่มีทริป "ตะลุยดอย...คอยตะวัน" รออยู่เบื้องหน้า

เชียงราย...เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง จังหวัดเหนือสุดของประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ 11,678 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา ส่วนพื้นที่ราบอยู่ตามฝั่งแม่น้ำหลายสาย อาณาเขตทางทิศเหนือติดต่อกับสหภาพพม่า ทางทิศใต้ติดต่อกับจังหวัดพะเยา ทิศตะวันออกติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และทิศตะวันตกติดต่อกับจังหวัดเชียงใหม่ โดยอำเภอหนึ่งในจำนวน 18 อำเภอ คือ อำเภอแม่ลาว จะเป็นเป้าหมายอันสำคัญของเช้านี้

ที่ว่าสำคัญ...ก็เพราะต้องไปทานมื้อเช้ากันครับ เห็นว่า...มิได้มีแต่อาหารอร่อยปาก ยังมีทัศนียภาพที่สวยงามอีกด้วย เราเดินทางมาตามทางหลวง 1211 กับเส้นทางที่คดโค้งไปมา 20 กิโลเมตร จนกระทั่งรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาแล้วซิ ก็ไม่รู้ว่า...เมารถหรือหิวข้าวกันแน่ ต่อเมื่อมาถึง ภูชมดาว รีสอร์ทแห่งใหม่อันเงียบสงบ ที่อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา พรั่งพร้อมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ จึงรู้สึกให้เป็นโลกส่วนตัวของการหย่อนใจ และก็เพียงเมนูง่ายๆอย่างข้าวต้มเห็ดหอม หรือครัวส์ซองต์กับกาแฟร้อนสักแก้ว ก็ราวกับได้อยู่ในสรวงสวรรค์เชียวละ

อิ่มเอมกับบรรยากาศอันบริสุทธิ์ ที่นำมาเสิร์ฟคู่เคียงกับอาหารแสนอร่อย จนกำลังวังชาหวนกลับคืนดังเดิม เราจำต้องละภาพความงามของศาลาโดม ที่คล้ายเป็นสัญลักษณ์ของรีสอร์ทแห่งนี้ แล้วถึงได้เริ่มเดินทางไกลกันต่อ พอตะลอนมาตามทางเพียง 6 กิโลเมตร จากวัดร่องขุ่นแถวถนนเด่นห้า-ดงมะดะ ก็ถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ใกล้เมืองเชียงราย คือ ไร่บุญรอด ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2526 มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 8,600 กว่าไร่ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 ตำบลในเขตอำเภอเมือง โดยให้บริการท่องเที่ยวในแบบ Farm Tour

เมื่อลงจากรถตู้ด้วยหน้าตาสดชื่น เราต่างกรูไปมุงจิบชาร้อนให้ชุ่มฉ่ำ แล้วแลเห็นข้างๆเป็นถาดผลไม้น่าทาน ที่ถูกฝานเป็นชิ้นเอาไว้ให้ลิ้มลอง เป็นมะเฟืองที่ทางไร่ภูมิใจขอนำเสนอ ทั้งมะเฟืองน้ำผึ้งที่สีออกเหลืองๆ มีรสชาติว้านหวาน ถึงหวานมาก ส่วนผลที่สีออกเขียวๆเป็นมะเฟืองมาเลย์ เนื้อจะแน่นน้อยกว่ามะเฟืองน้ำผึ้งนิดหน่อย พอกะจะหยิบขึ้นมาชิมอีกสักชิ้นหนึ่ง เพื่อนๆก็เรียกให้ขึ้นรถนำเที่ยวรอบฟาร์ม ต่อเมื่อทุกคนหาที่นั่งตามอัธยาศัยแล้ว รถก็ออกตัวตะบึงไปอย่างรวดเร็ว จนเพื่อนสะกิดให้เราตะโกนบอก...ช้าๆหน่อยครับ เมื่อความเร่งรีบได้ลดลงไปบ้างแล้ว ความงามในฟาร์มก็ปรากฏชัดแก่สายตา

เริ่มต้นบริเวณขวามือเป็นทุ่งข้าวบาร์เลย์ จะกลายเป็นทุ่งรวงทองตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ที่เห็นปลูกกันเป็นบริเวณกว้างนี้ สำหรับไว้โชว์ให้แก่นักท่องเที่ยวได้ชม โดยผลผลิตนำไปทำอาหารชีวจิต จากนั้นเข้าเขตการเกษตรหลักของไร่ ระหว่างสองข้างทางประดับด้วยโกลเด้นทรัมเป็ต ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนของใบจะผลิร่วงหมดไปจากต้น คงเหลือไว้แต่ดอกสีเหลืองอร่าม ถัดมาด้านซ้ายเป็นเนินล้อมด้วยลีลาวดี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำไร่ พอผ่านอาคารเก็บพืชไร่ทั้งหมดของฟาร์ม เราก็ถึงอ่างเก็บน้ำที่ใช้ในการเกษตร ทั่วไร่มีจำนวนกว่า 50 อ่าง ขนาดใหญ่สุดกว้างถึง 100 ไร่

เจ้าหน้าที่บรรยายในรถนำเที่ยวบอกว่า การมาเที่ยวไร่บุญรอดในแต่ละฤดูนั้น จะเห็นความสวยงามที่ต่างกันไป ด้วยพืชในไร่แต่ละชนิดแต่ละสายพันธุ์ มีช่วงระยะการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน อย่างมาช่วงต้นเดือนมกราคมของปี จะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวของลูกพุทรา ซึ่งยังไม่ทันพูดจบ...รถก็จอดให้ชมใกล้ๆซะเลย ต้นพุทราที่เห็นปลูกมากมายตามร่องแปลง เป็นพุทราสายพันธุ์นำเข้าจากใต้หวันชื่อ "ซื่อหมี่" ผลทรงรีขนาดใหญ่สุดเท่าลูกเทนนิส แล้วที่ขนาดเล็กสุดเท่าลูกปิงปอง เราเด็ดผลสีเขียวออกเหลืองๆมาชิม อื้อ!!! รสหวานกรอบอย่างมากมาย ขอแอบสารภาพเลยว่า ไม่เคยทานพุทราที่ไหนๆ แล้วได้รสชาติอร่อยเท่านี้เลย

ในส่วนต่อมาเป็นการชมไร่สตรอว์เบอร์รี่ พร้อมการปลูกพืชผักแบบผสมผสาน คือ ใช้พื้นที่ไม่มากในการเพาะปลูก เพื่อเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรนำไปใช้ได้ แล้วก่อนที่เราจะลุยไปเก็บผลสตรอว์เบอร์รี่ ทางเจ้าหน้าที่ชักจูงให้ชมไฮไลท์อีกอย่างก่อนคือ มีการเปิดละอองน้ำให้กระทบแสงแดด แล้วได้เกิดเป็นรุ้งเจ็ดสีที่สวยงาม ซึ่งควรต้องเร่งรีบเข้าไปดูเสียก่อน เพราะจะเปิดน้ำนานเพียง 10 นาทีเท่านั้น ด้วยบริเวณที่เปิดพ่นเป็นละอองน้ำ มีพืชพันธุ์หลากหลายชนิดเจริญเติบโต หากได้รับน้ำบ่อยๆเกินไปแล้ว พืชผักอาจจะเหี่ยวเฉาหรือสำลักน้ำได้

เราเสาะหาองศาการมองรุ้งพักใหญ่ แล้วเร่งฝีเท้าตามเจ้าหน้าที่อย่างประชิดตัว เพื่อไปตามแหล่งมี
สตรอว์เบอร์รี่ลูกโต ตามด้วยการแห่ไปดูแปลงมะเขือเทศที่กำลังออกลูกเป็นพวงห้อยระย้า เพียงแค่ได้ยืนมองพืชผักในไร่เฉิยๆ ก็ให้ความสุขทางใจอย่างล้นพ้น ยิ่งได้ข่าวมาว่า...มีลาภปากเป็นอาหารกลางวัน ที่ครัวภูภิรมย์ในไร่บุญรอดแห่งนี้ด้วย ซึ่งอยู่บริเวณเนินเขาที่เห็นวิวแบบ Panoramic View 360 องศา และแล้วเราก็มายืนอยู่ในส่วนของร้าน ที่สร้างยื่นออกไปแบบ Open Air เหมาะสำหรับการมานั่งจิบไวน์ พร้อมกับชมบรรยากาศยามอัสดง

ทางผู้อำนวยการบริหาร ประจำสำนักงานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด รติ พันธุ์ทวี ออกมาให้การต้อนรับอย่างกันเอง นอกจากแนะนำเมนูเด็ดในร้าน เช่น ไก่ย่างภูภิรมย์ สเตอรอยจิ้มแจ่ว ข้าวผัดไส้อั่ว ยำทูน่าใบชาสด ยังให้ข้อมูลความเป็นมาว่า "ไร่บุญรอด...เป็นธุรกิจใหม่ในกลุ่มของสิงห์คอเปอร์เรชั่น โดยตั้งใจไว้ว่า จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ให้มาทัศนา ในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงใหม่ๆ อย่างด้านการเกษตร ด้านอีโคทัวริสซึม ในเบื้องต้นจะพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ อีกแหล่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย จึงเริ่มต้นในเรื่องของ Farm Tour ก็ได้ผลตอบรับค่อนข้างดี นอกจากนั้นก็เพิ่มเติมในเรื่องผลิตภัณฑ์

...โดยเฉพาะใบชาอู่หลงเบอร์ 12 ที่มีอยู่ในพื้นที่ประมาณ 600 กว่าไร่ เป็นงานเกษตรกรรมที่ทำมาระยะหนึ่ง ที่ผ่านมาเรามุ่งส่งไปให้กับโฮลเซล แล้วตอนนี้ก็เริ่มพัฒนาใบชาในรูปแบบใหม่ๆ จากเดิมที่เป็นใบชาอู่หลงเบอร์ 12 ก็พัฒนาขึ้นถึง 7 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ชาอู่หลงผสมข้าวบาร์เลย์ ชาอู่หลงมัลเบอรรี่โรเซล ชาอู่หลงกุหลาบ ชาเขียวอู่หลง ชาเอิร์ลเกรย์ ชาอิงลิชเบรคฟาสต์ ชาใบหม่อนกาบ้า ซึ่งยังไม่ได้ทำการตลาดอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพียงเริ่มนำออกวางจำหน่ายหน้าไร่ เมื่อต้นเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา ในอนาคตไม่ว่าผลิตภัณฑ์ที่มาจากใบชา น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ เราจะมุ่งพัฒนากันต่อไปอีก"

เฮ้อ!!!บรรยากาศก็ร่มรื่นดี อาหารก็รสอร่อยเป็นเลิศ ถ้าได้นอนกลางวันสักงีบ...ก็คงดี แต่เรามีโปรแกรมต่อไปในยามบ่าย เป็นการเข้าเยี่ยมชม ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย หรือสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มก่อตั้งมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2528 โดยสำนักงาน ปปส. โครงการพัฒนาที่สูงไทย-เยอรมัน ได้ขอความร่วมมือมาที่กรมวิชาการเกษตร ให้จัดตั้งหน่วยทดลองเกษตรที่สูง ในพื้นที่โครงการพัฒนาที่สูงไทย-เยอรมัน เพื่อให้เป็นแหล่งการศึกษาค้นคว้า ทดสอบพันธุ์พืช และเป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการเกษตร สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการส่งเสริมพัฒนาการเกษตร ให้กับบรรดาชาวไทยภูเขา มาใช้เป็นพืชปลูกทดแทนการปลูกฝิ่น

สำหรับในเรื่องของการเดินทาง สามารถมาได้หลายเส้นทางด้วยกัน แต่เราใช้เส้นทางจากอำเภอเมืองเชียงราย วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 1211 ผ่านสี่แยกเด่นห้าไปประมาณ 21 กิโลเมตร พอถึงสามแยกทางเข้าหมู่บ้านห้วยส้านพลับพลา ให้เลี้ยวขวาแล้ววิ่งตรงหน้าไป ตามถนนลาดยางประมาณ 4 กิโลเมตร จะผ่านฝายเก็บน้ำบ้านห้วยส้าน ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาที่ลาดชัน แล่นรถไปตามถนนลูกรังอีก 12 กิโลเมตร ผ่านบ้านห้วยส้านลีซอ เข้าเขตศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย รวมระยะทาง 37 กิโลเมตร กับการใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และด้วยถนนหนทางยังลำบากนัก รถขับเคลื่อน 4 ล้อจึงเหมาะสมที่สุด

ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ทั้งหมด 2,890 ไร่ ในขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบคือ เป็นศูนย์บริการข้อมูลด้านพืช หรือการผลิตด้านการเกษตร และถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะเกษตรกรบนที่สูง ทั้งทำการผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดี เพื่อการจำหน่ายแจกจ่ายให้กับเกษตรกร ทั้งของภาคเอกชน หน่วยงาน หรือโครงการพิเศษต่างๆ ที่สำคัญได้ศึกษาวิจัย พัฒนาพืช และทดสอบเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตรในท้องถิ่น โดยปฏิบัติงานหรือให้การสนับสนุน ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

แต่เป้าหมายหลักการมาเยือนครั้งนี้ เราอยากทราบการแปรรูปกาแฟอาราบริก้า โดยทางนักวิชาการเกษตรดอยช้าง เสงี่ยม ไผ่ล้อม มาอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนละเอียด เริ่มด้วยการเก็บผลกาแฟ ที่ผลสุกจะมีสีแดงหรือสีเหลือง นำมาคัดแยกวัสดุปนเปื้อนออก แล้วรีบนำเข้าเครื่องปอกเปลือกภายใน 24 ชั่วโมง เทผลกาแฟสุกลงเครื่องถอดเปลือก ก็จะได้กาแฟที่มีเมือกหุ้มเมล็ด เอาเมล็ดกาแฟที่ปอกเปลือกใส่บ่อหมัก คอยตักเมล็ดที่ลอยน้ำแยกออกไป เนื่องจากเป็นเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อหมักเมล็ดกาแฟไว้ประมาณ 48-72 ชั่วโมงแล้ว จึงนำขึ้นจากบ่อหมักมาล้างให้สะอาด จนเมือกที่หุ้มตามเมล็ดหมดไป และนำออกมาตากบนลานตาก

ในการตากเมล็ดกาแฟให้แห้ง จะตากไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งจะเหลือความชื้นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ นำเข้าไปบรรจุในกระสอบป่าน เอาไว้ในโรงเก็บที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อเก็บเมล็ดกาแฟในโรงเก็บอย่างน้อย 8 เดือน ค่อยนำมาสีเอาในส่วนกะลาออกไป จะได้กาแฟที่เรียกว่า สารกาแฟ ก่อนนำเข้าไปในเครื่องคั่ว ต้องเอามาคัดเมล็ดเสีย แตก หักออกเสียก่อน หรือมีการคัดขนาดของเมล็ด ต่อเมื่อทำการคั่วกาแฟเสร็จสิ้นแล้ว จะเก็บไว้ในภาชนะที่สะอาดและมิดชิด พักทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดกาแฟคายก๊าซต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการคั่วด้วยความร้อนสูง จากนั้นบรรจุเมล็ดกาแฟคั่วหอมกรุ่น ตามด้วยชั่งน้ำหนักและทำการปิดผนึก

เมื่อได้ความรู้แน่นเต็มหัวสมอง ถึงคราวการเดินเที่ยวหย่อนกายใจ ด้วยห่างออกไปไม่ไกลจากอาคารอเนกประสงค์ จะมีพื้นที่ที่ล้อมด้วยพรรณไม้ป่าธรรมชาติ ให้ความสุขสดชื่นกับคนที่มาเยือน เรียกว่า พุทธอุทยาน นอกจากเป็นสถานที่สงบทางกาย วาจา และใจแล้ว ยังเป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้ไผ่หลากหลายชนิด อีกทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของนก กระรอก กระแต แล้วเมื่อเดินเลียบผ่านป่าไผ่ไม่นานนัก เราก็เข้าสู่อาณาบริเวณ แท่นหินศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับ ณ แท่นหินนี้ ในพรรษาที่ 4 ของพระองค์ท่าน พร้อมด้วยบรรดาสาวกจำนวนหนึ่ง

โดยพระสาวกที่รู้จักกันดี 2 องค์ คือ พระกัสสปะเถระ...ผู้กล้าแกล่งทางธุดงค์ และพระสังกัจจายน์...ผู้มากด้วยโชคลาภ ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับ จึงได้อธิษฐานวางเส้นผม 4 เส้น ลงในก้อนหินที่ทรงประทับ ในกาลเวลาต่อมาวันดีคืนดี ตรงกับวันเพ็ญ 15 ค่ำ ช่วงดึกสงัด จะปรากฏเป็นดวงไฟสว่าง ลอยขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วจะลอยกลับมาตอนใกล้สว่าง โดยจะเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้ว อีกทั้งสถานที่อันสงบเงียบแห่งนี้ ยังเป็นที่ธุดงค์ของพระสายธุดงค์เช่นกัน นับว่า เป็นสถานที่แห่งความสันโดษโดยแท้

พอผละจากบริเวณแท่นหิน เราก็เดินมาพบ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นบ่อน้ำหนึ่งในจำนวนเก้าแห่ง ที่ทางด้านสำนักพระราชวัง ได้นำน้ำไปประกอบพิธีพระพิพัฒน์สัตยาพุทธมังคลาภิเษก ในโอกาสครบรอบพระชนมายุ 60 พรรษาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2530 และปี 2542 กระทรวงมหาดไทย นำทูลเกล้าฯถวายเป็นน้ำทรงอภิเษก ในโอกาสครบรอบพระชนมายุ 72 พรรษา บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ค้นพบเมื่อปี 2400 โดยชาวเขาที่ตั้งรกรากบ้านดอยช้าง ได้เห็นประกายแสงพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำในคืนเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ จึงมีการออกค้นหาตามแสงไฟ และมาพบเห็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เข้า

พรรณไม้หอมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็เป็นสถานที่ที่น่าสนใจอีกแห่ง บนพื้นที่กว้างประมาณ 3 ไร่ แวดล้อมไปด้วยไม้หอมหลากหลาย ส่งกลิ่นหอมสลับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ภายในสวนยังมีเส้นทางชมไม้ดอกเมืองหนาว และมีลานหญ้าสำหรับกางเต๊นท์หลับนอน ส่วนบริเวณแปลงรวบรวมว่านสี่ทิศ ถือเป็นไม้เมืองหนาวที่เลื่องชื่อ แล้วหาชมได้เฉพาะที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรฯแห่งนี้ ซึ่งรวบรวมปลูกในร่องแปลงหลากสายพันธุ์ จะชูช่อดอกบานสะพรั่งทั้งสีแดง สีชมพู สีขาว ตอนช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นภาพที่มีสีสันสวยงามอย่างมาก

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า