ถึงเวลาซื้อปริ๊นท์เตอร์ประจำบ้านแล้วหรือยัง

หญิงไทยไอที

คุณผู้อ่านได้สังเกตโฆษณาในโทรทัศน์บ้านเราช่วงนี้บ้างไหมครับ ว่าพักนี้มีโฆษณาสินค้าไอทีกันมากมาย ทั้งสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต บางช่วงก็จะมีซอฟต์แวร์แทรกๆ มาให้คนดูงงว่ามันคืออะไร เพราะไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวซอฟต์แวร์เลยนอกจากชื่อ

พอมาช่วงนี้ก็จะเห็นโฆษณาสินค้าไอทีประเภทหนึ่งที่แอบมาแบบเนียน นั่นก็คือเครื่องพิมพ์หรือที่เรียกว่า "ปริ๊นท์เตอร์" นั่นเอง

แต่ผมต้องออกตัวก่อนนะครับว่าบทความคราวนี้ไม่ใช่การแนะนำว่าควรซื้อปริ๊นท์เตอร์เอาไว้ใช้งานเอง หรือว่าไม่ควรซื้อ เพราะการจะซื้อปริ๊นท์เตอร์หรือไม่นั้นมันขึ้นอยู่กับการใช้งานคอมพิวเตอร์ของเราด้วย

ประเภทของปริ๊นท์เตอร์ที่เหมาะกับเรา

สำหรับปริ๊นท์เตอร์ที่วางจำหน่ายและใช้งานกันในแวดวงไอทีมีอยู่ด้วยกันหลายแบบถ้าวัดจากขนาดก็มีตั้งขนาดเล็กเท่าฝ่ามือไปจนถึงใหญ่โตมโหฬารขนาดเท่าบ้านหลังเล็กๆ 1 หลัง แต่การนำเสนอด้วยขนาดของปริ๊นท์เตอร์นั้นไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์กับคุณผู้อ่าน ดังนั้น ขอนำเสนอด้วยประเภทของปริ๊นท์เตอร์ที่เหมาะสำหรับคุณผู้อ่านซื้อเอาไว้ในครอบครองนะครับ

แบ่งตามสีที่พิมพ์ได้

ถ้าแบ่งกันตามสีที่พิมพ์ได้ก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

1. พิมพ์ได้สีเดียว ปริ๊นท์เตอร์แบบนี้จะมีกลักหมึกเพียงสีเดียวคือสีดำ เวลาพิมพ์ก็จะมีเพียงสีดำออกมาเพียงสีเดียว ถ้าพิมพ์ออกกระดาษสีขาวก็จะได้สีขาว-ดำ ถ้าใช้กระดาษสีอื่นยกเว้นสีดำก็จะได้สีดำกับสีพื้นกระดาษครับ งานที่เหมาะกับการใช้ปริ๊นท์เตอร์แบบนี้ได้แก่งานที่ต้องการแสดงข้อความหรือรูปภาพที่เป็นขาว-เทา-ดำเท่านั้น
ข้อดีของปริ๊นท์เตอร์แบบนี้คือ ถูกและทน อาจเป็นเพราะปริ๊นท์เตอร์แบบนี้ไม่ค่อยซับซ้อนและผ่านการพัฒนามายาวนานแล้วนั่นเอง

2. พิมพ์ได้หลายสี ปริ๊นท์เตอร์แบบนี้จะมีกลักหมึกหลายกลัก โดยทั่วไปก็จะมี 4 กลัก คือ CMYK โดยที่

  • C ย่อมาจาก Cyan เป็นสีฟ้า
  • M ย่อมาจาก Magenta บ้านเราเรียกสีบานเย็น
  • Y ย่อมาจาก Yellow ซึ่งก็คือสีเหลืองนั่นเอง
  • K ย่อมาจาก Key บางตำราก็ว่าจากตัว K ของ Black แล้วถ้าใครสงสัยว่าทำไมไม่ย่อว่า B จะได้เป็น Black กันตรงๆ ก็ต้องขอบอกว่าทำไม่ได้ครับ เพราะการใช้ B อาจสับสบกับ Blue ได้

ข้อดีของปริ๊นท์เตอร์แบบนี้คือพิมพ์ได้หลายสีทำให้เอกสารดูน่าสนใจมากขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับราคาหมึกที่ต้องจ่ายแพงกว่า แถมราคาเครื่องก็แพงกว่าเครื่องพิมพ์แบบสีเดียวอีกด้วย

แบ่งตามเทคโนโลยีการพิมพ์

ถ้าแบ่งกันตามเทคโนโลยีจริงๆ เราสามารถแบ่งได้เยอะแยะมาก ทั้งแบบใช้หัวพิมพ์กระแทกบนผ้าหมึกแล้วเกิดเป็นตัวอักษร หรือใช้เข็มยิงไปชนผ้าหมึกแบบที่เรียกว่า Dot Metrix ซึ่งพวกนี้เป็นเทคโนโลยีเก่าที่ตอนนี้หาซื้อแทบไม่ได้แล้ว

เพื่อให้เหมาะสำหรับคุณผู้อ่าน ผมก็เลยขอจำกัดเทคโนโลยีการพิมพ์เพียง 2 ประเภทคือ

1. ระบบหมึกพ่น (Ink Jet) ระบบนี้จะใช้หมึกแบบที่เป็นน้ำอยู่ภายในกลักสี ส่วนใหญ่จะเป็นแบบพิมพ์ได้หลายสี มีข้อดีตรงที่มีราคาถูกกว่าระบบเลเซอร์ แต่ก็ต้องแลกกับคุณภาพงานพิมพ์ที่ด้อยกว่าชนิดเทียบกับระบบเลเซอร์ไม่ได้เลย

2. ระบบเลเซอร์ (Laser) เป็นแบบที่ใช้ผงหมึกมีทั้งแบบที่พิมพ์ได้สีดำสีเดียวกับแบบที่พิมพ์ได้หลายสี ข้อดีของปริ๊นท์เตอร์แบบเลเซอร์คือจะได้เอกสารที่มีความคมชัดสูง แต่ก็ต้องแลกด้วยราคาและค่าบำรุงรักษาที่แพงกว่าแบบหมึกพ่นอยู่มากโข

แบ่งตามความสามารถในการทำงาน

ถ้าเป็นเมื่อก่อนปริ๊นท์เตอร์จะมีหน้าที่เดียวคือการพิมพ์เอกสาร แถมจำนวนการพิมพ์ก็จำกัดคือพิมพ์ได้ไม่กี่ร้อยหน้าก็ต้องเปลี่ยนกลักหมึกกันแล้ว แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่ต้องห่วง เพราะความสามารถในการทำงานเพิ่มมากขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

1. แบบพิมพ์อย่างเดียว ปริ๊นท์เตอร์แบบนี้จะเป็นแบบที่ใช้พิมพ์เอกสารได้อย่างเดียว เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีงานแบบอื่นให้ปริ๊นท์เตอร์ทำ เพราะอุปกรณ์แบบอื่นเช่นแฟ็กซ์ เครื่องถ่ายเอกสาร สแกนเนอร์ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน

2. แบบมัลติฟังก์ชั่น ปริ๊นท์เตอร์แบบนี้ทำได้หลายอย่างในเครื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะพิมพ์เอกสาร ถ่ายสำเนา สแกนเอกสาร หรือส่งแฟ็กซ์ บางรุ่นสามารถถึงขนาดพิมพ์รูปภาพได้ด้วย คุณภาพแทบไม่ต่างจากการอัดรูปที่ร้านถ่ายเอกสารเลยเชียว (แต่ค่าหมึกแพงชะมัด)

โดยส่วนตัวผมแล้ว ถ้าจะให้แนะนำคุณผู้อ่านตรงๆ ว่าควรซื้อแบบไหนดี ผมก็ต้องขอแนะนำแบบที่เป็นมัลติฟังก์ชั่นนี่แหละครับ เพราะเมื่อเทียบกับการซื้ออุปกรณ์แยกชิ้น อย่างแฟ็กซ์เครื่องหนึ่ง สแกนเนอร์เครื่องหนึ่ง เครื่องถ่ายเอกสารเครื่องหนึ่ง แล้วก็ยังมีปริ๊นท์เตอร์อีกเครื่องหนึ่งแบบนี้ ค่าใช้ง่ายรวมๆ จะมากกว่าซื้อเครื่องมัลติฟังก์ชั่นเพียงเครื่องเดียว

แถมซื้อเครื่องเดียวยังทำงานได้ตั้งหลายอย่างแล้วยังประหยัดพื้นที่จัดวางอีกด้วย ซึ่งผมว่าเหมาะกับชีวิตคนยุคใหม่ที่ต้องใช้สอยพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

คำถามสุดท้ายคือคุณผู้อ่านต้องพิมพ์เอกสารเยอะมั้ย ถ้าเยอะแนะนำว่าให้ซื้อแบบที่มีแท็งก์หมึกด้วยจะดีที่สุด เพราะจำนวนน้ำหมึกมากกว่า ในราคาที่ประหยัดกว่า เรียกว่าพิมพ์กันกว่าจะเปลี่ยนหมึกอาจลืมไปเลยก็ได้ แต่ถ้าคุณผู้อ่านที่พิมพ์งานไม่เยอะ อย่าคิดซื้อแบบมีแท็งก์หมึกเลยนะครับ เพราะถ้าไม่พิมพ์นานๆ ปริ๊นท์เตอร์พาลจะเสียเอาอย่างไม่บอกล่วงหน้าซะด้วยสิ (ประมาณแอบตายไม่ให้เรารู้)

เอาล่ะครับทีนี้คุณผู้อ่านก็สามารถตัดสินใจได้แล้วใช่ไหมครับว่าจะซื้อปริ๊นท์เตอร์ประจำบ้านดีหรือไม่ และถ้าจะซื้อจะเลือกแบบไหน