กระบองแดง + โอสถสรรพยา

สมดุลกาย สมดุลจิต

กระบองแดง อา(ยา)สิทธิ์

สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษทรงมีสวนครัวย่อมๆอยู่หลังพระราชวังบัคกิงแฮมชื่อว่า "ยาร์ด เบ้ด (Yard bed)" ทรงได้แรงบันดาลพระทัยจากสวนครัวของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่าง มิเชล โอบามา ที่ทำสวนครัวออแกนิกส์อยู่ในทำเนียบขาว

คนไทยเรามีสวนครัวมานานแล้ว  อาจไม่ใช่สวนครัวแบบเป็นกิจจะลักษณะเหมือนของฝรั่ง  มีต้นหอมเหลือก็เอาไปปักดินไว้  ใช้เม็ดพริกแห้งโรยไว้บ้าง  อย่างตะไคร้ก็หั่นแล้วก็เอาไปเสียบดินไว้ให้โต  ถึงเวลาจะโขลกเครื่องแกงก็วิ่งไปตัดมาทำกินเสียทีหนึ่ง
เป็นออแกนิกส์เหมือนกัน

บางทีอาจมีแถมงูเขียวออแกนิกส์ด้วยอย่างสวนครัวที่บ้านเก่าผมสมัยก่อนนอกจากเครื่องเทศดังว่าแล้วยังรกเรื้อไปด้วยว่านรางจืดไต่ยั้วเยี้ย  ไหนจะกอชะพลูอีก  เรียกว่าเดินไปในในน้องๆราวป่าอเมซอน
นึกถึงป่าสวนครัวตอนเด็กแล้วก็เลยนึกไปถึงเรื่องที่ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านเล่าว่าหมอยาไทยประจำกรมหมอหลวง(ยกเลิกไปแต่ครั้งรัชกาลที่ 6) กระทรวงวังนั้นท่านจะมีบริขารประจำตัวอย่างหนึ่งเรียกกันว่า "กระบองแดง" เป็นของอาญาสิทธิ์ที่หลวงท่านให้ไว้ว่าถ้าหมอยาถือกระบองแดงนี้ไปสวนครัวบ้านไหนก็ให้ถือสิทธิ์เก็บเอาตัวยาจากบ้านนั้นสวนไหนไปได้เลย

ทำให้ได้ตัวยาสำคัญมาไว้ใช้สำหรับปรุงยาดีๆให้กับประชาชนได้และวิชายาไทยไม่สูญหาย   แต่เมื่อได้ยาฝรั่งเข้ามาเลยทำให้การปรุงยาแบบแผนไทยลดน้อยถอยลง  กระบองแดงของศักดิ์สิทธิ์เลยได้มีโอกาสพักหลังจากทำหน้าที่มานานถูกอัญเชิญเข้าไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครให้คนรุ่นหลังได้รู้ถึงความเป็นมา

"กระบองแดง" อาญาสิทธิ์แห่งเจ้าพนักงานกรมหมอหลวงที่ถือไปบ้านใดสวนใดก็ให้มีสิทธิ์เก็บสมุนไพรสดที่เป็นตัวยานั้นได้โดยไม่ต้องขอก่อน
(ที่มา: http://www.pharm.chula.ac.th/museum/show-redclub.htm)

สรรพยาที่อยู่ในสวนหลังบ้านสามารถเอามาใช้เป็นยาได้ทั้งกินและทา  เหมือนมีห้องยาอยู่กับตัว
(ที่มา: http://www.ehow.com/how_6494320_grow-thai-herbs.html)

สำรับไทยที่ใส่เครื่องแกงนานาชนิดถือเป็น "ยาหม้อใหญ่" ที่กินแล้วไม่ขมปากหากแต่อร่อยติดลิ้น  เป็นกุศโลบายให้กินยาของคนโบราณอย่างหนึ
(ที่มา: http://thaiselect.thaitrade.ca/thaicuisine/food/thaiherb.php, http://group3b1.blogspot.com/2008/08/about-thailand.html)

หม้อยาไทยสมัยก่อนเป็นหม้อดินเผาผูกปากด้วยผ้าขาวแล้วปักเฉลวไว้  ก่อนกินให้สวดรำลึกพระพุทธคุณก่อน
(ที่มา: http://sapamahidol.hi5.com/friend/profile/displayProfile.do?userid=31045...)

โอสถสรรพยา...หาได้หลังบ้าน

ถ้าอยากทราบเรื่องราวของการสมุนไพรในไทยรวมไปถึงประเทศแถบอุษาคเนย์ขอให้ดูจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งซึ่งมักถูกเข้าใจผิดเสมอว่าเป็นเครื่องมือสำหรับแพทย์

นั่นคือ "หินบดยา"

มีหน้าตาเป็นก้อนหินยาวเหลาจนมนดีกับฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าตาเป็นหินแบบเดียวกัน  พบอยู่ทั่วไปตั้งแต่พม่า,ไทย,เขมรแล้วลงใต้ไปจนถึงชวา  นักโบราณคดีเห็นหน้าตาดังนี้ก็มักเอามาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แล้วติดป้ายว่าหินบดยาเป็นบรรพบุรุษของโกร่งบดยาในปัจจุบัน

แต่ในทฤษฏีของผมนั้นเห็นด้วยกับอาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ที่ว่าชุดเครื่องมือหินดังว่าน่าจะเป็นอุปกรณ์ในครัวมากกว่า

คือ "สาก" และ "ครก" ครับ

ลองคิดง่ายๆดูว่าใครจะมานั่งบดยากันอุตลุดอยู่ทั่วไป  เพราะมันเจอมากมายขนาดนั้น  หรือไม่อีกอย่างคือใช้บดทั้งยาและทำอาหารด้วยนั่นแหละครับเพราะเครื่องแกงชาติเอเชียเราก็คือตัวเครื่องยาทั้งนั้น
เมื่อเรามีสมุนไพรอยู่ใกล้ตัวถึงขนาดเปิดหลังครัวก็ได้ห้องยาแล้วดังนี้  เลยขอถือสิทธิ์แบบกระบองแดงเลือกมาเฉพาะตัวเด่นที่หาง่ายในสวนครัวและช่วยรักษาโรคได้ครอบจักรวาลดังนี้ครับ
1) ขมิ้น  สมุนไพรเหลืองครอบจักรวาลทั้งอาการสมองเสื่อม,ปวดเข่า,อักเสบ.ช้ำในไปจนถึงช้ำรักเพราะช่วยลดอักเสบได้ดีพอๆกับยาแก้ปวดแถมยังช่วยปรับเคมีสมองให้อารมณ์ดีขึ้นด้วย
2) ว่านหางจรเข้  แม่ครัวที่ถูกน้ำมันกระเด็นใส่หรือมีเหตุให้โดนน้ำร้อนลวกมักวิ่งไปตัดก้านว่านมาสักหนึ่งก้านแล้วล้างให้สะอาดปอกเอาแต่วุ้นใสที่มีตัวยาช่วยไล่อาการแสบร้อนออกได้ชะงัดนัก
3) หอมแดง  ถือเป็นสมุนไพรกลุ่มสีแดงที่แรงไปด้วย "อัลลิซิน" ซึ่งเป็นสารประกอบกำมะถันกับ "ธาตุม่วง(OPCs)" ที่เป็นยอดแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ  อาหารไทยอย่างลาบ,ยำถั่วพูหรือยำอื่นๆที่ใส่หอมแดงก็ถือเป็น "เภสัชโภชนา" คุณภาพสูงครับ
4) ตะไคร้  ในดินมีตะไคร้  ในตะไคร้มีน้ำมันดีอยู่ช่วยบำรุงลำไส้ ทำให้ไม่แปรปรวนและช่วยย่อย กลิ่นตะไคร้หอมสดชื่นกระตุ้นอยากอาหารได้ในผู้สูงวัย เห็นได้ว่าตะไคร้ไม่ได้มีดีแค่ "ไล่ฝน" เท่านั้น
5) ใบชะพลู  เคี้ยวกินกับเมี่ยงคำมันดีเป็นสแน็กแบบไทยๆที่ได้ทั้ง "วิตามินเอ" และ "คลอโรฟิลล์" ยิ่งได้กินกับเนื้อมะพร้าวคั่วในเมี่ยงก็ยิ่งเรียกวิตามินเอเข้าในตัวได้ดีเพราะมีฤทธิ์เป็นไขมันครับ
6) ข่า  เป็นแง่งคล้ายขิงแม้เป็นถูกจัดไว้เป็นของ "ประดับ" ฟีเจอริ่งต้มยำต่างๆแต่กระนั้นฤทธิ์ของมันก็ยังได้แก่ผู้กิน  คนแต่ก่อนจะบุบข่าพอช้ำแล้วแล้วนำมาใช้แก้พิษร้อนถอนพิษไข้  ในกลากเกลื้อนก็ใช้เหง้าข่านี่แหละครับรักษากันไป
7) กระชาย  มีดีมากจนได้ชื่อว่า "โสมไทย" เพราะใช้ทำน้ำกระชายฆ่าเชื้อในลำไส้ได้  แก้ท้องอืด ไล่ลม อาหารเป็นพิษหรือท้องเสียขอให้เรียกใช้กระชายจากสวนหลังบ้านดู  ในท่านที่อยู่ๆมีถ่ายเป็นเลือดจาก "ริดซี่" กระชายก็มีดีช่วยได้ถ้าต้มพร้อมมะขามเปียกครับ
8) พริกขี้หนู  ประโยชน์ไม่เล็กเหมือนชื่อเพราะว่าคือแหล่งรวม "กรดเผ็ด(Capsaicin)" ที่กินแล้วโดดเด้งแสบร้อน  คนที่ตาฝ้าฟางได้พริกขี้หนูเข้าไปสักหน่อยจะบำรุงตาได้ดีขึ้นจาก "เบต้าแคโรทีน" ที่มีอยู่อย่างอุดมในพริกขี้หนูหนึ่งเม็ดครับ

จะเห็นว่าสวนครัวหลังบ้านเราอุดมไปด้วยสรรพยาประดาของดีที่ฝรั่งเรียก "พฤกษเคมี(Phytonutrient)" ทั้งนั้น  หมอยาไทยแต่ก่อนเมื่อเก็บตัวยาไปครบแล้ว  ยามเจียดยาใส่หม้อแล้วผูกปากจะต้องมีตอกไม้ไผ่พับสานไขว้กันเป็นรูปดาวเรียกว่า "เฉลว" ดูแล้วคล้ายหม้อยาของพ่อมดแม่มดน้อยในโรงเรียนฮอกวอร์ต  แต่เฉลวมีจุดประสงค์ครับคือใช้เป็นเสมือน "เครื่องราง" คุ้มครองยาหม้อนั้นไม่ให้ใครใส่ของมาทำร้ายหรือมีลมเพลมพัดมาทำให้ยาหม้อนั้นเสื่อมฤทธิ์ลง
การกินยาหม้อไทยแต่ก่อนจึงออกจะมีพิธีกรรมนำทางอยู่พอสมควร  กล่าวคือต้องมีไหว้ครู อาราธนาพระรัตนตรัย ให้ปกปักผู้เจ็บป่วยที่จะกินยาหม้อนั้นให้หาย  และเป็นสวัสดิมงคลกับคนกินด้วย  เรียกว่าช่วยทั้งกายและใจเพราะคนไข้ก็รู้สึกถึงอานุภาพแห่งพระพุทธคุณไปด้วย
เป็นจิตวิทยาที่สำคัญ

ในยาฝรั่งไม่มีสิ่งนี้  เพราะยาไทยในทุกตำรับย่อมมีครู  สมุนไพรในสวนครัวก็มีครูด้วยเช่นกัน  คนแต่ก่อนท่านถึงต้องตั้งศาลเพียงตาเพื่อขอเก็บยาไปใช้  ให้ท่านภุมเทวดา เทพารักษ์และเทพแห่งการรักษาท่านช่วยอำนวยพรให้การบำบัดประสบความสำเร็จดี  การมีร่วมยาส่วนตัวอยู่ในสวนครัวว่าเป็นสิ่งดีแล้ว  การมีความอ่อนน้อมต่อชีวิตยิ่งเป็นสิ่งดีกว่าดังที่คนไทยเราได้สอนผ่านทางการเก็บยารักษาโรคด้วยสมุนไพรในบ้านด้วยการถืออาญาสิทธิ์แต่เพียงที่จำเป็นเท่านั้น
ว่าสิ่งสำคัญก็คือ "การเคารพทุกชีวิต"