เที่ยวสุดสายชายแดนไทยที่แม่สอด

สรรเที่ยว...ถิ่นไทย

2.วีรกรรม "พะวอ" ผู้รักถิ่นไทย

การเดินทางบนระดับความสูงที่ประมาณ 900 เมตร จากระดับน้ำทะเลบนแนวเทือกเขาถนนธงชัยเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายชายแดนไทยที่อำเภอแม่สอดนั้น หากคนเดินทางเป็นผู้มีจิตวิญญาณรักเวลานาทีสำหรับการท่องเที่ยวแล้ว จะรู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจกับภาพสองข้าง ซึ่งดารดาษไปด้วยแนวทิวเขาสูงสลับกับต่ำเตี้ยลดหลั่นกันไปสุดลูกหูลูกตา สวยยิ่งกว่าภาพวาดของจิตรกรจีนสมัยโบราณเสียอีก

ภาพแต่ละภาพที่เรียงรายฉายเป็นฉากธรรมชาติออกมาให้เห็น ก็ล้วนดูแปลกตาตามแต่ผู้ดูจะคิดจินตนาการให้มันไปพ้องต้องกับความคิดใดๆที่คิดฝันอยู่ในใจขณะนั้น

ถนนยังคงทอดโค้งดิ่งไปตามสันเขา บางครั้งก็มีแนวระดับเหลื่อมลดต่ำเป็นทางลาด ขณะบางส่วนยกขึ้นไปกับความสูงวาดเป็นรูปคาดโค้งม้วนตัววกวนไปมา ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าจนรู้สึกว่ามันช่างเร้าอารมณ์ให้เกิดอาการตื่นเต้นดียิ่งนัก กับการเดินทางอยู่กลางแปลงป่าผืนใหญ่ทางฟากฝั่งตะวันตกของจังหวัดตาก

ระหว่างทางผ่านบางช่วงผู้ออกแบบสร้างเส้นทางสายนี้ ก็คงจะคำนึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ยวดยานที่ต้องขับผ่านเส้นทางสายนี้เอาไว้ด้วย โดยได้เลือกเอาบริเวณเนินเขาปลอดแนวป่า ซึ่งสามารถมองเห็นภูมิทัศน์ภูเขาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเต็มไปหมด ให้กลายเป็นจุดชมวิวเพื่อปลุกเปลี่ยนบรรยากาศผู้ขับขี่ ตลอดจนผู้ร่วมเดินทางได้ลงไปเดินยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อย หรือให้รถที่ต้องใช้สมรรถนะในการขับเคลื่อนสูงมาตลอดทาง ได้พักทั้งเครื่องยนต์ทั้งเครื่องห้ามล้อซึ่งถูกใช้งานหนักมามากกว่าการใช้งานปกติ

ขณะได้เห็นบริเวณดังกล่าว นอกจากจะถูกกำหนดให้เป็นบริเวณจอดพักชมวิวทิวทัศน์แล้ว ยังมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งจัดเป็นห้องสุขาอยู่ใกล้กันกับลานจอดรถ ถัดไปเล็กน้อยเป็นร้านชากาแฟขนาดกะทัดรัดให้คนเดินทางผ่านได้นั่งพักดื่ม พร้อมชื่นชมธรรมชาติรอบบริเวณไปด้วย หรือใครจะจับจ่ายสินค้าเสื้อผ้าของที่ระลึก ก็มีให้เบิกบานสำราญใจไปอีกรูปแบบหนึ่ง

ตรงนี้น่าจะเป็นความพร้อมของผู้ออกแบบสร้างเส้นทางสายนี้ เพื่อชะลอหรือลดปัญหาความไม่ปลอดภัยในการเดินทางบนถนนสายนี้ เพราะมักจะถูกกล่าวขานให้เป็นเส้นทางมรณะกันมาก่อนกระมัง?

ผมออกเดินทางจากจุดพักชมวิวนี้ไปอีกไม่นานนัก ก็เข้าถึงบริเวณระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 62-63 ซึ่งสภาพถนนช่วงนี้จะเป็นทางโค้งลาดต่ำลงไปพอประมาณ แต่พอสักครู่ถึงยกสูงขึ้นสู่เนินเขาอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นยอดภูเขาหินปลายสูงกว่าแนวภูเขาใดๆในบริเวณเดียวกัน

ถัดไปเล็กน้อยจะเริ่มได้ยินเสียงแตรรถยนต์แต่ละคัน ก้องดังออกมาให้ได้ยินกันไปทั่ว กระทั่งพอผ่านโค้งสุดท้ายไปแล้ว จึงได้เห็นพระพุทธรูปปางนาคปรกองค์ใหญ่สีเหลืองทองอร่ามสร้างประดิษฐานอยู่ข้างแนวป่าตรงเชิงเขา

กับห่างลงไปไม่ไกลนัก มีศาลาหลังใหญ่ลักษณะโล่งโปร่งมีทางขึ้นลงสองด้าน โดยบริเวณลานด้านหน้าและด้านข้าง มีรูปไก่ท่าทางเหมือนไก่ชนสู้ศึกคึกคะนองหลอมขึ้นจากปูนปั้น มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่วางเรียงรายเต็มไปหมด ตรงลานเดียวกันนั้นยังมีแผ่นป้ายคอนกรีตบันทึกตัวอักษร "ศาลเจ้าพ่อพะวอ" ให้เห็นเด่นเป็นสง่าในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน

เห็นเพียงแค่นี้ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่า ชื่อบุคคลผู้ปรากฏอยู่บนแผ่นป้ายแผ่นนี้ อย่างน้อยจะต้องมีจารึกอยู่บนบันทึกประวัติศาสตร์ ยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดแน่นอน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่มีอนุสรณ์สถานแห่งนี้ปรากฏให้เห็น หรือไม่มีภาพจำลองของไก่ชนมาวางเซ่นสรวงบูชาด้วยแรงศรัทธาของผู้คน แล้วก็คงไม่มีแม้กระทั่งเสียงแตรรถยนต์แผดดังขึ้นจากรถแต่ละคันที่แล่นผ่านเป็นการคารวะแทนการสักการะ

ครับ พะวอหรือเจ้าพ่อพะวอที่ผมกำลังเดินทางมาถึง ณ ขณะนี้มิใช่คนไทย หากแต่เป็นกะเหรี่ยงที่เข้ามาอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย และซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินถิ่นอาศัยด้วยการจับอาวุธลุกขึ้นมาต่อสู้ขัดขวางกองทหารพม่าที่เข้ามารุกรานแผ่นดินอยู่นาน จนพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงแต่งตั้งให้มีตำแหน่งพะวอ ให้เป็นนายด่านคอยเฝ้ารักษาด่านแม่ละเมา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกหลังแนวทิวเขาถนนธงชัยของเมืองตากเอาไว้

บ่อยครั้งที่มีกองกำลังทหารพม่าแหกด่านเข้ามาคุกคามแผ่นดินไทย พะวอซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ชาวกะเหรี่ยงสามารถบุกเข้าต่อกรต้านกำลังศัตรูผู้ฝ่าแผ่นดินเข้ามาได้อย่างง่ายดาย แต่ในกาลต่อมาด้วยกองทัพพม่าที่มีอยู่มากกว่าและเหนือกว่า แต่ถึงพะวอจะแสดงธาตุแท้แห่งความอาจหาญสู้ศึกทหารพม่าอย่างใจกล้าท้าทายขนาดไหน ก็ไม่อาจทานต่อกองกำลังทหารพม่าได้ จนทำให้นักรบที่ร่วมอุดมการณ์กันมาต้องถูกฆ่าล้มจมกองเลือดไปคนแล้วคนเล่า

แต่ด้วยใจที่ฮึกเหิม! พะวอตัดสินใจยืนปักหลักหันหลังพิงภูผา ใช้อาวุธที่กุมแน่นไว้ในกำมือยืนหยัดสู้จนนาทีสุดท้าย ก่อนร่างจะสิ้นใจตายอยู่ ณ เชิงภูผาแห่งนั้น นี่คือวีรกรรมของพะวอ ที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขไทยโดยสายเลือด!

เหลียวกลับมาดูคนไทยบางคนและหลายคนในยุคโลกไร้พรมแดน ซึ่งต่างมีวิชาความรู้ มีความคิดความอ่านในเชิงสร้างสรรค์ที่ดี แต่คนพวกนี้กลับทรยศบ้านทรยศเมือง ทรพีกระทั่งแผ่นดินเกิดอันเป็นปิตุภูมิมาตุภูมิของตนเองอย่างน่าละอาย ท้ายที่สุดถึงต้องไปอาศัยแผ่นดินอื่นอยู่ เพื่อรอวันเวลาให้ดินบนแผ่นดินผืนนั้นกลบร่างกลบหน้าตัวเอง - อนิจจา!

หลังสงครามแห่งภูผาบนแนวเทือกเขาถนนธงชัยสงบจบสิ้นลงแล้ว ชาวบ้านผู้มีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในละแวกนั้น ต่างมีความเชื่อกันว่าถึงพะวอจะสิ้นลมหายใจจากโลกนี้ไปแล้ว แต่วิญญาณที่ยังห่วงหาแผ่นดินถิ่นนี้ ก็ยังคงสิงสถิตอยู่ตรงภูผาที่เขายืนเอาหลังพิงเพื่อสู้ศึกในยามนั้น ที่สุดจึงได้มีการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างศาลขึ้นมา เพื่อให้นักรบผู้แกร่งกล้าท่านนี้ใช้วิญญาณอยู่เป็นนิรันดร์กาล

ต่อมาถึงได้มีการบูรณะให้เป็นรูปศาลาอย่างที่เห็น ภายในปรากฏเป็นรูปหล่อแทนรูปจริงของพะวอในท่ายืนกุมของ้าวอาวุธคู่กายกระชับแน่นอยู่กับมือด้านขวา ใบหน้าดูขึงขังจริงจังสมกับเป็นนักรบคู่กายสมเด็จพระเจ้าตากฯ และวันๆ จะเห็นผู้คนผลัดเปลี่ยนเข้ามากราบไหว้ปิดทองรอบร่างหล่อนักรบผู้นี้

ผ่านบันทึกประวัติศาสตร์บทนี้ไปแล้ว ครานี้ลองมาฟังเรื่องเล่าระดับชาวบ้านที่เชื่อกันว่า วิญญาณของกะเหรี่ยงท่านนี้ช่างมีความศักดิ์สิทธิ์เหนือความคาดคิด ด้วยบ่อยครั้งที่เกิดมีเหตุเภทภัยใดๆที่ไม่ดีบนอาณาจักรนี้ ก็มักจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าคล้ายม้าศึกวิ่งย่ำเข้ามาในพื้นที่ ก้องกัมปนาทไปทั่วท้องป่ากระทั่งถึงริมฝั่งแม่น้ำเมย อันเป็นที่ตั้งของอำเภอแม่สอด ในปัจจุบันด้วยซ้ำไป

หรือพวกที่ชอบบุกรุกถากถางป่า รวมถึงพวกที่ชอบออกป่าล่าสัตว์ยังป่าแห่งนี้ บ่อยครั้งที่มักจะมีอันเป็นไปในการกระทำแต่ละครั้ง เช่น ถ้าพาหนะที่นำเข้าไปไม่เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ เครื่องยนต์ก็ต้องเกิดดับอย่างไม่มีสาเหตุระหว่างทาง ไม่กระนั้นก็หลงป่าหลงทิศทางหาทางออกกันยากลำบาก

บางรายเจ็บป่วยต้องฟูมฟักรักษา หนักถึงขั้นเสียชีวิตก็มี!

ก็ด้วยความเชื่อที่ว่านี้ผู้คนถึงต่างให้ความเลื่อมใสศรัทธา ใครผ่านไปผ่านมาถ้าไม่ใช้สัญญาณแตรรถยนต์ให้เสียงแทนการสักการะ ก็ต้องลงไปกราบไหว้สักการะบูชา หรือจัดหารูปปูนปั้นที่เป็นไก่ชนมาเซ่นบวงสรวง พร้อมจุดประทัดหรือยิงปืนขึ้นท้องฟ้าถวายแด่นักรบเชื้อชาติกะเหรี่ยงคนนี้ จากนั้นจะบนบานศาลกล่าวกันด้วยจุดประสงค์ใดๆ กับได้ผลกลับมามากน้อยแค่ไหนนั้น เรื่องนี้คงไม่มีใครไปประเมิน และสรุปเป็นข้อมูลออกมาให้รับรู้กันได้?

จากตรงนี้ตอนแรกตั้งใจว่าจะมุ่งหน้าไปให้ถึงอำเภอแม่สอดเสียทีเดียว เพราะอยากจะเห็นบ้านเมืองนี้เต็มทนแล้ว หลังจากไม่ได้เห็นมานานหลายปี ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้ฟื้นฟูความทรงจำเก่าๆ ซึ่งมันมีอยู่มากจนอยากจะนำมาเป็นเรื่องระบายสู่กัน

กระทั่งพอเดินทางต่อมาจนถึงประมาณหลักกิโลเมตรที่ ๖๙ มันเกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตรงนี้เคยมีคนเอ่ยปากบอกว่ามีวัดป่าแบบอรัญวาสีที่ดูแล้วน่าสนใจ ผมเองมันคนประเภทห่างวัดห่างวามานานเหมือนกัน แต่เมื่อยังมีเวลาก็น่าจะแวะเข้าไปดู ทางเข้าวัดอาจจะเป็นทางแคบๆ แล้วก็ต้องไต่ขึ้นไปตามถนนที่เป็นเนินสูงระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ถึงได้เห็นเป็นวัดป่าโดยมีป่าล้อมรอบอาณาบริเวณ มากกว่าจะเห็นอะไรที่เป็นวัตถุแบบวัดทั่วๆไป ศาสนสถานแห่งนี้มีชื่อว่า "วัดโพธิคุณ" โดยมีชื่อเดิมว่า "วัดห้วยเตย"

ภายในดูสงบร่มรื่นไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน จุดเด่นของวัดอยู่ที่พระอุโบสถซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางวงล้อมของป่าเขา แต่ลักษณะสถาปัตยกรรมดูออกจะทันสมัยไม่อยู่ในเชิงชั้นแบบศิลปะโบราณเลยแม้แต่น้อย พอก้าวย่างผ่านบันไดพระอุโบสถขึ้นไปยังชั้นแรก ภายในดูเรียบง่ายไม่เห็นจะมีอะไรสะดุดตา จะมีก็แต่พระสูงวัยคอยนั่งรับอุบาสกอุบาสิกาอยู่ตรงเรือนเก้าอี้ไม้

ได้สนทนากันอยู่พักหนึ่ง พระสูงวัยท่านนั้นก็แนะนำให้ขึ้นไปดูชั้นที่ 2 กับชั้นที่ 3 ซึ่งท่านยืนยันว่าน่าจะบอกอะไรได้ดีกว่าการที่จะนั่งสนทนาอยู่กับท่าน เมื่อลงทุนปีนบันไดเรือนไม้ขึ้นไปยังชั้นที่ 2 เท่านั้น ทันทีที่เห็นแทบตะลึง เพราะบรรดาเสาค้ำยันแต่ละต้น เรือนฝาของอุโบสถทั้งสี่ด้าน เพดานด้านบนทั้งแผง มันล้วนถูกตกแต่งด้วยงานประติมากรรมนูนต่ำอย่างประณีตบรรจง อย่างยากที่จะหาดูหาชมกันได้ง่ายๆ แบบวัดแห่งนี้

พอลงทุนปีนบันไดขึ้นไปอีกชั้น ก็ยิ่งตะลึงหนักขึ้นไปอีก เพราะบนนั้นมันคือพระอุโบสถสำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปพุทธลักษณะงดงามประณีต ประดิษฐานอยู่ตรงมุมเบื้องหน้า เพดาน กระทั่งลวดลายที่เสาแต่ละต้น ผนังทั้งสี่ด้านก็ล้วนตระการกว่าที่เห็นจากชั้นล่างที่ผ่านขึ้นมา

สิ่งอันมโหฬารที่ว่านี้ ทราบว่ามีผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้า ทุ่มเทศรัทธาที่ตนมีอยู่ในการออกแบบและก่อสร้างด้วยตนเองอยู่นานกว่า 18 ปี จนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น ผมถึงขออนุโมทนาสาธุด้วยกุศลดังกล่าวอย่างจริงใจ เพราะลำพังความคิดตัวเองคงจะไม่แรงกล้าในกุศลศรัทธาถึงขนาดนี้แน่นอนครับ!

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า