เสียมราฐ: บทเรียนรายทาง ข้างปราสาทหิน (๑)

สารคดีต่างแดน

ท้องฟ้ายังเป็นสีครามสลัว หมู่เมฆจับเป็นแพหนาอยู่เหนือปราสาทหินโอ่อ่าซึ่งตั้งตระหง่านเป็นเงาทะมึน

ขณะแสงสีส้มอมชมพูเรื่อค่อยๆฉายจับผืนฟ้าให้คลายความขมุกขมัว บรรยากาศคงจะสงบนิ่งน่าดื่มด่ำ หากทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และข้างกายคุณไม่ได้เบียดเสียดอยู่กับนักท่องเที่ยวที่ล้วนมุ่งหมายจะเสพสุนทรียะจากภาพเดียวกัน

กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือหลากรุ่น หรือแม้แต่เจ้าก้านยาวๆสำหรับจะถือถ่ายภาพตัวเอง ถูกชูเอื้อมสูงสุดเท่าที่จะสูงได้ เพื่อจับภาพบรรยากาศขณะปราสาทนครวัดสะท้อนเงาเหนือสระน้ำในแสงแรกของวัน ภาพอันเป็นที่มาของประโยคยอดนิยม "See Angkor Wat and Die"

ไม่กี่นาทีถัดจากนั้น เมื่อเราขึ้นมาบนปราสาทแล้วมองลงไปสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังปักหลักถ่ายรูปกันอยู่ริมสระน้ำเบื้องล่าง ก็พบว่าภาพของบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลที่แห่แหนกันมาแออัดอยู่ที่นี่เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น น่าตื่นตะลึงไม่แพ้ภาพปราสาทนครวัดยามอรุณรุ่งทีเดียว

ขณะนั้นเป็นเวลาหกโมงเศษๆของวันที่ ๑ มกราคม และหลังจากการนอนไม่ถึงสามชั่วโมงดี เราก็ยังตื่นไม่เต็มตา แต่การเดินทางเริ่มต้นตั้งแต่ยี่สิบสี่ชั่วโมงที่แล้ว และจะยังไม่สิ้นสุดลงเร็วนัก

จากกรุงเทพฯไปจังหวัดเสียมราฐ (Siem Reap) ประเทศกัมพูชา สามารถเลือกเดินทางได้หลายวิธี ถ้าไปเครื่องบินจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง

ถ้าหากไปทางบก ก็มีรถทัวร์จากหมอชิตวิ่งตรงสู่เสียมราฐโดยผ่านทางอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว รวมระยะทางประมาณ ๔๐๐ กิโลเมตร แต่มีข้อสังเกตเล็กน้อยคือ แม้คนไทยจะไม่ต้องใช้วีซ่า แต่ก็ต้องรอผู้โดยสารที่เป็นชาวต่างชาติทำวีซ่าเข้ากัมพูชาให้เรียบร้อยทั้งหมดก่อน เพื่อข้ามแดนไปพร้อมกัน

ส่วนทางที่พวกเราเลือก คือนั่งรถตู้จากกรุงเทพฯไปลงที่ชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เดินข้ามไปปอยเปต จากนั้นหารถต่อเข้ามาที่เสียมราฐ รวมแล้วเราใช้เวลาไปประมาณแปดชั่วโมง

ในเวลาสามวันกว่าๆ เรา คือผู้เขียนและเพื่อนสนิทอีกคน ไม่ได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายนัก นครวัด นครธม ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายสรี และกบาลสะเปียน แต่ละแห่งล้วนไม่มีพื้นที่ที่ว่างจากรอยเท้านักท่องเที่ยวและเชื่อว่าประวัติและข้อมูลของสถานที่เหล่านี้ล้วนได้รับการเล่าซ้ำจนไม่มีอะไรให้อัศจรรย์ใจอีกแล้ว

แต่การเดินทางก็คือการเดินทาง ซึ่งแต่ละก้าวของแต่ละคนล้วนแตกต่าง และสิ่งที่พบเจอระหว่างนั้น เป็นมากกว่าการเรียนรู้

และต่อไปนี้คือบทเรียนเล็กๆน้อยๆที่เก็บได้ตามรายทาง

บทเรียนหมายเลขหนึ่ง : ทันทีที่ก้าวพ้นเขตแดนไทย คุณจะตกเป็นเป้าหมายให้ใครต่อใครกอบโกยเงินทันที

ก็คงเหมือนเมืองท่องเที่ยวแทบทุกเมืองในแถบนี้ ซึ่งหมายรวมถึงกรุงเทพฯด้วย ที่นักท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นขุมทรัพย์ให้คนพื้นที่ได้ตักตวง ราคาทุกอย่างจะถูกบวกเพิ่ม และบ่อยครั้งคุณภาพชีวิตของคุณขึ้นอยู่กับกลเม็ดการต่อรอง

ตั้งแต่ยังนั่งเขียนใบเข้าเมืองอยู่ในด่านตรวจ ก็มีคนเข้ามาเสนอพาหนะในการเดินทางเข้าเสียมราฐมากมาย ทั้งแท็กซี่ รถตู้ เราปฏิเสธไปหมด เพราะเช็คมาว่าจะมีรถบัสฟรีจากด่านเข้าไปที่สถานีขนส่งปอยเปต แล้วไปเลือกหาเอาที่นั่นดูจะเชื่อถือได้มากกว่า

เราคิดผิด

อันดับแรก เด็กรถโน้มน้าวให้เราแลกเงินเป็นเงินเรียล บอกว่าถ้าใช้เงินเรียลจ่ายตามแหล่งท่องเที่ยว ราคาจะไม่ถูกบวกเพิ่มจนแพงเท่าดอลลาร์ เราแลกไปจำนวนหนึ่งด้วยความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และต่อมาก็พบว่าข้อมูลดังกล่าวตรงข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง

อันดับต่อมา ทุกคนที่ไปถึงถูกต้อนให้ซื้อตั๋วรถเข้าเสียมราฐในราคาที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไรนักเมื่อพิจารณาว่า รถเป็นรถตู้คันเล็กๆ สภาพโทรม และไม่มีแอร์

ที่สำคัญ แทนที่ปลายทางของเราจะเป็นสถานีขนส่ง หรือที่ไหนสักแห่งย่านกลางเมือง รถกลับเลี้ยวเข้าจอดหน้าบ้านหลังหนึ่งในซอย ห่างจากตัวเมืองประมาณห้าถึงหกกิโลเมตร

ที่นั่น คนขับแท็กซี่และสามล้อจำนวนหนึ่งรอรับช่วงต่ออยู่แล้ว

คนขับแท็กซี่คนหนึ่งเข้ามาเสนอบริการให้เรา ตื๊อถามว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง และพยายามจะให้เราเหมารถเขาเที่ยวตลอด ๓ วัน แต่เราตกลงแค่ให้เขาไปส่งที่โรงแรมก่อนเท่านั้นท่ามกลางความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดของเขา

ตกลงว่าราคาค่าเรียนรู้ของเราในการเดินทางจากปอยเปต-เสียมราฐ รวมสองต่อ คนละ ๑๕ ดอลลาร์

ตอนขากลับ เราจึงแก้มือด้วยการซื้อตั๋วรถทัวร์แถวๆที่พัก และสามารถกลับด้วยรถทัวร์ปรับอากาศใหม่เอี่ยม ถึงหน้าด่านปอยเปตด้วยราคาที่ถูกกว่าขามากว่าครึ่ง

สรุปแล้ว ครั้งหน้า วิธีที่เราจะลองคือตกลงราคากับแท็กซี่หรือใครต่อใครที่วิ่งเข้ามาถามที่หน้าด่านได้เลย จะมีบริการส่งถึงโรงแรม ค่าโดยสารไม่เกินคนละ ๑๐ ดอลลาร์แน่ๆ หรือถ้าจะไปรถทัวร์ เดินเลยด่านเข้ามาอีกหน่อย ก็จะมีให้เลือกหากันมากมาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้ามแดนกลับมา สถานการณ์ก็พลิกทันตาเห็น ขากลับ เราแอบได้เห็นคิวรถตู้อรัญประเทศ-กรุงเทพฯ คิดค่าโดยสารคนกัมพูชาแพงกว่าคนไทย

สุดท้ายเราต่างจ้องจะฟาดฟันกันและกัน ไม่ต่างเลย

บทเรียนหมายเลขสอง : ข้อมูลเป็นสิ่งสูงค่าที่สุดในมือคุณ

นี่เป็นบทเรียนพื้นฐานที่ผู้นิยมท่องเที่ยวด้วยตัวเองน่าจะรู้กันอยู่แล้ว อาจเริ่มจากการหาข้อมูลทั่วไปของสถานที่ก่อน เพื่อให้ได้อรรถรสในการเยี่ยมชมมากขึ้น

จุดหมายปลายทางของเราคือ เมืองพระนคร (Angkor) แหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และองค์การยูเนสโกได้ประกาศเป็นมรดกโลกใน พ.ศ.๒๕๓๕ มีพื้นที่ประมาณ ๔๐๐ ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยหมู่ปราสาทมากมาย อันเป็นเครื่องยืนยันถึงอารยธรรมอันรุ่งโรจน์และความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเขมร

เมืองพระนคร เต็มไปด้วยปราสาทหินยุคสมัยต่างๆให้เลือกชมเลือกสำรวจกันตามความพอใจ แต่สถานที่หลักๆที่พลาดไม่ได้ คือนครวัด และนครธม

นครวัด (Angkor Wat) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เพื่อเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ไวษณพนิกาย ซึ่งนับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุด ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นศาสนาพุทธในภายหลัง แผนผังนครวัดสะท้อนความเชื่อเรื่องคติภูมิจักรวาลตามหลักศาสนาฮินดู มีปราสาท ๔ หลังล้อมรอบปรางค์ประธานที่สูงที่สุด แทนเขาพระสุเมรุ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล

ที่ผนังระเบียงทางเดินรอบปราสาท มีภาพแกะสลักต่างๆ ซึ่งไม่ควรพลาดชม เช่น ภาพการกวนเกษียรสมุทร ภาพการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรซึ่งเป็นเรื่องราวจากมหากาพย์มหาภารตะ และภาพกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ และยังมีภาพนางอัปสราจำนวนกว่า ๑,๖๐๐ นาง ประดับอยู่ทั่วไปแทบทุกมุมของปราสาท แต่ละนางมีรูปแบบทรงผม การแต่งกาย และท่าทางการเคลื่อนไหวเป็นของตัวเอง ดูสวยเก๋ไม่น้อยหน้ากัน

นครธม (Angkor Thom) เป็นราชธานีแห่งสุดท้ายของอาณาจักรเขมร มีเนื้อที่ราว ๑๐ ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครวัด มีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้านนครธมสร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นช่วงที่พุทธศาสนานิกายมหายานได้รับการส่งเสริม

โบราณสถานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในนครธม คือปราสาทบายน (Bayon Temple)ซึ่งเต็มไปด้วยปรางค์ที่สลักเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรรวมทั้งหมดกว่า ๒๐๐ หน้า พระพักตร์พระโพธิสัตว์ที่มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา หันมองออกไปทุกทิศทุกทางเหล่านี้ แทนพระราชอำนาจที่แผ่ไพศาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และการสอดส่องดูแลประชาชนด้วยความกรุณา จุดอื่นๆที่น่าเยี่ยมชมภายในนครธมก็มีปราสาทบาปวน ลานช้างและลานพระเจ้าขี้เรื้อน เป็นต้น

นอกเหนือจากข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่แล้ว สำหรับที่นี่ การหาข้อมูลประสบการณ์ของคนที่เคยไปมาก่อน ก็จะช่วยให้วางแผนการท่องเที่ยวได้ราบรื่นยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น ใครต่อใครต่างก็แนะนำว่าการจะชมนครวัดให้งดงามประทับใจที่สุดต้องเข้าไปชมตอนพระอาทิตย์ขึ้นอย่างไรก็ตาม ที่นี่เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ตีห้าก็จริง แต่หากมาต่อแถวซื้อตั๋วในเช้าวันนั้นเลย จะต้องฟันฝ่ากับนักท่องเที่ยวอีกมหาศาล และอาจเข้าไปไม่ทันจับจองที่ยืนชมพระอาทิตย์ขึ้น

ทางที่ดีกว่าคือ ซื้อตั๋วเข้าชมที่เรียกว่า Angkorpass ตั้งแต่วันก่อนหน้าโดยตั๋วจะขายระหว่างเวลา ๑๗.๐๐ -๑๗.๓๐ น.

ตั๋ว Angkorpass ใช้สำหรับเข้าชมหมู่ปราสาททั้งหมดในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครรวมถึงกบาลสะเปียน ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมราฐไปประมาณ ๕๐ กิโลเมตรด้วย โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตั๋วอยู่ตามปราสาทต่างๆ

ตั๋วนี้มี ๓ แบบ คือแบบใช้ได้วันเดียว ราคา ๒๐ ดอลลาร์ แบบเข้าชมได้ ๓ วัน ภายใน ๑ สัปดาห์ ราคา ๔๐ ดอลลาร์ และแบบเข้าชมได้ ๗ วัน ภายใน ๑ เดือน ราคา ๖๐ ดอลลาร์ โดยจะมีการถ่ายรูปเราพิมพ์ลงบนบัตรด้วย เพื่อป้องกันการส่งต่อบัตรให้ผู้อื่น

ในการเดินทางสั้นๆสามวันครึ่งของเรา กรณีศึกษาที่เราจะไม่ลืม เกี่ยวกับการหาข้อมูลให้ละเอียดคือ ตอนที่เราไปถึงกบาลสะเปียน ซึ่งเป็นอุทยานธรรมชาติที่มีภาพแกะสลักรูปเทพในศาสนาฮินดู และรูปศิวลึงค์นับพัน อยู่ตามก้อนหินในน้ำตก

กบาลสะเปียน (Kbal Spean) แปลว่า "หัวสะพาน" ที่มาของชื่อมาจากรูปร่างของก้อนหินที่พาดขวางเหนือสายน้ำ คล้ายสะพาน ต้นน้ำมาจากเทือกเขากุเลน นอกเหนือจากศิวลึงค์คู่กับฐานโยนีที่เรียงรายอยู่ใต้น้ำแล้ว ยังมีรูปสลักอยู่บนก้อนหินรอบบริเวณ เช่น รูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ รูปพระพิฆเนศ รูปพระศิวะ และพระอุมาประทับบนโคนนทิ

สันนิษฐานว่ากบาลสะเปียนสร้างขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ สมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ตามคติความเชื่อฮินดู เมื่อน้ำไหลผ่านรูปศิวลึงค์และโยนี จะกลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ น้ำจากลำธารสายนี้ที่ไหลลงไปรวมกับสายอื่น กลายเป็นแม่น้ำไหลผ่านเมืองเสียมราฐ จึงเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ยังความอุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งแก่แผ่นดิน

การจะเข้าไปชมรูปสลักในน้ำตกแห่งนี้ ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ข้อมูลที่เราได้มาคือ ควรจะจ้างไกด์ให้พาดู เพราะหลายรูปอยู่ในจุดที่ถ้าหากไม่มีคนชี้ให้สังเกต ก็จะมองผ่านเลยไปได้ง่ายๆ

เราพลาดไปตรงที่ไม่ได้อ่านมาให้ดีว่า ไกด์ของที่นี่จะรออยู่ข้างบน หลังจากเดินขึ้นไปบนเขาแล้ว

เราถามคนที่ตรวจตั๋วตั้งแต่หน้าทางเข้าเลยว่า อยากได้ไกด์ ต้องหาที่ไหน หรือว่าข้างบนมีไกด์? เขารีบบอกว่า ข้างบนไม่มี จากนั้นก็บอกให้เรารอสักครู่หนึ่ง แล้วก็มีผู้ชายใส่เครื่องแบบของที่นั่นมาเดินนำเข้าไป คิดราคา ๕ ดอลลาร์

ผู้ชายคนนั้นเดินนำไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งห่างเราหลายช่วงตัว สูบบุหรี่ตลอดทาง และไม่แม้แต่จะพยายามพูดกับเราสักคำ

เราเริ่มสังเกตว่าเขาไม่ได้ติดบัตรไกด์ ต่างจากไกด์คนอื่นที่นำลูกทัวร์กลุ่มเล็กๆ เดินสวนลงมา

ข้อสุดท้ายที่ตอกย้ำสิ่งที่เราคิดก็คือ เราถามเขาว่า "Do you speak English?" และได้คำตอบมาว่า "Bit, bit."

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นไปถึงต้นน้ำที่มีภาพแกะสลัก ไกด์ที่เราพบที่นั่น กลับทำให้เราประทับใจอย่างคาดไม่ถึง

ไกด์คนที่เดินเข้ามาหาเรา ทราบทีหลังว่าชื่อคุณโสภี พูดภาษาไทยได้ชัดเจนจากการซื้อหนังสือมาเรียนเอง พูดฝรั่งเศสได้นิดหน่อย ภาษาจีนก็ได้ด้วย เขาบอกเราว่า คนที่พาเราขึ้นมา เป็นเจ้าหน้าที่ของที่นี่เหมือนกับเขา พูดไทยไม่ได้ อังกฤษก็ไม่ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเขาจะพาดูบนนี้ แต่ตอนกลับ ให้คนแรกพาลงไป

คุณโสภีพาเราไปดูรูปสลักต่างๆ หามุมถ่ายรูปให้อย่างคล่องแคล่วเต็มใจ และเป็นคนแรกที่ไม่เรียกร้องทิปหรือค่าบริการ หรือพยายามจะขายสิ่งใด นั่นทำให้เราไม่ลังเลที่จะให้เงินเขาไปเป็นสินน้ำใจ และจดชื่อกับเบอร์โทรศัพท์ของเขาไว้เผื่อมาครั้งหน้า

ประโยคที่เขาฝากไว้กับเราคือ "อย่าไปเชื่อ...คนตรวจตั๋วก็อย่าไปเชื่อ"

บทเรียนหมายเลขสาม : บางครั้ง เราไม่อาจใช้มาตรฐานความปกติธรรมดาในชีวิตเรา มาตัดสินความธรรมดาในวิถีชีวิตของคนอีกแห่งหนึ่งได้

เสียมราฐอาจอยู่ห่างไทยไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง ดูเผินๆ สิ่งต่างๆ ที่นี่อาจคล้ายคลึงบ้านเราไปหมด แต่หลายอย่างก็ยังทำให้เราประหลาดใจ

ที่นี่ สถานบันเทิงที่ครึกครื้นที่สุดแห่งหนึ่งบนถนน Pub Street มีชื่อว่า Temple Clubและตกแต่งด้วยลวดลายจำหลักแบบเดียวกับศาสนสถาน

ที่นี่ แสตมป์สำหรับส่งโปสการ์ดไปต่างประเทศหนึ่งดวง มีราคาเท่ากับบะหมี่ผัดโปะไข่ดาวกล่องโตที่ขายอยู่ข้างทาง

ที่นี่ เด็กๆ ที่วิ่งขายโปสการ์ดอยู่ตามปราสาทอาจพูดได้อย่างน้อยสามภาษา

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากยังสนใจติดตามการเดินทางอันขาดๆ เกินๆ ของเรา ฉบับหน้า เราจะเดินทางกันต่อไป สู่บทเรียนหมายเลขสี่ ห้าและหก