ดับคนดัง : วินาทีสังหาร มหาตมะ คานธี

แม้ว่าจะถูกยิงล้มลงแสนเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุดนั้น ก็ไม่มีเสียงร้องครวญครางออกมาเลยแม้แต่น้อยนิด ท่านยกมือพนมและหลับตาอย่างสงบ คล้ายกับจะสวดมนต์วิงวอนให้เทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ได้อโหสิกรรมแก่ผู้ทำร้ายท่านแม้ชีวิต
บันทึกวันวาร

๑๗.๐๐ น. ของวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๙๑

มหาตมะ คานธี โดยการประคองของหลานสาว ๒ คนเดินออกจากบ้านพัก ตามทางในสวน มหาตมะ คานธี มาถึงกลุ่มประชาชนประมาณ ๕๐๐ คน ซึ่งพากันมาคอยร่วมประชุมสวดมนต์กับ มหาตมะ คานธี ตามปกติที่เคยมาทุกเย็น

ทันทีที่เห็นท่านมหาตมะ คานธี ประชาชนเหล่านั้นก็จะรีบแยกทางกันให้ท่านผ่านออกหน้าไปก่อน

แต่เสี้ยววินาทีนั้นเอง อย่างไม่มีใครคาดฝัน ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวพรวดพราดออกมาจากฝูงชน ในมือถือปืนพกสั้นและก่อนที่จะมีใครได้สติเข้าห้ามปรามได้ทัน ปืนในมือก็เหนี่ยวไกลั่นกระสุน ๓ นัดติดๆกันสู่ร่างท่านมหาตมะ คานธี

นัดแรกถูกสะโพกขวาอีกสองนัดถูกที่อกและท้อง มหาตมะ คานธี ล้มลงเลือดสีแดงพุ่งสาดกระจายถูกผ้าที่ห่อหุ้มร่างกายนองพื้น

ชั่วแมลงวันกระพือปีก ขณะที่ผู้คนตกตะลึงพรึงเพริดตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด มีชายหนุ่มอเมริกันซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วย ได้ตะครุบจับมือปืนสังหารได้ทันควัน ขณะเดียวกันพอฝูงชนได้สติหายตะลึงก็พากันกลุ้มรุมทำร้ายประชาทัณฑ์มือปืนเป็นการใหญ่ เคราะห์ดีที่ตำรวจได้มาถึงระยะนั้นพอดี จึงแยกเอาตัวออกไปเสียก่อน มิฉะนั้นมีหวังร่างกายบี้แบนอยู่ตรงนั้น

ส่วนท่านมหาตมะ คานธี นั้น ก็สมกับที่ได้นามว่าบุรษใจพระ แม้ว่าจะถูกยิงล้มลงแสนเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุดนั้น ก็ไม่มีเสียงร้องครวญครางออกมาเลยแม้แต่น้อยนิด ท่านยกมือพนมและหลับตาอย่างสงบ คล้ายกับจะสวดมนต์วิงวอนให้เทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ได้อโหสิกรรมแก่ผู้ทำร้ายท่านแม้ชีวิต

ในนาทีต่อมาร่างอันบอบบางของท่านก็ถูกนำไปยังเฉลียงบ้านพีร์ลาโดยด่วน แพทย์ถูกเรียกตัวมาดูอาการด่วน พร้อมการพยาบาลขั้นต้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะยื้อยุดฉุดชีวิตท่านไว้ได้

ท่านมหาตมะ คานธี หายใจแผ่วลงๆ ต่อมาอีก ๒๕ นาทีก็สิ้นลมบนตักของหลานสาว ซึ่งสวดคัมภีร์ภาวัตคีตาของฮินดูอยู่ตลอดเวลา

๓๐ มกราคม ๒๔๙๑ เป็นวันวิปโยคครั้งยิ่งใหญ่

ทันทีที่ข่าวร้ายนี้ถูกกระจายออกโดยวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ หลังจากคานธีสิ้นลม อินเดียทั้งชาติตกตะลึงกันไปหมด รถราหยุดเดิน ห้างร้าน ภัตตาคาร โรงงานต่างพากันหยุดปิดกิจการทั้งหมด ประชาชนพากันออกมาอยู่เต็มถนน โดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ต่างเฝ้าฟังข่าวจากวิทยุ ซึ่งประกาศซ้ำๆซากๆด้วยสุดซึมเศร้ารันทดใจสุดประมาณ ความโศกเศร้าปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง มีแต่เสียงสะอึกสะอื้น

ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาค่ำคืน แต่ฝูงชนนับพันนับหมื่นได้พากันหลั่งไหลไปยังบ้านพีร์ลา พอได้พบร่างผู้ใจบุญถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขาว นอนอยู่ท่ามกลางกองดอกไม้นานาชนิดก็ยิ่งพากันร่ำไห้ต่อเนื่องกันทั้งคืนทั้งวัน

ในเมืองบอมเบย์ ทันทีที่ข่าวมรณกรรมถูกประกาศออกมา พวกมุสลิมกับฮินดูในบอมเบย์ก็เกิดฆ่าฟันกันอย่างดุเดือด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน จนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารรักษาความสงบทั่วประเทศเป็นการด่วน

รัฐบาลอินเดียสั่งไว้ทุกข์ทั่วประเทศ มีกำหนด ๑๓ วัน ให้ลดธงครึ่งเสา งดการรื่นเริงทุกชนิด รัฐบาลแห่งปากีสถานสั่งหยุดราชการ ๒๔ ชั่วโมง ตลอดจนวันเสาร์ชาวอินเดียทั่วประเทศพร้อมใจกันอดอาหารและสวดมนต์ภาวนาส่งดวงวิญญาณของท่านมหาตมะ คานธี องค์การสหประชาชาติประกาศลดธงครึ่งเสา ผู้แทนอเมริกันและฝรั่งเศสหยุดไว้อาลัย ๒ นาที บรรดาประมุขทั่วโลกส่งสาส์นไปแสดงความเสียใจต่อรัฐบาลอินเดียเป็นจำนวนมากรวมทั้งประเทศไทยด้วย

รุ่งขึ้นวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๑ เวลา ๑๖.๐๐ น. พิธีการฌาปนกิจก็เริ่มขึ้น ศพท่านมหาตมะ คานธี จัดเป็นขบวน รถบรรทุกศพออกจากบ้านพีร์ลา จูงด้วยทหาร ตำรวจ และประชาชน ประดับด้วยมวลดอกไม้นานาชนิดและธงชาติ บรรดาญาตินำหน้าศพ เนรูห์นำหน้า คณะรัฐบาลตามหลัง ต่อมาไวท์เคานต์เมาท์แบตแตนผู้สำเร็จราชการและเลดี้

ขบวนแห่มุ่งไปยังแม่น้ำยมนา สองข้างทางจะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนโปรยข้าวตอกดอกไม้ เมื่อถึงเชิงตะกอนที่ตำบลราชพัตร์ ก็ยกศพขึ้นสู่เชิงตะกอนไม้จันทน์ซึ่งราดด้วยน้ำมันและเนย

เชิงตะกอนนี้ชาวมุสลิม ๒ คน ได้ร่วมมือกันสร้าง เครื่องบินกองทัพอากาศบินโฉบลงต่ำโปรยปรายดอกไม้มายังศพที่เชิงตะกอนที่มีร่างของท่านมหาตมะ คานธี

เมื่อได้เวลาจุดไฟ เนรูห์ นายกรัฐมนตรีอินเดียได้เข้าไปจูบที่เท้าทั้งสองของท่านมหาตมะ คานธี แล้วร่ำไห้ไม่อายใคร ขณะเดียวกับฝูงชนเป็นจำนวนมากพังแนวทหาร ตำรวจเข้าไปจุดไฟ มีหญิงแม่ลูกคู่หนึ่งพยายามจะโจนเข้ากองไฟด้วย แต่เลดี้เมาท์แบตแตนได้ขัดขวางไว้ทัน

ตลอดเวลาที่ไฟลุกโชติช่วง เผาไหม้ร่างมหาบุรุษผู้เป็นที่รักอยู่นั้น ประชาชนทั้งหลายต่างยืนนิ่ง มองดูด้วยน้ำตานองใบหน้า ด้วยดวงใจที่เศร้าโศกรันทดอย่างสุดประมาณ เสียงสะอึกสะอื้นระงมขึ้นไม่ขาดระยะ

"ชีวิตอันเป็นที่รักนี้ ช่างสั้นเหลือเกิน"

ส่วนมือสังหารที่จับได้นั้นปรากฏชื่อว่า นาทุราม วินัย โคทเส

เป็นหนุ่มน้อยชาวฮินดู เผ่ามาราติ มีหัวนิยมคอมมิวนิสต์ ชอบวิธีการรุนแรง เป็นสมาชิกพรรคฮินดูมหาสภา โดยมีตำแหน่งเลขานุการพรรค เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษามาราติฉบับหนึ่งชื่อ "โลกฮินดู" ออกที่เมือง "ปูนา"

"ผมทำถูกแล้วที่สังหารคานธี" หนุ่มมือปืนให้เหตุผล "เพราะนโยบายของคานธีขัดต่อผลประโยชน์ของฮินดู และคานธีเป็นตัวการแบ่งแยกอินเดีย เป็นอินเดีย และปากีสถาน"

แน่นอนการที่มือปืนบุกเข้าสังหาร ท่านมหาตมะ คานธี ครั้งนี้ ก็เพราะนโยบายของคานธีขัดต่อผลประโยชน์ของฮินดู ซึ่งเป็นลัทธิศาสนาของเขานั่นเอง

นโยบายของคานธีที่มือสังหารอ้างว่าเขาไม่พอใจนั้นมีดังนี้

"ข้าพเจ้าจะทำงานเพื่ออินเดีย ซึ่งผู้ที่ยากจนที่สุดก็คงจะรู้สึกว่าเขาก็เป็นเจ้าของประเทศเหมือนกัน อินเดียจะต้องมีชีวิตประสานสัมพันธ์กัน อินเดียจะต้องไม่มีการสาปแช่งของการแตะต้องไม่ได้ ผู้หญิงจะต้องมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชาย นี่คืออินเดียในความฝันของข้าพเจ้า"

คานธีผู้เสียสละทรัพย์ส่วนตัวและทุกสิ่งทุกอย่างทำการต่อสู้จนได้มาซึ่งเอกราชของอินเดีย ได้กล่าวไว้ดังนี้ ซึ่งในตอนนั้นภายหลังที่ได้เอกราชแล้ว ไม่นานก็เกิดปัญหาแตกแยกเรื่องศาสนาระหว่างฮินดูกับมุสลิมขึ้น มันเป็นปัญหาที่สร้างความยุ่งยากปั่นป่วนให้แก่คนอินเดียโดยเฉพาะคานธีมาก ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมปรองดองกัน

เพื่อประสานความร้าวฉานระหว่างฮินดูกับมุสลิมซึ่งกำลังแตกแยกกันอยู่ คานธีผู้ถือหลักอหิงสาจึงได้ทำการบำเพ็ญตบะอดอาหารในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๔๙๑ แต่ก็อดไปได้เพียง ๖ วัน แพทย์ตรวจอาการแล้วบอกว่าหากอดต่อไปคานธีจะต้องเสียชีวิตแน่นอน ท่านผู้สำเร็จราชการ (ลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตแตน) และบุคคลสำคัญของอินเดียหลายคนจึงอ้อนวอนขอร้องให้คานธีเลิกวิธีการอดอาหารเสีย

ภายหลังยุติการอดอาหารได้เพียง ๒ วัน คานธีก็ประสบกับเหตุร้ายแรงเป็นครั้งแรก มันเป็นสัญญาณเตือนให้คานธีรับรู้ว่าการกระทำของคานธีนั้นมีคนไม่เห็นด้วยขัดขวางอยู่ และมุ่งจะสังหารคานธีให้พ้นทางเดินของเขานั่นคือ

วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๔๙๑ ที่สวนแห่งคฤหาสน์พีร์ลาอันเป็นที่พักของคานธีเอง ขณะนั้นได้มีประชาชนเป็นจำนวนมากมาร่วมสวดมนต์กับคานธีตามปกติ พอดีมีชายคนหนึ่งขว้างระเบิดเข้ามา ปรากฏมีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม ๙ คน ส่วนคานธีรอดตายอย่างหวุดหวิด

มือปาระเบิดรายนี้ชื่อมาดามลาล อายุ ๒๓ ปี เป็นพวกฮินดูเช่นเดียวกับมือปืนสังหาร ซึ่งไม่พอใจในการกระทำของคานธีในเรื่องที่จะระงับข้อพิพาทระหว่างฮินดูกับมุสลิมนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ดี เหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ หาได้ทำให้คานธีหยุดดำเนินงานต่อไปตามนโยบายที่มุ่งมั่นไว้ไม่ ตรงข้ามกลับเป็นแรงใจขึ้นในการที่จะทำให้มุสลิมกับฮินดูสามัคคีกันให้จงได้

ตรงกันข้ามยิ่งนานวันข้อพิพาทสองศาสนายิ่งรุนแรงขึ้นจนเกิดฆ่าฟันกัน เพื่อเอาชัยชนะจากกันให้จงได้ คานธีจึงตัดสินใจไปปากีสถาน เพื่อระงับข้อพิพาทนี้ให้สำเร็จ

การตัดสินใจไปปากีสถานของคานธี ทำให้ชาวฮินดูซึ่งไม่พอใจอยู่แล้ว ทำให้เคียดแค้นมากขึ้น ดังนั้น ในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๔๙๑ "นาทุรามวินัย คานโกโต" เลขานุการพรรคฮินดูมหาสภา ผู้มีหัวรุนแรงจึงตัดสินใจที่จะสังหารคานธีให้จงได้ จะได้สิ้นขวากหนามในกรณีสงครามระหว่างฮินดูกับอิสลามเสีย เพราะเขามุ่งมั่นเหลือเกินว่า ฮินดูกับอิสลามจะต้องพิพาทกันต่อไปจนกว่าจะแตกหัก โดยมีฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะในที่สุด ฮินดูกับมุสลิมจะประสานสามัคคีกันไม่ได้ เพราะมุสลิมต่ำทรามจนเกินไปที่จะไปคบค้ากับฮินดูผู้สูงศักดิ์

ตกเย็นของวันนั้น นาทุรามวินัยทราบดีว่าคานธีจะต้องเดินออกจากบ้านพีร์ลาไปสวดมนต์ที่ในสวนร่วมกับประชาชนเช่นเคย เขาจึงเตรียมการโดยพกเอาปืนบรรจุกระสุนเต็มอัตราออกไปรวมกับฝูงชนที่จะไปร่วมสวดมนต์กับท่านคานธี ซึ่งโอกาสทองก็เป็นไปสมใจที่เขามุ่งมาดปรารถนา

เขาสามารถพิชิตคานธีด้วยกระสุนเพียง ๓ นัดเท่านั้นเอง

มหาตมะ คานธี นามเดิมว่า โมหัน ตัสกะ รามจัน คานธี เกิดเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๑๒ ที่สุหาปาวี ในแหลมกะเตียวอร์ เมืองท่าของแคว้นกาลิยาวาทแห่งรัฐปรพันตร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศอินเดีย ตระกูลของคานธี เป็นวรรณะแพทย์ ทั้งปู่และพ่อ เคยเป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งรัฐปรพันตร์ มาแล้ว ดังนั้น ความเป็นอยู่ของคานธีจึงอยู่ในขั้นคหบดีผู้มีทรัพย์ทีเดียว

ต่อมา เมื่อเขาอายุได้ ๑๓ ปี เขาได้แต่งงานกับเจ้าสาวซึ่งมีอายุ ๑๐ ขวบ และขณะที่คานธีแต่งงาน มีบุตรแล้วคนหนึ่ง คานธีก็ยังศึกษาอยู่ จนจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยอาห์ เมตาบัด เมื่ออายุ ๑๙ ปีแล้ว จึงไปศึกษาวิชากฎหมายต่อที่กรุงลอนดอน อีก ๓ ปี สำเร็จเนติบัณฑิต และได้รับปริญญาแล้วจึงเดินทางกลับมาอินเดีย

ครั้งแรก เขาทดลองตั้งสำนักงานทนายความขึ้นที่เมืองบอมเบย์ เป็นเวลา ๒ ปีเศษ แต่รู้สึกว่าไม่ได้รับผลดี จึงตัดสินใจไปอยู่แอฟริกาใต้ เพราะที่นั่นมีชาวอินเดียมาก แต่ทว่าในดินแดนแห่งนี้ คานธีต้องประสบกับโศกนาฏกรรมหลายอย่างหลายประการ เขาถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ถูกแตะ ต่อย ทุบตี แต่คานธีก็เป็นนักสู้อุปสรรคคนหนึ่ง ในที่สุด เขาก็สามารถเอาชนะอุปสรรคทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างงดงาม และสามารถตั้งตัวในอาชีพทนายความได้ มีประชาชนนิยมมาก

ต่อมาภายหลังสะสมเงินทองได้มากพอสมควรแล้ว คานธีก็เลิกอาชีพทนายความ หันมาลงทุนตั้งนิคมเกษตรให้แก่ชาวอินเดียที่ยากจน และออกหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ชื่อว่า "Indian Opinion" อีกทั้งแต่งหนังสือเรื่อง "อิสรภาพของชาวอินเดีย" เผยแพร่ลัทธิชาตินิยม พร้อมกับเริ่มใช้วิธี "อหิงสา" ตั้งแต่นั้นมา

คานธีอยู่แอฟริกาใต้ได้ ๒๑ ปี ถูกจับ ๓ ครั้ง

และด้วยการต่อสู้โดยใช้ลัทธิอหิงสา เพื่อให้อังกฤษยินยอมให้ชาวอินเดียมีสิทธิ เสรีภาพ เสมอด้วยฐานะพลเมืองชาติผิวขาวเป็นผลสำเร็จใน พ.ศ.๒๔๙๐ ทำให้ชาวอินเดียเริ่มสนใจเขา และเคารพบูชาเขาเพิ่มขึ้นทุกวันๆ สมญานามว่า "มหาตมะ" ได้ถูกเรียกขึ้นโดยเพื่อนร่วมผิวของเขาตั้งแต่นั้นมา

คานธีใช้ชีวิตอยู่ในแอฟริกาใต้ถึง ๒๑ ปีเต็ม แล้วจึงเดินทางกลับอินเดีย ด้วยเจตนารมณ์ที่จะต่อสู้กับอังกฤษ เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพของอินเดีย โดยใช้สงคราม "อหิงสา" ของเขาต่อไป ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ อังกฤษได้หลอกอินเดียว่า เมื่ออังกฤษชนะจะให้เอกราชแก่อินเดีย จะให้ความเสมอภาคเท่ากับคนอังกฤษ และจะมอบการปกครองตามระบอบ Dominion State ให้แก่อินเดีย แต่ครั้นแล้วพออังกฤษเป็นฝ่ายชนะ อังกฤษกลับลืมคำมั่นสัญญา มิหนำซ้ำยังบีบคั้นอินเดียต่อไปทุกๆรูปแบบ

มหาตมะ คานธี และประชาชนชาวอินเดียได้พากันคัดค้านและอ้อนวอนอังกฤษ แต่ก็ไร้ผล จึงจำต้องประกาศสงครามอหิงสาอีกครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระเบิดขึ้น เริ่มแรกอังกฤษเป็นรองเยอรมนี อังกฤษส่งทูตมาเจรจากับคานธี โดยขอร้องให้อินเดียช่วยทำการรบ เมื่อสงครามเสร็จจะยกฐานะให้อินเดียเป็น Dominion State

ครั้งแรกอินเดียปฏิเสธ เพราะเข็ดขยาด กลัวจะซ้ำรอยอย่างคราวแรก แต่ทำไปๆ ก็ต้องจับอาวุธขึ้นสู้เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพที่มืดมน คราวนี้เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ่านพ้นไปแล้ว อินเดียก็รอคอยสัจวาจา คราวนี้อังกฤษเริ่มรักษาสัตย์ ได้ประกาศให้อิสรภาพแก่อินเดียเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๙๑ สร้างความปีติยินดีให้แก่ชาวอินเดีย อิสรภาพที่คอยมานานถึง ๘๘ ปี ๙ เดือน ๑๔ วัน ได้มาถึงแล้ว

และมหาตมะ คานธี เป็นผู้อุตส่าห์เสียสละทรัพย์สิน เงินทอง ตลอดจนความสุขส่วนตัวทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพแก่มาตุภูมิอย่างน่าชื่น ถึงแม้คนเดียวจะเสียน้ำตา...แต่มันก็เป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มใจเพราะที่สุดปรารถนาของชีวิตมนุษย์ก็คือ ความยุติธรรม อิสรเสรีภาพ

รวมเวลาที่คานธีอดอาหาร ๑๕ ครั้ง ครั้งสุดท้าย เมื่อ ๑๓ มกราคม ๒๔๙๑ เพื่อจะพบว่าสุดท้ายชีวิตและความสำเร็จทั้งมวลของคานธี มีค่าเท่ากระสุนปืนเพียง ๓ นัด!