เสียมราฐ บทเรียนรายทางข้างปราสาทหิน(๒)

สารคดีต่างแดน

แต่ละก้าวที่ย่ำเหยียบออกไป ในการเดินทาง

จุดหมายปลายทางย่อมสำคัญ แต่บางครั้ง...หลายครั้ง เราพบว่า สิ่งรอบข้างรายทางก็ไม่ได้ด้อยความสำคัญไปกว่า

มาพบกับสิ่งที่เวลาสามวันกว่าๆในเสียมราฐ ทิ้งไว้ให้ และเราปรารถนาจะบอกเล่าต่อ

 

บทเรียนหมายเลขสี่ : (ถ้าเลือกวิธีนี้) คนขับรถตุ๊กตุ๊กที่ดี เป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดค่าความประทับใจของคุณ

วิธีที่ดูจะเป็นที่นิยมกันมากที่สุดในการเที่ยวเสียมราฐ คือเหมารถตุ๊กตุ๊ก

รถตุ๊กตุ๊กของที่นี่ เป็นมอเตอร์ไซค์พ่วงกับตัวรถที่มีลักษณะคล้ายรถม้ามีหลังคา นั่งได้มากที่สุด ๔ คน

เส้นทางที่นิยมหลักๆในการเที่ยวหมู่ปราสาท แบ่งเป็นเส้นทางเยี่ยมชมปราสาทรอบเล็ก (Small circuit) คือปราสาทนครวัด นครธม ปราสาทตาพรหม สระสรง เป็นต้น ระยะทางรวมประมาณ ๑๗ กิโลเมตร และเส้นทางเยี่ยมชมปราสาทรอบใหญ่ (Grand circuit) ซึ่งมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย เช่นปราสาทตาสม ปราสาทแปรรูป ปราสาทนาคพัน ปราสาทพระขรรค์ ระยะทางประมาณ ๒๖ กิโลเมตรเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บรายละเอียดปราสาทต่างๆให้ครบแต่ละเส้นทางใช้เวลาเที่ยวทั้งวัน

รถตุ๊กต๊กๆในเสียมราฐมีจำนวนมหาศาล และคนขับซึ่งมักจะจอดรถอยู่ตามถนนหรือหน้าโรงแรมต่างๆ ก็จะพยายามโบกเรียกนักท่องเที่ยวอย่างไม่ละลดแม้ว่านั่นจะเป็นเวลาตีสองหรือตีสามแล้วก็ตาม

รถแต่ละคันอาจมีลูกเล่นเล็กๆน้อยๆที่จะทำให้คุณประหลาดใจ คนขับอาจเปิดตู้ใต้เบาะที่นั่ง หยิบเอาแผนที่ ไฟฉายสำหรับส่องทางเวลาไปดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือออกมายื่นให้คุณเพื่อใช้ติดต่อกัน บางคันบริการน้ำดื่มเย็นๆให้ฟรี และในยามที่ต้องจอดรอขณะนักท่องเที่ยวหายเข้าไปในปราสาทแต่ละแห่งทีละนานๆ คนขับอาจจะเอาเปลญวนมาผูกนอนเล่นเพลินๆในรถ และบางคนยังช่วยวางแผนการเดินทางพร้อมทั้งให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว

ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ ตามร้านจะขายอาหารราคาแพงกว่าข้างนอกเกือบเท่าตัว ได้ยินว่าตุ๊กตุ๊กบางคันยังช่วยต่อรองให้แม่ค้าลดราคาอาหารให้ลูกค้าตัวเองได้ด้วย!

คนขับตุ๊กตุ๊กที่เราเหมาให้พาเที่ยวตลอดทั้งสามวัน ชื่อ Nara ก่อนหน้านี้เคยเป็นพ่อครัวอยู่ที่กาสิโนในปอยเปตอยู่ราวๆสิบปี ก่อนจะย้ายมาอยู่เสียมราฐเมื่อมีครอบครัว

สิ่งที่น่าประทับใจเกี่ยวกับเขาคือ เมื่อเดินออกมาจากปราสาทแต่ละที เขาจะหาเราเจอและวนรถมารับอย่างรวดเร็วเสมอ

นอกจากนี้ ยังมีการแวะตามปราสาทที่เป็นทางผ่านให้ แม้จะไม่ใช่จุดท่องเที่ยวที่ตกลงกันไว้แต่แรกก็ตาม เช่น ในวันที่ไปกบาลสะเปียน ตอนขากลับ ซึ่งใกล้เวลาปราสาทต่างๆปิด ทำให้ไม่สามารถไปดูปราสาทที่วางแผนไว้ได้ทัน เขาก็อุตส่าห์แวะปราสาทแปรรูป (Pre Rup) ซึ่งเป็นทางผ่านให้แทน

ปราสาทแปรรูป สร้างขึ้นในสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นปราสาทหลวงในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ ๒ อุทิศถวายพระศิวะ พระนารายณ์ พระพรหม สันนิษฐานว่าเคยใช้เป็นสถานที่ทำพิธีเผาศพคนชั้นสูงและชื่อ "แปรรูป" สื่อความหมายถึงการแปรสภาพจากร่างกายเป็นอัฐิ ตัวปราสาทสูงชันราวกับปิระมิด ปัจจุบันเป็นตำแหน่งชมพระอาทิตย์ตกที่ได้รับความนิยมแห่งหนึ่งในหมู่ปราสาทนครวัด

สำหรับทางเลือกอื่นที่จะเที่ยวหมู่ปราสาทนอกเหนือจากตุ๊กตุ๊ก อาจเป็นการเหมาแท็กซี่ ซึ่งจะมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องผจญฝุ่นบนถนน แต่ราคาก็จะสูงกว่า หรือหากไม่รีบร้อน ก็อาจเช่าจักรยานมาปั่นเอง โดยที่นี่คิดราคาวันละ ๑ ดอลลาร์ แต่น่าจะต้องวางแผนเที่ยวแบบหลวมๆ เพราะอาจหมดแรงไปกับการปั่นจักรยานจนไม่มีแรงปีนปราสาท

อีกทางที่น่าสนใจก็คือเช่าจักรยานไฟฟ้า ราคาวันละ ๑๐ ดอลลาร์ โดยมีจุดให้แวะชาร์จไฟฟรีอยู่หลายจุด บริษัท Green e-bikeที่ให้บริการเช่าจักรยานดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์ไว้อย่างน่าสนใจว่า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเยี่ยมชมปราสาทโดยไม่ต้องเหนื่อยแรง และยังช่วยลดมลพิษได้อีกด้วย

บทเรียนหมายเลขห้า : ปราสาทหินคือสิ่งมหัศจรรย์ซ้ำซ้อน

เพียงแค่การนำหินนับพันนับหมื่นตันมาก่อเรียงกันเป็นปราสาท ในยุคสมัยที่ไม่มีเทคโนโลยีหรือเครื่องทุ่นแรงที่เจริญก้าวหน้า ก็น่าอัศจรรย์ใจเหนือคำบรรยายอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงศิลปะการแกะสลักลวดลายอันละเอียดประณีต และรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งยังคงทนถาวรท้ากาลเวลา

แต่ความมหัศจรรย์ของปราสาทหิน ไม่ได้อยู่ที่กระบวนการสร้างในครั้งแรกเท่านั้น

การบูรณะปราสาทก็เป็นสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน

ที่ปราสาทบันทายสรี (BanteaySrei) ปราสาทหินทรายสีชมพูซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "อัญมณีแห่งศิลปะเขมร" จากศิลปะการแกะสลักลวดลายที่ละเอียดอ่อนช้อย มีรูปภาพและรายละเอียดเกี่ยวกับการบูรณะปราสาท จัดแสดงไว้ที่ Interpretation Center ซึ่งเป็นห้องนิทรรศการที่จัดทำไว้อย่างดี บอกเล่าตั้งแต่ประวัติการค้นพบปราสาทบันทายสรี แผนผังของปราสาท ตลอดจนลำดับเวลาการสร้างปราสาทต่างๆในเมืองพระนคร เทียบกับสถาปัตยกรรมอันโด่งดังแห่งอื่นๆของโลก

ที่สำคัญ คือวิธีการบูรณะปราสาท

บันทายสรี เป็นปราสาทหลังแรกในเมืองพระนครที่ใช้การบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส(Anastylosis) คือการนำชิ้นส่วนของโบราณสถานที่อยู่ในสภาพหักพัง มาจัดเรียงใหม่ให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด โดยใช้วิธีการก่อสร้างเลียนแบบของเดิม และหากชิ้นส่วนเดิมขาดหายไป ก็เติมชิ้นส่วนที่ทำขึ้นใหม่เข้าไปให้น้อยที่สุด

ความท้าทายของวิธีนี้คือ หินแต่ละก้อนมีตำแหน่งเฉพาะตัว การรื้อ เรียงเลข และประกอบกลับขึ้นไปใหม่ จึงเปรียบได้กับการต่อจิ๊กซอว์สามมิติที่แต่ละชิ้นมีน้ำหนักมหาศาล

ผู้ที่ริเริ่มนำวิธีอนัสติโลซิสมาใช้ในพื้นที่ดังกล่าว คือ อองรี มาร์ชาล (Henri Marchal) จาก EFEO-Ecolefrancaised'Extreme-Orient (French School of Asian Studies) ซึ่งเข้ามารับหน้าที่บูรณะปราสาทในปี ๒๔๗๓ หลังจากนั้นปราสาทได้รับการบูรณะอีกหลายช่วง กว่าจะดูงดงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

นอกจากความท้าทายในการประกอบโครงสร้างอาคารขึ้นไปใหม่แล้ว การบูรณะยังต้องเผชิญกับอุปสรรคอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นน้ำ โดยเฉพาะในฤดูฝน และต้นไม้ ที่แผ่รากชอนไชปราสาทหรือไม่ก็โค่นลงมาทับทำให้ปราสาทพังเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ปราสาทที่ยังไม่ผ่านการบูรณะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง เช่น ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm) สร้างในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ลักษณะศิลปะแบบบายน เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ สร้างอุทิศถวายพระมารดา

เชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง Lara Croft: Tomb Raider(ปี ๒๐๐๑) ซึ่งมีแองเจลินา โจลี เป็นนักแสดงนำ แต่แทบทุกคนที่นั่นจะกล่าวถึงตาพรหมในฐานะสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าว

เอกลักษณ์ของปราสาทแห่งนี้คือต้นสะปงขนาดยักษ์ที่ปกคลุมตัวอาคารบางส่วน รากไม้ขนาดมหึมาเลื้อยพันเกาะเกี่ยวตามก้อนหิน กลายเป็นภาพที่ดูลึกลับ แต่ในขณะเดียวกันก็ประกาศชัดแจ้งถึงอำนาจของธรรมชาติ ก้อนหินจำนวนมากกองอยู่ตามพื้น บางส่วนถูกกั้นเป็นเขตก่อสร้างระหว่างการบูรณะที่ดำเนินอยู่ โดยมีองค์กรASI ของอินเดีย (ArchaeologicalSurvey of India) เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๖ การบูรณะใช้วิธีอนัสติโลซิสแบบเดียวกับการบูรณะปราสาทบันทายสรี

บทเรียนบทสุดท้าย : ก่อนไป ควรเตรียมทั้งตัวทั้งใจให้เกินพร้อม

อันดับแรกคือ เตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินและปีนปราสาท ซึ่งแต่ละแห่งล้วนสูงชันไม่น้อยหน้ากัน อย่างปรางค์ประธานที่นครวัดนั้น นักท่องเที่ยวต้องปีนบันไดที่แคบและชันขึ้นไปสู่ความสูงราว ๖๕ เมตร กว่าจะได้ยลโฉมเหล่านางอัปสราที่รออยู่

ต่อมาคือเตรียมแลกเงินดอลลาร์ เพราะที่นั่นรับทั้งดอลลาร์ เงินบาท และเงินเรียล แต่เงินดอลลาร์จะมีค่ามากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ควรฝึกคิดเลขให้เร็ว หรือไม่อย่างนั้นก็พกเพื่อนที่คิดเลขเร็วไปด้วย (แบบที่ผู้เขียนทำ) เพราะเวลาที่มีเศษเป็นเซ็นต์ เขาจะใช้เงินเรียลทอนให้ ผู้เขียนและเพื่อนรู้สึกเหมือนได้พิชิตปรางค์ประธานนครวัดรอบสอง เมื่อสุดท้ายจ่ายเงินเรียลออกไปได้จนเหลือกลับมาแค่ ๑๐๐ เรียล คือประมาณหนึ่งบาทไทย

เรื่องอาหารการกิน เมนูอาหารที่นี่เท่าที่เห็นดูคล้ายอาหารไทย เช่นต้มยำ แกงคล้ายๆแกงเขียวหวาน ห่อหมก ไก่ห่อใบเตย แต่รสชาติค่อนข้างจืด ไม่ทราบว่าเพราะเป็นอาหารที่ขายในแหล่งท่องเที่ยว มุ่งเน้นขายคนต่างชาติหรือเปล่า หรือเพราะเราไม่มีโชคกับอาหารที่นี่เท่าไร

สุดท้ายความสนใจของเราจึงเบนไปหาอาหารนานาชาติที่กระจุกตัวกันอยู่ในย่านผับสตรีท(Pub Street)มากกว่า เช่นร้าน Viva ที่ประกาศตัวว่าเสิร์ฟอาหารเม็กซิกันที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผับสตรีทคล้ายกับถนนข้าวสารของไทย คือเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แสงสี และแหล่งบันเทิง อาหารข้างทางมีขายซ้ำไปซ้ำมาไม่กี่อย่าง เช่นน้ำผลไม้ปั่น บะหมี่ผัด แซนด์วิชบาแกตโรตี (ซึ่งที่นั่นติดป้ายว่าแพนเค้ก) ไส้กรอกคล้ายๆไส้กรอกอีสาน และนานๆที จะมีรถขายแมลงทอด ที่เก็บเงินค่าถ่ายรูปแบบเดียวกับที่กรุงเทพฯ

สำหรับสิ่งของที่ควรจะเตรียมไป คืออุปกรณ์กันแดดทั้งหลาย เพราะแม้จะไปในช่วงที่อากาศเย็นที่สุด แสงแดดก็ยังแผดเผา นอกจากนี้ ควรเตรียมทิชชูเปียก ซึ่งจะช่วยได้มากหลังจากต้องปีนป่ายปราสาทหินกันมาจนเปรอะฝุ่น ผ้าปิดปากหรือหน้ากากอนามัย ไว้กันฝุ่นขณะนั่งรถตุ๊กตุ๊ก และยานวด ยาคลายเส้น เผื่อไว้คืนชีพให้ท่อนขา

สุดท้าย คือเตรียมเดินทางอย่างมีสติ เสียมราฐเป็นเมืองที่ปลอดภัยพอสมควร แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้แม้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด

หากมีโอกาส การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักท่องเที่ยวคนอื่นก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย เพื่อนของผู้เขียนได้ข้อมูลเรื่องการเช่าจักรยานไฟฟ้าจากนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่ขี่จักรยานดังกล่าวมาจอดหน้าโฮสเทล และเราเองก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลให้แบ็คแพ็คเกอร์ชาวไต้หวันฟัง เรื่องที่จู่ๆ เราก็ได้กินอาหารราคาคนพื้นที่ในสถานที่ท่องเที่ยว หลังจากที่เราเข้าไปถามราคาแล้วทำท่าว่าจะเดินจากไป คนขายเลยรีบดึงเมนูอีกชุดหนึ่งที่มีอาหารรายการเดียวกันแต่ราคาต่ำลงครึ่งต่อครึ่งออกมาเสนอ

ทั้งหมดนี้ คือบทเรียนเล็กๆน้อยๆจากการเดินทางสั้นๆ หากมีโอกาส เราคงไม่พลาดที่จะกลับไปเยือนเสียมราฐอีกครั้ง

ภาพตะวันลับขอบฟ้าที่มองเห็นจากยอดปราสาทแปรรูป ดูจะเลือนรางจางไป ไม่ชัดเจนเท่าสัมผัสของขั้นบันไดแคบชันที่เราต้องเหนี่ยวร่างขึ้นไป ก่อนจะได้เห็นภาพนั้น

จุดหมายปลายทางย่อมสำคัญ แต่บางครั้ง...หลายครั้ง สิ่งที่ประสบพบระหว่างทางก็ไม่ได้น่าจดจำน้อยไปกว่ากันเลย