บางมุมที่ดีของเมืองหลวง

สายลม แสงแดด

ปฏิเสธได้ยากว่า การเดินทางในกรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจใครๆ หลายคน เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจเป็นสภาพบรรยากาศที่เต็มไปด้วยควันพิษจากท่อไอเสีย ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนชื้นจนเกินขีดความเหมาะสม รถยนต์ที่ติดเป็นแถวยาวเหยียดพร้อมคนขับขี้โมโห ซ้ำยังมีมอเตอร์ไซค์คอยฉวัดเฉวียนแทรกเป็นระยะให้เสียอารมณ์ ซึ่งครั้นพอหนีไปใช้บริการขนส่งมวลชน ก็พบกับ "มวลชน" ที่แออัดยัดเยียดไม่ผิดอะไรกับปลากระป๋องในชั่วโมงเร่งด่วนเข้าเสียอีก

ชีวิตดูจะสิ้นไร้หนทางเลือกแม้แต่ที่ "พอจะรับไหว" เอาเสียจริงๆ คุณภาพชีวิตในเมืองหลวงตกต่ำย่ำแย่เสียจนคนกรุงหลายคนบ่นว่า ถ้ามีโอกาส จะหนีไปอยู่ต่างจังหวัด เปลี่ยนอาชีพเป็นชาวไร่ชาวสวนให้รู้แล้วรู้รอดไป (เท่าที่เจอมา น้อยคนจะเคยบ่นว่าอยากเปลี่ยนอาชีพไปเป็นชาวประมง นอกจากบ้านเกิดอยู่ทางภาคใต้ติดทะเลอยู่แล้วก็ว่าไปอีกเรื่องหนึ่ง)

กระนั้นก็เถอะ หลายปีต่อมา ก็ยังเห็นเดินบ่นวนเวียนกันอยู่ในกรุงเทพฯนี่แหละ ไม่ได้ไปไหนสักที

บ้างก็ทนอยู่ เพราะรายได้เป็นปัจจัยสำคัญ โดยมองว่าการอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างจังหวัดนั้น ไม่มีทางเจริญก้าวหน้าถึงขั้นร่ำรวยในวิชาชีพได้ ควรจะรอตอน "แก่ๆ" ที่มีเงินเก็บมากเพียงพอแล้วค่อยไป แบบที่ชาวตะวันตกเกษียณแล้วหนีมาเสวยสุขที่ประเทศไทยนั่นแหละ

หรือบางคนก็อยู่ทน จนกลายเป็นสัตว์เมืองไปเสียแล้ว ชนิดที่ "กลับคืนสู่ธรรมชาติ" ไม่ได้อีก หรือได้ก็ยากเต็มที เพราะเสพติดแสง สี เสียง และความอึกทึกของเมืองหลวง ชนิดที่ถ้าย้ายไปอยู่ที่เงียบๆ มีแต่หนังสือให้กับต้นไม้และทุ่งนาให้ดูแทนผับบาร์กับโรงภาพยนตร์และทิวทัศน์รถติด คงว้าเหว่จนลงแดงแน่

หรือแบบนี้จะหมายความว่า เมืองหลวงนั้น นอกจาก "เงิน" ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ครองโลกทุกวันนี้ กับ แสงสี เสียง ประโลมโลกย์ในทางโลกีย์แล้ว ไม่มีแง่มุมที่ดี จรรโลงสังคมอยู่บ้างเลยหรือ?

บางคนคงจะพูดว่า ถ้าไม่มี ทุกประเทศในโลกนี้ก็คงโละเมืองหลวงทิ้งไปหมดแล้ว ไม่เก็บเอาไว้ให้รกหูรกตาหรอก เพราะใช่แต่กรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมร (ด้วยควันพิษ) เสียแต่เมื่อไหร่ที่มีปัญหา เมืองหลวง หรือซิตี้ อื่นๆ ทั่วโลกเขาก็มีปัญหากันทั้งนั้น แล้วก็เป็นปัญหาคล้ายๆกัน คนเยอะ รถติด คุณภาพชีวิตแย่ ฯลฯ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าเมืองไหนจะมีปัญหามากน้อย บริหารจัดการแก้ไขปัญหาได้ดีแค่ไหนก็เท่านั้น

แน่นอนว่า แง่มุมดีๆของเมืองหลวง ย่อมมีอยู่เหมือนกัน

อย่างไม่ต้องคิดอะไรมากเลยก็เช่น เมืองหลวง เป็นแหล่งกำเนิดของอารยธรรม

แต่ไหนแต่ไร ยุคสมัยไหนๆก็เป็นเช่นนี้! ตั้งแต่อียิปต์โบราณ กรีก โรมัน จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้าและวิทยาการต่างๆ ล้วนแล้วแต่ถือกำเนิดขึ้นได้ก็เพราะคนจำนวนมากมารวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน แม้ว่าการรวมตัวที่ว่า จะก่อให้เกิดสภาพแออัดและนำความเสื่อมโทรมตามมาก็ตามที

นอกจากนี้ เมืองหลวง ยังเป็นแดนสวรรค์ของผู้รักความหลากหลายอีกด้วย

ใครๆ ก็พูดว่าคนเมืองหลวงเห็นแก่ตัว หลักๆ แล้วคงเป็นเพราะสภาพชีวิตที่เร่งรีบจนไม่มีเวลาจะมองเห็นใครได้ แต่ขณะเดียวกัน คนกรุงที่ไม่สักแต่เพียงแค่อยู่กรุงไปวันๆก็มีจิตใจกว้างขวาง ยอมรับอะไรๆได้ดีจนบางครั้งน่าเหลือเชื่อทีเดียว

ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าคนนอกกรุงจะจิตใจคับแคบ เพียงแต่คนในกรุง "มีโอกาสมากกว่า" ที่จะได้เห็นอะไรๆ ต่างๆ ที่ผิดประหลาดออกไปธรรมชาติวิสัยการดำเนินชีวิตปกติของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหาเลี้ยงชีพ รสนิยมทางเพศ หรือเชื้อชาติศาสนา รวมไปถึงค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเดินไปตามถนนลูกรังในชนบท ภาพที่เห็นจนคุ้นตาก็คือพระสงฆ์บิณฑบาตยามเช้า ไก่คุ้ยเขี่ยหาอาหาร สุนัขวิ่งเข้ามาทักทาย ผู้คนหน้าตาคล้ายๆกันออกไปทำงาน ซึ่งสุดแล้วแต่ว่าสภาพภูมิประเทศและอากาศแถบนั้นจะเอื้ออำนวยให้ประกอบอาชีพอะไร ประมง หรือว่าไร่นาเรือกสวน

ทว่า เมื่อเดินไปตามถนนคอนกรีตในมหานคร ภาพที่เห็นก็คือผู้คนร้อยพ่อพันแม่ แตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา การใช้ชีวิตในทุกๆด้าน หรือแม้แต่จุดมุ่งหมายของการอยู่ที่นั่นในขณะนั้น ช่างเป็นภาพแห่งความซับซ้อนวุ่นวายของสังคมมนุษย์ ที่ยุ่งเหยิงยากแยกแยะ แต่งดงามเหมือนใยแมงมุมต้องประกายแสงอันชวนให้หลงใหล ทำให้รู้สึกตัวเล็กกระจ้อยร่อย ไร้ความหมาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่

บางที สิ่งนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า "มนุษยชาติ" นั่นเอง

คนเมืองหลวง "จำเป็น" จะต้องปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และ "จำเป็น" จะต้องมีจิตใจที่เปิดกว้าง เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมจะตามสังคมที่เอ่อท้นไปด้วยกระแสเชี่ยวกรากของความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลาไม่ทัน และจำต้องถอนตัวขึ้นฝั่งในที่สุด

ขณะเดียวกัน หากไม่ระมัดระวังให้ดี หลงระเริงไปกับกระแสน้ำที่ว่า ทั้งๆที่ยังว่ายน้ำไม่แข็งละก็ อาจจะถูกน้ำซัดจมหายไปเลย...ก็เป็นได้