"วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร"

ตำนานสร้างกว่า 300 ปี
ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

1.

เนื่องในวันสงกรานต์ หลังจากรดน้ำขอพรพ่อ แม่แล้ว อยากพาท่านไปไหว้พระ9วัดโดยไม่ต้องเดินทางไปไกลๆ ไม่มีที่ไหนสะดวกเท่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีพระพุทธรูปงดงามอยู่มากมายอีกแล้ว

และหนึ่งในเก้าวัดนั้น พุดน้ำบุษย์ขอนำเสนอสถานที่ร่มเย็น เป็นมงคล ทั้งยังได้ชื่นชมพระจริยวัตรด้านธรรมะของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ที่ปรากฏเป็นเรื่องราวบอกเล่าผ่านจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถอันงดงาม ณ วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร เลขที่ 101 หมู่ 10 ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ประวัติการสร้างวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร มีกล่าวไว้ในพงศาวดารว่า เดิมชื่อ "วัดเสื่อ" สร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดประจำพระราชวังจันทรเกษม ตั้งแต่ครั้ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระยศเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก และโปรดเกล้าฯสร้างพระราชวังจันทรเกษม ให้เป็นที่ประทับในคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา เมื่อราว พ.ศ.2120

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระองค์ได้ทรงแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระที่นั่งนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จึงได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ พระอนุชาธิราช คือ พระเอกาทศรถ เป็นพระมหาอุปราช พระราชทานพระราชวังจันทรเกษมให้เป็นที่ประทับจนเป็นธรรมเนียมว่า พระราชวังจันทรเกษม เป็นที่ประทับของ พระมหาอุปราช โดยมี วัดเสื่อ เป็นวัดประจำพระราชวังตลอดมา และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดเสื่อ โดย พระเจ้าปราสาททอง พระชนกนาถแห่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ครั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระประชวรมีพระอาการเป็นที่น่าวิตก บรรดาข้าราชการเห็นว่าจะเสด็จสวรรคตในไม่ช้า ต่างมีความหวาดหวั่นเรื่องรัชทายาท คือ พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ ซึ่งมองเห็นภัยอันเกิดจากชาวต่างชาติ อันมี เจ้าพระยาวิชาเยนทร์จะพาทหารฝรั่งเศสบังคับข้าราชการให้อัญเชิญพระปิยะขึ้นครองราชสมบัติ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็หวาดว่า ถ้าพระเพทราชาได้เป็นใหญ่คงจะคิดทำร้ายฝรั่ง ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นว่าต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการป้องกัน พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์จึงชิงลงมือก่อนจับพระปิยะผู้พยาบาลประจำพระองค์ไปฆ่าเสีย ทำให้พระองค์ทรงโทมนัสเป็นอย่างมาก และทรงเป็นห่วงข้าราชบริพารที่จงรักภักดีในพระองค์อาจจะถูกฆ่าในเมื่อพระองค์สวรรคต ทรงคิดว่าถ้าให้ผ้ากาสาวพัสตร์มาเป็นเกราะป้องกันแล้ว พวกข้าราชการบริพารอาจจะปลอดภัย จึงตกลงพระทัยให้ราชบุรุษไปอาราธนาพระเถรานุเถระมาเฝ้าฯแล้วตรัสว่า อาการของพระองค์คงไปไม่รอด ห่วงข้าราชบริพารจะถูกฆ่าตาย ขอให้พระคุณเจ้าช่วยบวชให้ข้าราชการบริพารผู้มีความจงรักภักดีได้ปลอดภัยอยู่ภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ด้วยเถิด

พระเถรานุเถระถวายพระพรว่า ที่นี่เป็นพระบรมมหาราชวัง มิใช่วิสุงคามสีมา ไม่มีพุทธานุญาตให้บวชในที่เช่นนี้ได้ พระองค์จึงรับสั่งว่า ถ้ากระนั้นขอถวายนารายณ์ราชนิเวศน์ ให้เป็นวิสุงคามสีมา ณ บัดนี้ พระเถรานุเถระจึงจัดการอุปสมบทพวกข้าราชบริพารที่จงรักภักดีให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ต่อกาลไม่นานก็เสด็จสวรรคต พระเพทราชา และหลวงสรศักดิ์เสวยราชย์ ต่อมาตามลำดับ

วัดเสื่อได้เจริญรุ่งเรืองมาพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษม และได้กลายเป็นวัดร้างพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษมเหมือนกัน ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.2310

ในสมัยราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งเสวยราชสมบัติทรงระลึกถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์แล้ว ไม่สบายพระทัย ทั้งพระองค์ก็ประสงค์จะให้เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานสืบไป แต่ไม่อาจถือเอาโดยพลการได้ เพราะไม่ทรงแน่พระทัยว่า พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์และหมู่พระที่นั่งอื่นๆนั้น พระมหากษัตริย์แต่โบราณได้พระราชทานเป็นวิสุงคามสีมาหรือไม่

ในที่สุดจึงทรงทำผาติกรรม คือตอบแทนให้มีค่าควรกันตามพระวินัย โดยมี พระราชวงศ์เธอกรมหมื่นรังษีสุริยพันธ์ เป็นที่ประธานที่ประชุมสงฆ์ พร้อมใจถวายพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ และหมู่พระที่นั่ง แด่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์มีมูลค่ามากกว่าพระราชวังหลายเท่าแล้วโปรดเกล้าฯให้นำพระราชทรัพย์ทั้งหมด ไปซื้อที่ดินคือนามีเนื้อที่ 40 ไร่ 2 งาน ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นธรณีสงฆ์เท่าจำนวนเนื้อที่บริเวณพระนารายณ์ราชนิเวศน์แต่จะถวายสงฆ์วัดใดไม่ปรากฏ แล้วสถาปนาวัดสำคัญที่ทรุดโทรม 3 วัด เพื่อเป็นผาติกรรม โดยมี พระประสงค์จะให้เป็นที่อยู่ของพระรามัญวัดหนึ่ง เป็นที่อยู่วัดมหานิกายวัดหนึ่ง และเป็นที่อยู่ของวัดธรรมยุติกนิกายวัดหนึ่ง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำไว้ดังนี้ ธรรมยุติกนิกาย : ชื่อคณะสงฆ์นิกายหนึ่ง คู่กับมหานิกาย เรียกสั้นๆว่า ธรรมยุต)

คือปฏิสังขรณ์วัดขวิด ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ถวายเป็นพระอารามหลวงฝ่ารามัญนิกาย พระราชทานนามว่า "วัดกวิศราราม" ปฏิสังขรณ์วัดชุมพลนิกายาราม ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถวายเป็นพระอารามหลวงฝ่ายมหานิกาย ปฏิสังขรณ์วัดเสื่อ ซึ่งร้างอยู่ท้ายพระราชวังจันทรเกษม ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถวายเป็นพระอารามหลวงฝ่ายธรรมยุติกนิกาย พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร" เรียกสั้นๆว่า "วันเสนาสน์" คล้อยตามนามเก่าที่ว่า "วัดเสื่อ" ใน พ.ศ.2406สิ้นพระราชทรัพย์ 300ชั่งเศษ

แล้วจึงอาราธนา พระครูพรหมเทพาจารย์ (บุญรอด พฺรหฺมเทโว) ซึ่งเป็นพระธรรมยุติกนิกาย พร้อมทั้งลูกคณะซึ่งอยู่ ณ วัดขุนญวน อันเป็นวัดที่พระองค์เคยเสด็จประทับในสมัยเมื่อทรงผนวช ให้ย้ายมาอยู่วัดเสนาสนารามแต่นั้นมา นับเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ส่วนวัดขุนญวนซึ่งเป็น วัดฝ่ายมหานิกาย ปัจจุบันเปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดพรหมนิวาส" ซึ่งถ้าจะคำนวณอายุวัด เสนาสนารามฯ นับตั้งแต่การสร้างพระราชวังจันทรเกษม ตราบถึงการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 4 จะมีอายุไม่น้อยกว่า 300ปี และถ้าคิดเริ่มต้นจากการเป็นวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2558) ก็จะมีอายุถึง 152 ปีนับว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนานวัดหนึ่ง

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5โปรดฯให้ขยายเขตวิสุงคามสีมาให้กว้างออกไป แล้วโปรดฯให้ กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป (พระองคเจ้าไชยานุชิต ต้นสกุล ชยางกูร ณ อยุธยา) เป็นผู้อำนวยการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถใหม่ และเสนาสนะต่างๆ นอกจากนั้นมีเจ้านายและทายกทายิกาผู้มีจิตศรัทธารับสร้าง ปฏิสังขรณ์เสนาสนะในพระอารามเป็นลำดับ ปัจจุบัน วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และมีกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 20 ไร่ และมีธรณีสงฆ์ต่อจากคูวัดไปทิศตะวันตก อีก 80 ไร่เศษ

ฉบับหน้าเราจะพาไปชมความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร ที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องพระราชพิธี 12 เดือน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า