สักการะ 3 รอยพระพุทธบาท ณ ใจกลางกรุง

เรื่องพิเศษ
ช่างภาพ: 

พุทธศาสนิกชนเชื่อกันว่า "รอยพระพุทธบาท" หมายถึงรอยประทับพระบาทที่พระพุทธองค์ ทรงประทับไว้เพื่อให้เป็น เจติยบูชา รอยพระพุทธบาทอันปรากฏและเป็นที่สักการะในหมู่ชนทั้งหลาย มีอยู่ 2 ประเภท คือรอยพระบาทธรรมชาติ และรอยพระบาทจำลองที่มีผู้ประดิษฐ์ทำขึ้น สำหรับในกรุงเทพฯ มีรอยพระบาทธรรมชาติ ประดิษฐานในใจกลางกรุง 3 แห่งด้วยกัน คือรอยพระพุทธบาทโพธิสถานมงคลธัญหรือรอยพระพุทธบาทบ้านทรงวาด รอยพระพุทธบาทมิ่งขวัญ ประดิษฐานที่สนามกีฬาแห่งชาติ และรอยพระพุทธบาทมงคลธรรม ประดิษฐานที่หน้าโรงแรมเอเชีย ราชเทวี

ไทยเรารับเอาคติความเชื่อเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทมาจากอินเดียและลังกา จากหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องรอยพระพุทธบาทปรากฏอยู่ในอรรถกถาของพระสุตตันปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ใน ปุณโณวาทสูตร เล่าถึงเรื่องราวที่พระพุทธองค์ทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้เป็นเจติยบูชาอยู่ ณ สถานที่ 2 แห่งด้วยกัน

สถานที่แห่งแรกอยู่ที่บริเวณหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ดังมีข้อความเล่าไว้ว่า "...เพื่ออนุเคราะห์มหาชน พระศาสดาประทับอยู่ 2 - 3 วันในที่นั้นนั่นเอง ครั้นประทับอยู่ในที่นั้น 2 - 3 วันแล้ว ตรัสสั่งให้พระปุณณะเถระอยู่ในที่นั้น (วัดมกุลการาม) พระองค์เสด็จกลับพร้อมด้วยภิกษุ 500 รูป ในระหว่างทางมีแม่น้ำชื่อนัมมทานที ได้เสด็จไปถึงฝั่งแม่น้ำนั้น นัมมทานาคราชได้ถวายการต้อนรับพระศาสดา ได้กระทำสักการะแด่พระรัตนตรัยแล้ว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่นาคราชนั้นแล้ว นาคราชทูลขอพระศาสดาให้ประทานสิ่งที่พึงบูชา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงเจดีย์คือรอยพระบาทไว้ที่ฝั่งแม่น้ำนัมมทา รอยพระบาทนั้นเมื่อคลื่นซัดมาก็ถูกปิด (ถูกน้ำท่วม) เมื่อคลื่นลงก็ถูกเปิด (ไม่ลบ) จึงเป็นสิ่งที่สักการะที่ยิ่งใหญ่" และอีกแห่งหนึ่ง คือยอดเขาสัจจพันธคีรี ดังที่ปรากฏเรื่องราวว่า "...ต่อจากนั้น พระศาสดาก็เสด็จไปยังภูเขาสัจจพันธ์ ทรงรับสั่งกับพระสัจจพันธ์ให้อยู่ในที่นั้น เพราะมหาชนถูกทำให้จมลงในทางอบาย ให้แก้ลัทธิของคนเหล่านั้นเสีย แล้วให้พวกเขาดำรงอยู่ในทางพระนิพพาน พระสัจจพันธ์นั้น ก็ทูลขอสิ่งที่พึงสักการบูชาด้วย พระศาสดาทรงแสดงพระเจดีย์ คือรอยพระบาทไว้บนหลังแผ่นหินทึบเหมือนประทับตราไว้บนก้อนดินเหนียวสดๆ ครั้นแล้วเสด็จกลับพระเชตวันทีเดียว..."

ภายหลังจึงปรากฏคติของฝ่ายลังกาอยู่ในตำนานมหาวงศ์ว่า พระพุทธองค์เสด็จทางอากาศไปยังลังกาทวีป ทรงเทศนาสั่งสอนชาวลังกาจนเกิดเลื่อมใสในพุทธศาสนา ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จกลับมัชฌิมประเทศ ทรงทำปาฏิหาริย์ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่ยอดเขาสุมนกูฏ ปัจจุบันคือยอดเขาศรีปาทะของลังกา ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเกาะ และยังเป็นที่แสวงบุญของพุทธศาสนิกชนมาจนทุกวันนี้

มาในราวพุทธศตวรรษที่ 10 หลวงจีนฟาเหียนที่เดินทางมายังลังกา ได้เขียนบันทึกแสดงความเชื่อว่าพระพุทธองค์ได้ประทับรอยพระบาทไว้ที่ลังกา 2 แห่ง คือยอดเขาสุมนกูฏ และอีกแห่งหนึ่ง คือรอยพระบาทที่ยอดเขาอภัยคีรี หรือยอดเขาสุวรรณมาลิก ทางทิศเหนือของเมืองอนุราธปุระ ในศรีลังกา

ในตำนานยุคหลังๆยังได้เชื่อถือกันต่อมาว่า มีรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธองค์เมตตาอธิษฐานจิตประทับรอยไว้ อันเป็นรอยที่สำคัญ มีอยู่ 5 แห่งโลก คือดังปรากฏอยู่ในบทสวดมนต์ที่ว่า

"สุวัณณะมาลิเก สุวัณณะปัพพะเต สุมะนะกูเฏ

โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา

ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโต ฯ"

ข้าพเจ้าขอนมัสการสถานที่มีรอยพระบาท

อันประเสริฐ 5 สถานแต่ที่ไกล คือที่เขาสุวรรณมาลิก 1

ที่เขาสุวรรณะบรรพต 1 ที่ยอดเขาสุมะนะกูฏ 1

ที่โยนะกะบุรี 1 ที่แม่น้ำชื่อนัมมะทา 1

สำหรับเขาสุวรรณมาลิก ยังมีผู้สันนิษฐานว่าเป็น เขาสุวรรณมาลี หรือเขาธงชัยในแหลมมลายู ส่วนเขาสุวรรณบรรพต เชื่อกันว่า คือรอยพระพุทธบาท สระบุรี ในประเทศไทย เขาสุมนกูฏ ซึ่งก็คือยอดเขาศรีปาทะในลังกา บ้างก็เรียก ยอดเขาของอดัม หรืออดัมพีค รอยพระบาทที่ประดิษฐานบนยอดเขาแห่งนี้ ชาวพุทธเราเชื่อกันว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ส่วนฝ่ายพราหมณ์ก็ว่าเป็นรอยบาทพระอิศวร ข้างมุสลิมถือว่าเป็นรอยเท้าอดัม จึงต่างก็นับถือไปตามคติความเชื่อของตน แต่นับว่าอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วยดี อีกแห่งหนึ่ง คือที่โยนกบุรี บ้างก็สันนิษฐานว่า คือยอดเขารังรุ้ง เมืองเชียงใหม่ และที่ แม่น้ำนัมมทานที ปัจจุบันคือแม่น้ำเนรบุตตา หรือนรมทา ในประเทศอินเดีย ในขณะที่บ้างก็เชื่อว่า รอยพระพุทธบาทนัมทานที อยู่ที่เกาะแก้วพิสดาร บริเวณเกาะภูเก็ตของไทยนี้เอง

ตามคตินิยมของชาวอินเดียแต่ครั้งพุทธกาลหรือก่อนหน้านั้น ไม่นิยมสร้างรูปเคารพไว้บูชา เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน พุทธศาสนิกชนจึงสร้างสถูปหรือสิ่งที่ถือสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ขึ้นไว้บูชา อาทิ รูปธรรมจักรและกวางหมอบ ที่เป็นสัญลักษณ์แทนการตรัสรู้ และการประกาศศาสนาของพระพุทธองค์ กวาง สื่อถึงสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร คือป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือป่ากวางนั่นเอง พระธรรมจักร สื่อถึงการหมุนเคลื่อนของวงล้อแห่งธรรม แทนความหมายของการประกาศพระศาสนา สำหรับหลักฐานที่เป็นรอยพระพุทธบาท เริ่มพบในศิลปะอินเดียตั้งแต่ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว จากนั้นจึงปรากฏแพร่หลายทั่วไปในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา

ในเมืองไทยพบร่องรอยการบูชารอยพระพุทธบาท รอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุด คือรอยพระบาทคู่ที่สระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 13 ราวสมัยทวารวดี จากนั้นไม่พบหลักฐานเป็นรอยพระบาทอีก จนราวพุทธศตวรรษที่ 19 จึงเป็นที่แพร่หลายในแถบสุโขทัยและล้านนา สืบเนื่องจากอิทธิพลของพุทธศาสนาลังกาวงศ์ที่พระเถระจากสุโขทัย และล้านนานิยมเดินทางไปลังกา หรือพม่า อันเป็นดินแดนที่พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์รุ่งเรืองอยู่ และสืบทอดต่อมาจนถึงสมัยอยุธยา โดยเฉพาะเมื่อมีการค้นพบรอยพระพุทธบาทบนเขาสุวรรณบรรพตที่สระบุรี ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ก็ยิ่งทำให้การบูชารอยพระพุทธบาทเป็นที่นิยมแพร่หลายขึ้นอีกมาก รวมทั้งยังมีการค้นพบรอยพระบาทตามที่ต่างๆอีกหลายแห่ง พร้อมไปกับความนิยมในการสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองขึ้นในสถานที่ต่างๆก็มีมากยิ่งขึ้น

ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาททั้ง 4 รอยนั้น ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ แทนการประทับรอยพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ในภัทรกัลป์นี้คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ และพระพุทธเจ้าโคตมะ ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน โดยพระพุทธเจ้าโคตมะทรงอธิฐานจิตว่า ภายหลังเมื่อพระองค์นิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาท 4 รอยนี้ จะปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจะได้มากราบไหว้และสักการบูชา จึงกำเนิดเป็นการสร้างรอยพระพุทธบาท 4 รอย ตามตำนานขึ้นไว้บูชา ส่วนพระพุทธเจ้าอีกพระองค์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ถัดไป หรือพระอนาคตพุทธเจ้า ก็คือ พระศรีอาริยเมตตรัย หรือพระศรีอาริย์ นั่นเอง

รอยพระพุทธบาทอันถือเป็นสิริมงคลที่ผู้คนนิยมสักการบูชา แบ่งออกเป็น รอยพระบาทธรรมชาติ ดังที่มักพบเห็นอยู่ตามภูเขา ตามแผ่นหินพื้นดินต่างๆบ้าง มองเห็นเป็นรูปฝ่าพระบาทขนาดใหญ่ เป็นต้น มีอยู่เป็นจำนวนมาก ตามความเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ หรือองค์พระพุทธเจ้าโคตมะ ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ส่วนรอยพระบาทอีกประเภทหนึ่งเป็นรอยพระบาทจำลอง ซึ่งป็นรอยพระบาทที่มีผู้ประดิษฐ์ทำขึ้น เพื่อเป็นการจำลองพุทธลักษณะฝ่าพระบาทของพระองค์ขึ้นไว้บูชา ด้วยเชื่อว่ารอยพระพุทธบาทจำลองย่อมมีอานุภาพและสิริมงคลประดุจรอยพระพุทธบาทอันแท้จริง ดังที่มีคตินิยมในการสร้างลายลักษณ์มงคล 108 ประการอยู่ในรอยพระพุทธบาท ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายกันมากในเมืองไทย โดยรับเอามาจากลังกา ตามคัมภีร์ชินาลังการ ภายหลังพระเถระของไทยเรายังได้ขยายความออกมาเป็นคัมภีร์เรียกว่า "ชินาลังการฎีกา" ที่ได้กล่าวถึงมงคล 108 ประการในรอยพระพุทธบาท ซึ่งเรียกว่า "อัฎฐตตรสตมหามงคล" ไว้ด้วย

สำหรับรอยพระบาทธรรมชาติ ที่ค้นพบใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประดิษฐานอยู่ในเมืองหลวง หรือในใจกลางกรุงเทพมหานครนี้ พบว่ามีถึง 3 รอยด้วยกัน

แห่งแรก เป็นรอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานในย่านการค้าที่คึกคัก อย่างย่านสัมพันธวงศ์ อีกทั้งเป็นชุมชนชาวจีนที่เก่าแก่ และมีความเป็นมายาวนานนับแต่แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ในย่านเยาวราช บริเวณถนนทรงวาดนั่นเอง คือรอยพระพุทธบาทโพธิสถานมงคลธัญ หรือเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า รอยพระพุทธบาทบ้านทรงวาด

จุดเริ่มต้นของการค้นพบรอยพระพุทธบาทแห่งนี้มีที่มาจาก มีผู้นิมิตเห็นหินก้อนขนาดใหญ่ลอยละลิ่วลงมาจากฟ้า จึงมีคณะผู้ศรัทธาออกเดินทางติดตามหาหินก้อนนั้นโดย เดินทางไปจนพบก้อนหินดังกล่าวซึ่งมีสัณฐานใกล้เคียงกับที่เห็นในนิมิต พบในป่าทางภาคตะวันตกแถบเมืองกาญจนบุรี จึงพากันนำกลับมา

ครั้นมาถึงที่โพธิสถานมงคลธัญ ระหว่างที่ช่วยกันเคลื่อนย้ายอยู่นั้น หินบางส่วนได้กะเทาะออกมา ทำให้เห็นเป็นรอยพระพุทธบาทได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ชิ้นส่วนของหินที่กะเทาะออกมา ได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ เมื่อเวลาผ่านไปได้พบว่า เศษชิ้นส่วนของหินที่กะเทาะหลุดออกมานั้นได้แปรเป็นพระบรมสารีริกธาตุ มีสัณฐานเป็นรูปร่างต่างๆ เป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง

เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีของคณะผู้ศรัทธา และเป็นมิ่งมงคลสูงสุด และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปนิยมเดินทางมาสักการะ โดยเฉพาะชาวจีนที่มีหลักแหล่งอาศัยในย่านเยาวราช ตลอดจนถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมเดินทางมาเที่ยวในย่านไชน่าทาวน์เยาวราช

ในประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ หรือที่เรียกชาวคณะโพธิสถานมงคลธัญ เรียกพระนามว่า พระพุทธบาท พระพุทธสัญญา มีเขียนไว้ว่า "พระบาทสีทองนี้เป็นพระพุทธบาทซ้าย ซึ่งเคยประดิษฐานอยู่ ณ เนิน ฌานลาภี ศรีมหาสถาน อันเป็นสถานที่ พระพุทธองค์ พระศรีศากยมุนีเจ้า ทรงแสดงพระสัจจธรรม แก่ปวงเวนัยนิกร แล้วทรงแนะนำวิธีการบำเพ็ญประโยชน์แก่ปวงสัตว์โลกอย่างเป็นอนันตนัย หลังจากที่พระองค์ทรงเมตตาประทานพระพุทธบาทแล้ว เสด็จไปเมืองละโว้ เหล่าเทพเจ้าอริยะทั้งหลาย ต่างพากันแวดล้อมอภิบาลรักษา และสืบทอดพุทธประเพณี การสืบทอดและเชื่อมสายสัมพันธ์แห่งพระพุทธวงศ์ เพื่อปวงสรรพสัตว์ด้วยดีเสมอมา...

...กาลต่อมาถึงยุคกึ่งพุทธกาล หลังพระโพธิสัตว์ผู้มีกฤชเพชรในมือได้มาแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งสำคัญ และเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดด้วยดี โดยย้ำว่า ที่คว่ำอยู่ใต้ดินสีทอง ตำแหน่งสำคัญนี้เป็นพระพุทธบาท เธออย่าได้ปรามาส จงสักการบูชาด้วยชีวิต และตั้งจิตขอพร พระพุทธานุภาพ แล้วอัญเชิญขึ้นด้วยความเคารพ ครั้นทราบถึงความเป็นไป โพธิสถานมงคลธัญ จึงดั้นด้นเข้าป่าไปอัญเชิญ พบก้อนหินกลิ้งตกลงมาใกล้บริเวณหน้าวัดป่า พระแดนมุนี กาญจนบุรี เปิดขึ้นแลเห็นรอยพระพุทธบาท จึงใช้แม่โคจักรตักขึ้นมาเป็น 2 ครา ไม่สำเร็จ คณะชาวโพธิฯ จึงต้องอาราธนามนต์หัวใจพระยูไล ปรากฏว่าพระพุทธบาทได้กลิ้งขึ้นเครื่องจักร และเสด็จขึ้นจากดินสีทองอย่างง่ายดายโดยอัศจรรย์ สิริสัณฐานงดงามมิมีสิ่งเปรียบ เมื่อคณะพระสงฆ์ทำการสักการะ ทำความสะอาด ปรากฏพระบรมธาตุของพระพุทธองค์ พระปัจเจก พระอรหันต์ และพระโพธิสัตว์มากมายเหลือคณานับ ประดิษฐานเกาะเป็นทิวอยู่เต็มพระพุทธบาท..."

สำหรับโพธิสถานมงคลธัญ เป็นธรรมสถานสำหรับสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ฟังธรรม กินเจ ตั้งอยู่บริเวณถนนทรงวาด ด้านติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณด้านหน้าทางเข้ามีรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาวที่สวยงามมากประดิษฐานอยู่ริมน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามและสงบเงียบ

ภายในนอกจากเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทบ้านทรงวาดแล้ว ยังมีพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาวปางประทานพร ถืออาวุธหยู่อี่หรือคทา นิยมขอพรให้มีสติปัญญา ความรู้ สองฝั่งซ้ายขวาเป็นพระสมันตภัทรโพธิสัตว์อัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นตัวแทนแห่งการนำความดีทั้งปวงมาเผยแผ่ ซ้ายมือของพระโพธิสัตว์กวนอิม เป็นพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เลิศด้วยปัญญา ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ คือตัวแทนแห่งปัญญาที่สูงส่งและเต็มเปี่ยม ผู้สวดบูชาจะได้รับพรให้มีสติปัญญารอบรู้เฉลียวฉลาด และยังเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของฝ่ายนิกายมหายานที่งดงามและหาดูได้ยากจำนวนมาก

รอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่ในใจกลางเมืองหลวงอีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือ รอยพระพุทธบาทมิ่งขวัญ สนามกีฬาแห่งชาติ บริเวณสนามกีฬาศุภชลาศัย หรือที่รู้จักกันดีว่า คือสนามกีฬาแห่งชาติ อันเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงกีฬา ใช้จัดแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภท ไม่ว่าระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติอยู่เนืองๆ ผู้ที่เข้ามายังสถานที่แห่งนี้ โดยมากแล้วจึงเป็นผู้ที่มีใจรักในด้านการกีฬา บ้างเป็นนักกีฬาเดินทางมาแข่งขันหรือฝึกซ้อมกีฬา บ้างเดินทางมาชมการแข่งขันกีฬาที่ตนโปรดปราน มาเชียร์นักกีฬาหรือทีมที่ตนชื่นชอบ บ้างมาออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรง หรือเล่นกีฬาเพื่อความผ่อนคลาย หรือบันเทิงสนุกสนานกันในหมู่คอกีฬาด้วยกัน แต่นับเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า จะมีการค้นพบรอยพระพุทธบาท จนกระทั่งต่อมานำมาสู่การก่อสร้างมณฑปเพื่อเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการถาวรภายในบริเวณสนามกีฬาแห่งชาตินี้

ย้อนหลังกลับไปราวปี 2550 มีกลุ่มผู้ที่สนใจติดตามสืบหารอยพระพุทธบาท ตามที่ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นมาจากหนังสือ ตามรอยพระพุทธบาท เล่ม 1 เขียนโดย พระชัยวัฒน์ อชิโต แห่งวัดจันทาราม หรือวัดท่าซุง จัดพิมพ์ขึ้น ในปี 2548 โดยพระชัยวัฒน์ ท่านเป็นผู้ที่สนใจเรื่องราวของรอยพระพุทธบาท และนำคณะศรัทธาเดินทางไปสำรวจหารอยพระพุทธบาทแห่งใหม่ๆ ทั้งในและนอกประเทศมาแล้วเป็นจำนวนมาก โดยข้อความในหนังสือได้เขียนให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า รอยพระพุทธบาทในกรุงเทพฯ ที่อยู่บริเวณสนามกีฬาแห่งชาตินั้น ถูกจัดวางอยู่ในบริเวณสวนหย่อม หลังจากนั้นจึงมีคณะทำงานซึ่งเป็นทีมงานของเว็บไซต์แดนนิพพานดอทเน็ต ได้เข้ามาทำการสำรวจจนนำมาสู่การค้นพบและประดิษฐานในที่อันควรในเวลาต่อมา

เรื่องราวของหินรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ เล่ากันว่า เดิมทีหินนี้ดูผิวเผินแล้วก็เห็นเป็นหินแกรนิตธรรมดาทั่วไป วางปะปนอยู่ในบริเวณสวนหย่อม คาดกันว่ามีมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพราะพื้นที่นี้เคยเป็นวังเก่ามาก่อน เรียกกันว่า "วังวินเซอร์" หรือ "วังกลางทุ่ง" ที่เรียกว่าวังวินเซอร์ ก็เพราะสร้างตามแบบอย่างของพระราชวังวินเซอร์ ประเทศอังกฤษ โดยย่อส่วนลง บ้างก็เรียก "พระตำหนักหอวัง" หรือเรียกอีกชื่อว่า "วังใหม่" สำหรับยุคสมัยนั้น

วังแห่งนี้เดิมสร้างขึ้นตั้งแต่ ปี 2424 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งโปรดฯให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานเป็นสถานที่ประทับของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามบรมราชกุมารองค์แรกของสยาม แต่ก็มาเกิดเหตุอันน่าเศร้าสลดขึ้น โดยพระองค์เสด็จทิวงคตเสียก่อนในปี 2437 จึงมิได้เคยเสด็จฯมาประทับ

มาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานวังนี้รวมทั้งพื้นที่โดยรอบให้เป็นสมบัติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมาในปี 2478 นาวาโท หลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้น มีแนวคิดจัดสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติขึ้น จึงขอเช่าที่ดินบริเวณพระตำหนักหอวัง และรื้อถอนพระตำหนักออก เพื่อใช้พื้นที่สำหรับก่อสร้างสนามกรีฑาแห่งชาติ ดังนั้น ตัวอาคารพระตำหนักจึงได้ถูกรื้อลงเพื่อสร้างเป็นสนามกีฬาแห่งชาติขึ้น ในขณะที่กลุ่มก้อนหินที่ใช้สำหรับตกแต่งบริเวณสถานที่ก็ถูกวางประดับภายในสวนหย่อมเรื่อยมาเป็นเวลานาน

จนเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ในราวปี 2549 ทางผู้บริหารได้สั่งให้รื้อกลุ่มหินออกมาเพื่อจะจัดสวนใหม่ เป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ทีมงานของเว็บไซต์แดนนิพพานเดินทางเข้ามาสืบหาหินรอยพระพุทธบาทตามข้อมูลจากหนังสือดังกล่าว ในวันที่เว็บมาสเตอร์แดนนิพพานนำทีมงานเดินทางมาสำรวจที่สนามกีฬาแห่งชาตินั้น เป็นวันเดียวกับที่มีการจัดงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์กับจุฬาฯ พอดี จึงเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เมื่อฝ่ามาถึงบริเวณสวนหย่อมก้อนหินนี้ก็ถูกเคลื่อนย้ายออกมาวางปะปนทับกับหินก้อนอื่นๆ

ดูสถานการณ์แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะได้พบ หรือเชื่อได้ว่ามีอยู่จริง แต่ก็เหมือนกับมีเหตุชักนำไปสู่การได้พบหินมงคลก้อนนี้ราวปาฏิหาริย์ก็ว่าได้ ดังเช่น มีผู้ได้ยินเสียงกระซิบบอกให้เดินไปพบหินนี้จนได้ เป็นต้น หลังจากพบหินแล้ว ทีมงานจึงตรงเข้าไปสำรวจดู มองเห็นร่อยรอยคล้ายรอยพระพุทธบาท จึงรีบล้างทำความสะอาด ประพรมน้ำหอมบูชา และถวายพวงมาลัย ภายหลังหินนี้ยังแสดงปาฏิหาริย์ต่อมาอีกหลายครั้งหลายครา และมีผู้ศรัทธาเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนนำไปสู่การขอรับบริจาคเพื่อสร้างมณฑปประดิษฐานไว้เป็นการถาวร ณ สนามกีฬาแห่งชาติ

รอยพระพุทธบาทมิ่งขวัญ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ ปัจจุบันถือเป็นสมบัติของราชการ โดยประดิษฐานอยู่บริเวณสนามเทพหัสดิน ซึ่งเป็นสนามย่อยภายในสนามกีฬาแห่งชาติ และอยู่ในบริเวณเดียวกับศาลหลวงพ่อลือ หลวงปู่ศุข กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และหลวงศุภชลาศัย ถือเป็นมิ่งมงคลแห่งสถานที่ สำหรับเป็นที่บูชาสักการะเพื่อเป็นพุทธานุสติให้ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า และน้อมเตือนใจให้ระลึกถึงพระรัตนตรัยของเจ้าหน้าที่ นักกีฬา และประชาชนผู้สัญจรไปมาต่อไป

รอยพระพุทธบาทอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เป็นรอยพระพุทธบาทของเอกชน มีนามว่า รอยพระพุทธบาทมงคลธรรม ประดิษฐานอยู่หน้าโรงแรมเอเชีย ราชเทวี

ความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าโรงแรมในใจกลางกรุงแห่งนี้ สำรวจพบในช่วงเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือนหลังจากพบรอยพระพุทธบาทที่สนามกีฬาแห่งชาติ เริ่มจากทางผู้บริหารโรงแรมต้องการแก้เคล็ดเสริมดวง จึงได้จัดหาหินมาวางประดับสวนหย่อมตรงหน้าโรงแรม ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีใครสำรวจพบว่าเป็นหินที่มีรอยพระพุทธบาทประทับอยู่ ประวัติของหินรอยพระพุทธบาทก้อนนี้นับว่าเดินทางมาไกลโขทีเดียว เพราะมาจากประเทศเนปาล โดยหินนี้ปะปนมากับหินอีกหลายสิบก้อนที่ทางโรงแรมซื้อจากย่านคลองหลอด เมื่อหลายสิบปีผ่านมา นำมาประดับตกแต่งสวนด้านหน้าโรงแรม

จนถึงราวต้นปี 2550 จึงมีผู้ติดต่อขอพบเจ้าของโรงแรมเพื่อแจ้งว่า ก้อนหินบริเวณหน้าโรงแรมมีหินรอยพระพุทธบาทอยู่ด้วย ผ่านมาถึงราวกลางปีก็มีผู้ติดต่อมาอีกแจ้งว่ามีข้อมูลยืนยันจากหนังสือ ตามรอยพระพุทธบาท ของวัดท่าซุง บอกว่ามีหินรอยพระพุทธบาทอยู่ที่หน้าโรงแรม

ทางคณะผู้บริหารไม่ปักใจเชื่อ จึงกราบนิมนต์ พระอาจารย์อารยะวังโส ภิกขุ แห่งวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน ให้เมตตามาช่วยสำรวจดู เบื้องต้นพระอาจารย์ท่านปฏิเสธด้วยเห็นว่าโรงแรมจัดเป็นสถานที่อโคจร ทางคณะผู้บริหารได้กราบเรียนไปว่า รอยพระพุทธบาทนั้นอยู่ด้านนอกของอาคารจึงไม่ต้องเข้ามาภายในบริเวณโรงแรมแต่อย่างใด พระอาจารย์ท่านจึงตกลงโปรดเมตตาสงเคราะห์ให้

ถึงเวลาราวตีหนึ่งครึ่งของคืนวันที่กำหนดนัดหมาย เมื่อพระอาจารย์และคณะผู้ติดตามเดินทางมาถึง ทางคณะผู้บริหารก็พร้อมกันอยู่แล้ว พระอาจารย์เริ่มอธิษฐานจิต จากนั้นท่านเอื้อมมือขวาออกไปแตะที่รอยพระพุทธบาท ไม่นานนัก ก็บังเกิดรัศมีสีขาวนวลเปล่งประกายออกมาจากรอยพระพุทธบาท แลสว่างไสวยิ่งๆขึ้น เวลานั้นกล้องจำนวน 5-6 ตัว ที่เป็นของทั้งฝ่ายคณะผู้ติดตามพระอาจารย์ ฝ่ายคณะผู้บริหารโรงแรม ถูกระดมบันทึกภาพไว้ จากนั้นไม่นานพระอาจารย์ท่านก็กล่าวสั้นๆว่า หมดธุระแล้วนะ แล้วจึงกลับไปขึ้นรถ เหตุการณ์ทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที า

แต่สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับคณะผู้บริหารยังไม่หมดแค่นั้น เพราะในจำนวนกล้องทั้งหมดที่ถ่ายเก็บภาพเหตุการณ์ไว้ มีกล้องตัวเดียวเท่านั้น ที่ถ่ายติดรัศมีแห่งรอยพระพุทธบาทนั้น โดยปรากฏอยู่ในกล้องทายาทเจ้าของโรงแรมนั่นเอง ทางคณะผู้บริหารโรงแรมจึงเกิดความศรัทธา และอัญเชิญรอยพระพุทธบาทมงคลธรรมมาประดิษฐานอยู่บนแท่นด้านหน้าโรงแรม และสร้างมณฑป ครอบรอยพระบาทไว้สืบไป

มีเรื่องเล่าว่าก่อนหน้านั้น เคยมีผู้มาติดต่อขอซื้อหินก้อนนี้จากทางโรงแรม โดยให้ราคาสูงถึง 10 ล้านบาท แต่ทางโรงแรมก็ไม่ขาย ยังเล่าไว้อีกด้วยว่า ช่วงที่เริ่มสร้างโรงแรมแรกๆนั้นเกิดปัญหามาก และไม่อาจสร้างต่อได้ จนมีผู้รู้แนะนำให้ไปซื้อหินมาประดับเพื่อแก้ฮวงจุ้ย ซึ่งมาในช่วงทำพิธีบวงสรวงยังเกิดฝนโปรยปรายอย่างน่าอัศจรรย์ ต่อมาโรงแรมสร้างได้สำเร็จลุล่วง และดำเนินกิจการมาด้วยดี นอกจากนี้ช่วงที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าหน้าโรงแรมก็เกิดปัญหาติดขัดไม่สามารถตอกเสาเข็มได้ ทางผู้ก่อสร้างเข้ามาพูดคุยกับทางโรงแรมจึงทำพิธีขอขมาลาโทษ จากนั้นได้สร้างต่อจนเสร็จ

มาภายหลัง พระอาจารย์อารยะวังโส ท่านได้เขียนคำกลอนเป็นธัมมานุสติ เกี่ยวกับรอยพระบาทเอาไว้ว่า

รอยบาทมงคลธรรม บนหิน บริสุทธิ์

ดุจทองชมพูนุท เนื้อแท้ เปล่งสดใส

อธิษฐาน ธรรมบูชา พระรัตนไตร

อัศจรรย์ สว่างไสว ชั่วพริบตา

ปัจจุบันรอยพระพุทธบาทมงคลธรรมประดิษฐานอยู่ในมณฑปล้อมด้วยกระจกใสอย่างสวยงามบริเวณด้านหน้าโรงแรมเอเชีย เพื่อเป็นที่ชื่นชมสักการะของผู้ผ่านไปมา ทั้งนี้หากไม่ทราบมาก่อนก็อาจไม่เป็นที่สังเกตนัก อย่างไรก็ดีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนที่เข้าพักที่โรงแรม ซึ่งมีความเชื่อและนับถือพุทธศาสนาอยู่แต่เดิม นิยมเข้ามาสักการะอยู่เนืองๆ

เรื่องราวพระพุทธานุภาพแห่งองค์พระพุทธบาทที่นำมาเล่าไว้นี้ไม่ต้องการให้เกิดความเชื่องมงายเหลวไหล ในเชิงว่ายึดเอาก้อนหินเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ต้องการสื่อให้ยึดมั่นในคุณงามความดี โดยก้อนหินที่มีรอยพระบาทของพระพุทธองค์ประทับอยู่ ย่อมเปรียบได้ดังสัญลักษณ์แห่งพระรัตนตรัย เป็นเครื่องเตือนใจให้ยึดมั่นในการสร้างคุณงามความดี ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ อันมีอยู่จริงนั้นเป็นที่พึ่งที่ระลึก


(ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : หนังสือตามรอยพระพุทธบาท ฉบับรวมเล่ม 1 โดย พระชัยวัฒน์ อชิโต สำนักงานธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง, เว็บไซต์แดนนิพพานดอทเน็ต. ชาวคณะโพธิสถานมงคลธัญ, สนามกีฬาแห่งชาติ, โรงแรมเอเชีย)