เก็บตก unseen เชียงใหม่

ท่องเที่ยวไป ใจเปี่ยมสุข

 ตอน 2 ดอยเต่า...ในวันนี้ ไม่มีทะเลสาบดอยเต่าอีกแล้ว

การเดินทางทริปเก็บตก unseen เชียงใหม่ ครั้งนี้ เราปักหมุดสถานที่แห่งแรกที่...อำเภอดอยเต่า ซึ่งคนวัย 40 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่น่าจะรู้จัก "ดอยเต่า" จากเพลง "ไอ้หนุ่มดอยเต่า" ที่แสนโด่งดัง ใน พ.ศ.2528 ของ "วงนกแล" กลุ่มศิลปินเด็กชาวล้านนา

"...ดอยเต่าบ้านเฮากันดาร หมู่เฮาจากบ้านไปหางานทำ ทำงานเซาะเบี้ยหาเงิน ลำบากเหลือเกินตากแดดหน้าดำ ทนเอาหนักเบาเช้าค่ำ ทนเอาหนักเบาเช้าค่ำ...พอถึงหน้าหนาว ก็หนาวก็เหน็ด เดือนหกเดือนเจ็ด ก็ฮ้อนเหลือใจ หน้าแล้งแห้งน้ำจะทำจะใด จะไปที่ไหนน้ำกิ๋นบ่มี" เนื้อเพลงบางบทบางตอนสะท้อนถึงความกันดารของอำเภอดอยเต่าได้เป็นอย่างดี ดอยเต่าในเวลานั้นยังเป็นชุมชนของชาวเขาอพยพที่อยู่ห่างไกลสังคมเมือง การคมนาคมยังไม่สะดวก จะเรียกว่าเป็นถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกลระดับต้นๆของจังหวัดเชียงใหม่ก็คงไม่ผิดนัก

เมื่อราว 35 ปีก่อน หรือประมาณ พ.ศ.2507 ปีที่สร้างเขื่อนภูมิพล ดอยเต่า ถือเป็นแหล่งต้นน้ำของเขื่อน หรือถ้าเป็นถนนก็ต้องบอกว่า ดอยเต่าเป็นหลักกิโลเมตรหลักแรกของทะเลสาบเหนือเขื่อน และเป็นต้นน้ำของลำน้ำปิง โดยมีหลักสุดท้ายอยู่ปลายสุดที่จังหวัดตาก ชาวเขาซึ่งอาศัยอยู่ในที่ลุ่มของอ่างเก็บน้ำได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากอยู่ บนที่สูงเหนือเขื่อน ตามนโยบายของรัฐบาลเมื่อ พ.ศ.2510 ซึ่งขณะนั้นมีอาชีพปลูกพืชผักสวนครัวตามเชิงเขาริมน้ำ

ต่อมาในระยะหลังๆราวปี 2542 เป็นต้นมา มีฝนตกชุกตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้น้ำในอ่างมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น จนท่วมบริเวณแปลงเพาะปลูก การจับปลาในทะเลสาบจึงกลายเป็นอาชีพหลัก โดยมีร้านอาหารบนแพ และแพที่พัก เป็นธุรกิจรอง

เมื่อหลายปีก่อน การเดินทางไปดอยเต่า จากเชียงใหม่ค่อนข้างไกลพอสมควร ระยะทางประมาณ 125 กม. แต่ต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน การเดินทางยังไม่ค่อยสะดวกสบายนัก แต่ในปัจจุบัน เป็นถนนลาดยางตลอดและเชื่อมต่อไปจนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และมีทางแยกออกไปทางอำเภอลี้ จังหวัด ลำพูนได้

น่าสนใจไม่น้อยกับการนอนแพ ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ราวปลายเดือนกันยายน ผู้เขียนมโนสุดหรูว่า ที่ดอยเต่าอากาศคงหนาวเย็นสบายเพราะอยู่บนดอย และตอนเช้าๆ คงมีหมอกปกคลุมผิวน้ำทะเลสาบดอยเต่าจนขาวโพลน

ออกเดินทางจากบ้านแต่เช้า เลือกใช้ทางหลวงหมายเลข 1 พหลโยธิน หรือสายเอเชีย ไปจนถึงตาก และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 106 ที่ป้ายบอกไปอำเภอเถิน ในอดีตเส้นทางสาย เถิน - ลี้ นี้นับเป็นตำนานการเดินทางไปเชียงใหม่ที่ค่อนข้างโหด นักเดินทางยุคนั้นไปทิ้งชีวิตกันบนเส้นทางสายนี้กันไม่น้อย เพราะทั้งแคบ ทั้งชัน และคดเคี้ยว รถวิ่งไต่เหวเถิน แต่ยุคนั้นผู้เขียนยังเด็กอยู่ และชีวิตการเป็นนักเดินทางยังไม่เริ่ม เมื่อครั้งที่ไปเชียงใหม่ยุคแรกๆของผู้เขียน มี ถนนตัดถนนใหม่ผ่านลำปาง ดอยขุนตาน ไม่ใช้เส้นทางเถิน - ลี้แล้ว ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น

อำเภอเถิน อยู่ในเขตจังหวัดลำปาง เป็นเมืองเงียบ สภาพไม่ค่อยแตกต่างจากที่เคยเข้ามาเที่ยวเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถนนในเขตเทศบาลเป็นถนนสายเล็ก ขับรถวนเที่ยวในเมืองจนรอบ เพื่อหาอาหารกลางวันรับประทาน เปิดดูใน net บอกว่า ที่เถินมีร้านอาหารอร่อยอยู่ร้านหนึ่ง ชื่อ "ครัวกุ๊กศรี" ที่ใครๆก็รีวิวถึง ตั้งอยู่ที่ ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน ริมถนนเลียบแม่น้ำวัง เป็นอาหารตามสั่ง แต่เราอยากกินอาหารพื้นเมือง และมีการรีวิวถึงร้านอาหารพื้นเมืองที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่นาน "ร้านฮอมครัวเมือง" ร้านอาหารพื้นเมืองเหนือ ชื่อจำสุดยาก ตั้งอยู่ที่ ตำบลล้อมแรด ถนนเลียบแม่น้ำวัง เหมือนกัน สอบถามเส้นทางไปยังถนนเลียบแม่น้ำวังจากคนเมืองเถิน ได้ความว่าให้ขับรถจากจุดที่เราสอบถามไปเรื่อยๆ จนเห็นสวนสาธารณะเมืองเถิน ให้เลี้ยวซ้ายและขับเลียบแม่น้ำวังไป ก่อนถึงสะพานหนองบัว ข้ามแม่น้ำวัง จะเจอร้าน "ครัวกุ๊กศรี" ก่อน จากนั้นจะเป็น "ร้านฮอมครัวเมือง" รอบแรกเราหาร้านไม่เจอ วิ่งไปจนถึงสะพาน จึงเลี้ยวขวาเข้าถนนเล็กๆ ที่ตรงไปยังที่ว่าการอำเภอเถิน สอบถามจากเจ้าหน้าที่ บอกให้วิ่งย้อนกลับทางเดิม พอถึงสะพานให้เลี้ยวซ้ายนิดเดียว จะเห็นป้ายชื่อร้าน...เป็นอย่างนี้เอง ป้ายหันไปทางด้านถนนที่มาจากอำเภอ ครั้งแรกเราวิ่งรถมาจากด้านสวนสาธารณะเมืองเถิน จึงมองไม่เห็นป้ายชื่อร้าน

"ร้านฮอมครัวเมือง" บรรยากาศดีทีเดียว ด้านหน้าเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก มีเสียงน้ำไหลคละเคล้าเสียงเพลงบรรเลงพื้นเมืองเหนือ "ดุง" หนุ่มเจ้าของร้านต้อนรับด้วยน้ำอัญชันจอกเล็กสีน้ำเงินใส เป็น Welcome Drink แบบไทยๆ เมนูอาหารร้านนี้มีไม่น้อย สนนราคาปานกลาง เมื่อเทียบกับบรรยากาศสวนอาหารริมแม่น้ำวัง ถ้าเป็นยามเย็นที่นี่คงบรรยากาศดีไม่น้อย เราสั่ง ชุดน้ำพริกอ่อง และน้ำพริกหนุ่ม มีผักจิ้ม ผักลวกไม่ต่ำกว่า 10 รายการ ลาบหมูคั่ว และไข่เจียวหมูสับที่อร่อยสุดสุด ที่สำคัญคือ น้ำพริกโขลกกันสดๆเดี๋ยวนั้น "ดุง" บอกว่าเพิ่งลาออกจากงานประจำมาเปิดร้านที่นี่ได้ไม่นาน และมีน้ำใจแถมลองกองอีกหนึ่งชามเล็กเป็นผลไม้ล้างปาก

จาก เถิน เปลี่ยนเป็นเส้นทางสาย 106 ตรงไปอำเภอลี้ ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร เส้นทางช่วงนี้ปัจจุบันมีการตัดถนนใหม่ ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ในอดีต อำเภอลี้ในจังหวัดลำพูน เป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกล เหมือนเป็นดินแดนที่อยู่ลี้ลับ ต้องข้ามภูเขากันหลายลูกและทุลักทุเลพอสมควรกว่าจะไปถึง แต่ทิวทัศน์ที่สวยงามของถนนสายเก่า จากอำเภอเถินของจังหวัดลำปาง ไปอำเภอจอมทอง เชียงใหม่ นับว่าคุ้มค่ากับการเดินทางทีเดียว เมื่อถึง ตำบลแม่ตื่น เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางสาย 1103 ไปดอยเต่า อีก33 กิโลเมตร การขับรถช่วงเถิน - ลี้ - ดอยเต่า ต้องสังเกตป้ายบอกทางดีๆ เส้นนี้ค่อนข้างทางวกวนมาก ต้องระวังทุกโค้ง และมองไม่เห็นรถที่สวนมาด้วย ต้องให้สัญญาณแตร ตลอดทุกโค้งที่แซง ทางลดเลี้ยวลัดไปตามไหล่เขา จาก อำเภอลี้ มุ่งหน้า อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ถึงสามแยกดอยเต่าเลี้ยวซ้ายไป อำเภอดอยเต่า

มาถึงดอยเต่า ตอนเลิกเรียนพอดี เนื่องจากเป็นวันศุกร์ นักเรียนจากโรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม แต่งชุดพื้นเมืองดูน่ารัก เด็กนักเรียนชายนุ่งกางเกงสะดอใส่เสื้อหม้อห้อม เด็กนักเรียนชายนุ่งซิ่น เสื้อแขนกระบอก สีเดียวกัน ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าเป็นสีอะไร น่าจะเป็นสีออกเลือดหมูน่าเสียดายที่ลืมถ่ายภาพเก็บไว้ เพราะมุ่งที่จะเข้าไปที่ทะเลสาบดอยเต่า

ดอยเต่า นับว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง แต่กลับไม่มีป้ายบอกทางให้ชัดเจน มีป้ายบอกแค่ปากทางเข้า แต่พอเลยลึกเข้าไป ป้ายก็หายไปซะงั้น ต้องใช้วิธีเสี่ยงและเดาสุ่มกันเอาเอง เรื่องป้ายบอกทางไปสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองไทยเป็นเรื่องน่ารำคาญใจ และพบเห็นเป็นประจำ

เมื่อเห็นป้ายบอกทางไป "ทะเลสาบดอยเต่า" เราเลี้ยวเข้าไปตามนั้น เมื่อขับรถพ้นชุมชนที่เป็นอำเภอเล็กๆ จะเป็นถนนขึ้นเนินเขา และไม่ไกลนักก็ถึงทะเลสาบดอยเต่า เรามุ่งหน้าไปตามป้ายที่เขียนว่าทางไปทะเลสาบ สิ่งที่รอต้อนรับผู้มาเยือนทะเลสาบดอยเต่าเหมือนเมื่อหลายปีก่อนที่ทะเลสาบดอยเต่ายังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังรุ่งเรืองอยู่ คือ เต่ายักษ์ตัวโต สัญลักษณ์ของดอยเต่าที่ยังคงรอคอยอยู่ ด้วยสภาพขาดการดูแล ที่จอดรถรกร้าง ไม่มีรถจอดสักคัน ร้านค้าโย้เย้ผุพัง ร้างผู้คน ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยสักคน ช่วงที่เราเข้าไป เห็นรถยนต์อีกคันขับรถตามเข้ามา แต่พอเห็นสภาพรกร้าง ก็ขับรถวนออกไป ไม่สนใจลงจากรถมาดูด้วยซ้ำ

ไม่น่าเชื่อว่า... "ดินแดนที่เป็นป่าเขาบนที่สูง จะมีทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่โต มันผิดคาดเอามากๆเลยทีเดียว รู้สึกแปลกใจกับทะเลสาบที่มีภูเขาโอบล้อมอยู่เบื้องหน้า ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับมาเที่ยวทะเลที่เห็นท้องน้ำเป็นสีครามเข้ม จะต่างกันตรงที่ไม่มีชายหาดสีขาวและไม่มีคลื่นลมเท่านั้นเอง แพไม้ไผ่จอดเรียงรายอยู่ริมน้ำ เป็นภาพที่น่าตื่นตาไม่น้อย คล้ายกับหมู่บ้านเรือนแพแบบดั้งเดิม ทั้งแพและเรือหางยาวจอดเรียงต่อ เนื่องกันอยู่ริมตลิ่งที่มองเห็นน้ำใสสะอาดอยู่เบื้องล่าง..." คำพรรณนาข้างต้น คือ ดอยเต่าเมื่อหลายปีก่อน แต่...ภาพปัจจุบันที่เราเห็น คือ ความเศร้าใจ...พื้นที่ที่เคยเป็นทะเลสาบแตกระแหงเลี่ยนโล่งกว้างไกล ทะเลสาบดอยเต่า ได้กลายเป็น...แค่อดีต ต้นไม้และผืนดินแตกแห้งบ่งบอกถึงความแห้งแล้ง ชาวบ้านเล่าว่า ประมาณเดือนตุลาคม โน่นแหละ ทางเขื่อนภูมิพลถึงจะปล่อยน้ำมา

ทะเลสาบดอยเต่า ตั้งอยู่ที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงภายหลังการสร้างเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนภูมิพล เคยใช้ในการ เกษตรกรรม การประมง แต่เนื่องจากภูมิประเทศที่สวยงามเหมาะกับการท่องเที่ยวที่นี่จึงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว ในบริเวณอ่างเก็บน้ำ หากมีน้ำมากพอ บางเดือนน้ำก็น้อย แต่ในเดือนตุลาคม-เมษายนจะมีบริการแพพัก ราคา 1,000-1,500 บาท และธุรกิจการล่องเรือสำราญนำเที่ยวไปยังเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ผู้คนหลากหลายต่างแวะมาเที่ยวชมความงดงามจนเป็นแหล่งรายได้ให้แก่คนเหนือเขื่อนภูมิพล...นี่คือข้อมูลในอดีต(อีกแล้ว)

เป็นไปตามหลักสัจจธรรมโดยแท้ มีเกิด...มีดับ ที่ใดมีนักท่องเที่ยว ที่นั้นย่อมมีสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมตามมา การมุ่งหาประโยชน์จากสถานที่ท่องเที่ยว สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อหวังผลทางการค้า กลับกลายเป็นการทำร้าย และทำลายสภาพธรรมชาติแบบเดิมๆ อันเป็นเสน่ห์ของดอยเต่า ประกอบกับสถานการณ์ภัยแล้ง ในช่วงหลาย ปีที่ผ่านมา เกิดภาวะน้ำแห้งขอด กลางทะเลสาบดอยเต่าที่เคยเป็นสถานที่ล่องเรือชมวิว กลายเป็นไร่ข้าวโพด เรือน แพถูกจอดทิ้ง เกยตื้น ผู้ประกอบการเรือแพต่างขาดรายได้ และในปีใดที่สถานการณ์ภัยแล้งมาเร็วกว่าทุกปี ระดับน้ำแห้งเร็วกว่าปกติ เดิมระดับน้ำจะค่อยๆลดระดับลงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม แต่ในปีนี้ก็เช่นกัน พบว่าระดับน้ำลดลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม ต่อเนื่องมาถึงเดือนมีนาคมก็ไม่สามารถนำแพออกไปกลางน้ำได้ ทำให้ต้องยุติการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว เพื่อรอระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจึงจะประกอบธุรกิจได้ดังเดิม

เราเรียนรู้สถานการณ์นี้ก่อนการเดินทาง แต่ มีความหวังเล็กๆว่า อาจไม่เลวร้ายเท่าที่ทราบมา เพราะว่า ในสภาวะปกติในช่วงหน้าแล้งไม่ว่าน้ำจะลดลงไปแค่ไหนก็ตาม ทะเลสาบดอยเต่าก็ยังคงมีน้ำให้ชาวบ้านหรือเจ้าของกิจการเรือแพท่องเที่ยวดำเนินธุรกิจไปได้ ยิ่งในช่วงปลายเดือนกันยายนด้วยแล้วน้ำจะเต็มทะเลสาบจนดูขาวโพลนไปหมด แม้แต่ปีที่แล้วที่ว่าแล้งจัดก็ยังพอมีน้ำให้ทำธุรกิจเรือแพได้ แต่ภาพทะเลสาบดอยเต่าที่เราเห็นในวันนี้ คือ ทะเลสาบดอยเต่ายังเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า ปีนี้ไม่มีน้ำ มีแต่หญ้า พื้นที่ที่เคยมีน้ำกักเก็บ กลายเป็นที่เลี้ยงวัวควายของชาวบ้าน ร้านอาหารและเรือนแพท่องเที่ยวมีสภาพเกยตื้นต้องปิดให้บริการ ผู้ประกอบการเรือนแพ ต้องนำลวดมาขึง ติดป้ายปล่อยกระแสไฟฟ้า ป้องกันวัวควายของชาวบ้านเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับร้านอาหารเรือนแพ มีชาวบ้านนำรถจักรยานยนต์ลงไปวิ่งใช้เป็นทางลัดเดินทางไปทำสวนทำไร่

มองไปในทะเลสาบ มีแต่ผักป่องและหญ้าเต็มไปหมด เดินลงไปที่ทะเลสาบ ก็เห็นแต่หญ้าและผักตบเป็นทิวแถว ร้านอาหาร เรือแพก็ล้วนอยู่ในสภาพ "เกยตื้น" รู้สึกผิดหวังและห่อเหี่ยวใจสุดจะพรรณนา ทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตา หายไปไหน?

ทะเลสาบดอยเต่า ปัจจุบันมีสภาพเป็นเพียงทางเดินสายน้ำปิงสายเล็กๆ บนสิ่งที่เดิมเรียกกันว่า "ทะเลสาบ " เรานึกเสียดาย...วัน...เวลา...ที่ผ่านมา เราน่าจะฉุกใจคิดถึงดอยเต่าให้เร็วกว่านี้

วัน เวลาที่ดอยเต่า ยังมี ทะเลสาบกว้างไกลในสายหมอกหนาว มีขุนเขาสูงเป็นฉากรายล้อมรอบ นอนนับดาวกลางทะเลสาบอย่างโดดเดี่ยว เหงา ปนสุข

เดิมเรามีโปรแกรมจะค้างคืนที่ดอยเต่า แต่พอมาเห็นความทรุดโทรม ของสถานที่ท่องเที่ยวหลัก คือ ทะเลสาบดอยเต่าแล้ว พอจะประเมินได้ว่า ที่พักต่างๆก็คงร้างคนพักเช่นกัน จึงจำต้องอำลาดอยเต่าไปอย่างไม่อาวรณ์มุ่งหน้าไปหาที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ที่ฮอด จาก ดอยเต่าไป ฮอด ขับรถสบาย แค่ 35 กิโลเมตร ยังเพิ่ง 5 โมงเย็น แถมเส้นทาง เป็นถนนสี่เลน คงไปถึงฮอดก่อนมืด

และหวังว่า...ในวันหน้า หากทะเลสาบดอยเต่าคืนสู่สภาพเดิม

บางทีนะ...เราอาจกลับมาเยือนดอยเต่าอีกสักครั้ง...

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า