สองมือสะพายกระเป๋า

สองเท้าก้าวเข้าไป เที่ยวเสียมเรียบ (กัน)
เที่ยวต่างแดน

1.

ช่วงนี้มีวันหยุดยาวเยอะ เลยเป็นโอกาสอันดีที่ดิฉัน-นันย่า-จะได้สะพายกระเป๋าไปเที่ยวต่างประเทศกับเขาบ้าง แล้วไหนๆ ประเทศไทยเราก็จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อยู่รอมร่อแล้ว ก็ขอ In Trend ด้วยการไปทำความรู้จักประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม AEC ให้เห็นกับตาถึงที่ค่ะ แต่จะเริ่มไปเที่ยวประเทศไหนดีล่ะ เพราะไม่เคยไปเลยสักประเทศ นันยาง-น้องสาว-เลยบอกว่า ไม่เห็นจะยาก ก็ส่องกระจกดูตัวเองว่าหน้าเหมือนคนประเทศไหน ก็ไปประเทศนั้นแหละ ดิฉันก็เชื่อคนง่ายเสียด้วย ก็เลยได้มาเที่ยวประเทศกัมพูชาเป็นประเทศแรกนี่ล่ะค่ะ 555 แต่จะเที่ยวให้สนุก ก็ต้องมีคู่หู ดิฉันก็ขอลาก นันยาง แม่น้องสาวตัวแสบมาเที่ยวด้วยกันซะเลย แค่ชื่อนันยางก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องเดินเก่งแน่ เพราะทัวร์ที่จะไปนี่เน้นเดินเป็นหลักค่ะ เราเลือกไปเที่ยวเมืองเสียมเรียบ 3 วัน 2 คืน ที่เลือกทัวร์นี้เพราะราคาไม่แพง แต่อาจจะต้องตูดแฉะเล็กน้อย เพราะนั่งรถตลอดการเดินทางค่ะ

เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ตี 4 (โอ...แม่เจ้า!) ไปยัง อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถประมาณ 3 ชั่วโมงเศษค่ะ ไม่ต้องถามนะคะว่า รถตู้ขับมาเส้นทางไหน เพราะดิฉันหลับมาตลอดทางเลย ไม่หลับไงไหว ก็คนขับเล่นเหยียบไปซะ 120 แถมบางช่วงที่ถนนโล่งๆ ก็ซัดไปถึง 140-150 ทีเดียว อกอีแป้นจะแตก! แล้วดิฉันจะมีชีวิตรอดถึงไปดูปราสาทหินไหมคะเนี่ย! ว่าจะสะกิดถามคนขับเหมือนกันว่า ขับเร็วอย่างนี้ จะไปตามควายที่ไหนเหรอ? แต่กลัวเขาจะหันมาตอบว่า อ้าว! ตามหาตั้งนาน อยู่นี่น่ะเอง! ดิฉันก็เงิบสิคะ! (แหะ แหะ)

รถจอดแวะทานมื้อเช้าที่ร้านข้าวแกงก่อนทางเข้าตลาดโรงเกลือ เลยได้มีเวลาเห็นหน้าลูกทัวร์ทุกท่านจากรถตู้คันอื่นๆ ณ ที่ตรงนี้ ทุกคนมีสีหน้าสดใสเพราะผ่านการนอนหลับอย่างเต็มอิ่มมาแล้ว 555 ไกด์บอย มัคคุเทศก์หนุ่มจัดแจงคืนหนังสือเดินทางแก่ลูกทัวร์ทุกท่าน พร้อมกับใบขาเข้า ขาออกประเทศกัมพูชา ซึ่งได้กรอกรายละเอียดต่างๆ ไว้หมดแล้ว เราเพียงแต่เซ็นชื่อเท่านั้นเอง มากับทัวร์ก็สะดวกตรงนี้แหละค่ะ หลังจากนั้น รถตู้จอดส่งพวกเราที่ตลาดโรงเกลือ เพื่อตรวจหนังสือเดินทางขาออก ผ่านด่านออกจากชายแดนไทย อ้อ! หนังสือเดินทางไทยอยู่กัมพูชาได้นาน 14 วันนะคะ

ตอนออกจากประเทศไทยไม่ลำบาก มาลำบากตรงเดินไปยังชายแดนกัมพูชานี่เอง เพราะทุกคนต้องรับผิดชอบกระเป๋าตัวเอง ลากกันเองค่ะ ไกด์บอยกำชับนักหนาว่า ใครขอจะมาช่วยขน ช่วยเข็น ไม่ได้เลย ให้ถือเองอย่างเดียว เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการขนยาเสพติดข้ามแดนที่เคยเห็นเป็นข่าวหน้าหนึ่งกันบ่อยๆ! คนที่ใช้กระเป๋ามีล้อก็อาจจะลำบากนิดนึง เพราะผิวทางเท้าบางช่วงไม่ค่อยเรียบ แต่ดิฉันกับนันยางซึ่งเป็นสาว (แก่) ที่ไม่ (ค่อย) รักสวยรักงามเท่าไร มีแค่กระเป๋าสะพายกันคนละใบ ก็เลยเดินได้คล่องตัว จากด่านไทยเดินไปถึงด่านกัมพูชานั้น ระยะทางประมาณ 3-400 เมตรได้ เดินช้าๆ สบายๆ ประมาณ 15 นาทีก็ถึงค่ะ แต่แต่ถ้าใครขี้เกียจเดินหรือกลัวร้อน ก็มีบริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างเหมือนบ้านเรา ซ้อนท้ายจากด่านไทยไปด่านกัมพูชา 20 บาท ระหว่างทางเดินสองข้าง ก็มีโรงแรมกาสิโนใหญ่โตมโหฬารให้ชมเพลินๆ (ถ้าใครอยากเล่น ไว้รอขากลับมาค่ะ)

ด่านกัมพูชานั้นใช้เวลาตรวจไม่นาน เพราะเรามาถึงเวลา 08.30 น. เช้าซะขนาดนี้ หลังจากผ่านด่านเรียบร้อยครบทุกคนแล้ว เราก็ขี้นรถเมล์ร้อนจากด่าน ไปยังสถานีขนส่งปอยเปต เพื่อเปลี่ยนเป็นรถโดยสารปรับอากาศขนาด 35 ที่นั่ง เดินทางต่อไปยังเมืองเสียมเรียบ (Siem Reap) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา จุดหมายปลายทางของเราค่ะ บนรถ เราได้ไกด์เลียะ มัคคุเทศก์หนุ่มชาวกัมพูชามาแพ็คคู่กับไกด์บอย เพื่อให้ข้อมูลสถานที่ต่างๆและดูแลเราตลอดการเดินทาง ไกด์เลียะสอนคำทักทายคำแรกเป็นภาษาเขมรว่า จมเรียบซัว ที่แปลว่า สวัสดี แต่ดิฉันอยากจะบอกว่า ดิฉันรู้จักคำเขมรคำแรกจาก หนุ่มโน้ต-อุดม แต้พานิช มาก่อนแล้ว คือคำว่า เซาะกราว ที่แปลว่าบ้านนอกไงคะ (ฮิ ฮิ) ระยะทางจากด่านถึงตัวเมืองเสียมเรียบนั้น 150 กิโลเมตร ถนนที่มาตลอดทางเป็นถนนสองเลน ขาไปกลับอย่างละเลน ทำให้ขับได้ช้า ผิวถนนก็ขรุขระ บางช่วงก็เป็นหลุมเป็นบ่อ มีวัวควายเดินตัดหน้าบ้าง ให้อารมณ์แบบชนบทบ้านเราเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนเลยเชียว แต่ถ้าใครชอบบรรยากาศท้องนาท้องไร่ชนบท ก็คงจะรู้สึกดี เพราะทุ่งนาสีเขียวขจีสวยเชียวค่ะ คนขับๆ ไปกดแตรขอทางไปตลอดทาง เพราะมีรถสารพัดชนิดวิ่งขวางทางอยู่ข้างหน้า แต่ก็ใช่ว่ากดแตรแล้ว เขาจะหลบนะ ไม่หลบจ้า รถเราต้องเป็นฝ่ายหลบซะเอง (แป่ว!)

ทานอาหารกลางวันที่เมืองเสียมเรียบแล้วก็เริ่มโปรแกรมแรกกันเลย รถเข้าจอดที่สวนสมเด็จฮุนเซน Temple Garden ให้เราเดินไปสักการะศาลเจ้าเจ๊ก เจ้าจอม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นสิริมงคล จะได้เที่ยวในเมืองเสียมเรียบได้อย่างปลอดภัย เราใช้เวลาที่นี่ไม่นานก็รีบขึ้นรถ เพราะอากาศตอนบ่ายของที่นี่มันช่างร้อนเหลือใจจริงๆค่ะ! เห็นทีจะต้องพึ่งความชุ่มชื้นจากจุดหมายข้างหน้าของเรา ที่จะไปล่องเรือที่โตนเลสาบ (Ton Le SaP) ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 12 กิโลเมตรซะแล้ว ถนนที่เข้าไปยังโตนเลสาบยังเป็นดินลูกรัง บ้านที่ปลูกสองข้างทางก็ยกไว้สูงมาก เพื่อกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก มองผ่านกระจก ข้างนอกแดดแรงเปรี้ยง ดิฉันเลยคว้าครีมกันแดดมาชโลมใบหน้า และตามตัวเพิ่มเติมอีกสักหน่อย (อิ อิ) แหม...ก็เท่าที่เป็นอยู่ ผิวก็เฉาก๊วยพออยู่แล้ว ไม่ต้องการจะดำกว่านี้อีกแล้วละค่ะ! (ฮึ!)

โตนเลสาบ แปลว่า ทะเลสาบน้ำจืด มีพื้นที่ประมาณ 7,500 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดของกัมพูชา จึงดูกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไกด์เลียะบอกว่า ที่นี่เป็นแหล่งปลาน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์มาก มีชุกชุมกว่า 300 ชนิด แต่ก็อย่าคิดว่าจะเป็นแบบน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลานะคะ เพราะสภาพที่เห็นตรงหน้านั้น เป็นทะเลสาบน้ำขุ่น มีสีแดง เมื่อเรือล่องไปเรื่อยๆ จะสัมผัสได้ถึงความเวิ้งว้างว่างเปล่าที่ร้อนเอามากๆค่ะ แม้เรือที่เราลงจะมีหลังคาก็เอาไม่อยู่ เวลาลมตีปะทะหน้า จะรู้สึกถึงความชื้น ความเหนียวของไอน้ำผสมไอแดดและฝุ่นแดงที่ลอยมา จนรู้สึกอึดอัด ไม่สดชื่นเอาเสียเลยค่ะ

ตลอดเส้นทางเรือแล่นผ่าน เราได้เห็นเรือนแพของชาวประมงพื้นบ้านราว 8,000 ครอบครัวเรียงรายทั้งสองฝั่ง

เกือบร้อยละ 50 ของประชากรเป็นชาวเวียดนามที่มาตั้งรกรากตั้งแต่ 30 ปีก่อน ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน หาเลี้ยงชีพอยู่ด้วยการจับปลารอบๆ ทะเลสาบ รวมถึงนิยมเลี้ยงปลาหรือจระเข้ โดยทำเป็นกระชังเล็กๆ ติดกับแพที่อาศัย บ้านที่อยู่นั้นปลูกสร้างกันอย่างง่ายๆ เพราะต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่สูงตามระดับน้ำที่ขึ้นลงตามฤดูกาล ปีหนึ่งอาจย้ายถึง 2-3 ครั้งเลยทีเดียว และเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวมาล่องเรือที่นี่เป็นจำนวนมาก บางครอบครัวจึงมีอาชีพเสริม โดยแล่นเรือให้ผู้หญิงวางลูกอ่อนบนตักเรียกความสงสาร ถ้าเป็นผู้ชายก็มักพิการ ส่วนเด็กน้อยชายหญิงก็จะตัวสกปรกมอมแมม พาดงูเหลือมตัวใหญ่บนคอ ทำหน้าตาน่าสงสารพุ่งเข้ามาเรียกเงินจากเรา ถ้ามีใครบนเรือให้เงิน ลำอื่นๆก็จะพายกรูเข้ามารุมขอเงินด้วย เด็กบางคนถึงกับขึ้นมาขายบริการบนเรือเลยทีเดียว ว้าย! อย่าคิดลึกค่ะ! ดิฉันหมายถึงว่า เด็กขึ้นมานวดให้บนเรือต่างหาก ซึ่งก็ไม่ใช่นวดแผนโบราณ จับเส้นพลิกแพลงขั้นเทพอะไร แต่เป็นนวดต้นคอ บ่า ต้นแขน บีบๆ สับๆ ขยำๆ พอเป็นพิธีเท่านั้นแหละค่ะ! ซึ่งถ้าใครแพ้ลูกตาดำๆ ออดอ้อนที่ดู (ไม่ค่อยจะ) ไร้เดียงสาของเด็ก ก็อาจจะยอมๆ ทิปให้เด็กนวดไปสัก 20 บาท อย่างเช่นดิฉันนี่แหละค่ะ! (เฮ้อ!)

จบจากโตนเลสาบ เรากลับไปยังตัวเมืองเสียมเรียบ เพื่อไปเดินเล่นเลือกซื้อของที่ ไนท์มาร์เก็ต ที่เป็นตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เพราะที่นี่เขารับทั้งเงินไทยและเงินอเมริกันดอลล่าร์ แต่ถ้าต้องทอน เขาจะทอนมาเป็นเงินกัมพูชา-เงินเรียล (Riel) ค่ะ เงินไทย 100 บาท แลกได้ประมาณ 10,000 เรียล แล้วเท่าที่เห็นเพื่อนลูกทัวร์ซื้อ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น เสื้อยืดลายนครวัด ตัวนึงไม่ถึงร้อยค่ะ ต่อดีๆ อาจเหลือ 60 บาท ขึ้นอยู่กับฝีปากแต่ละคนนะคะ (อิ อิ) ไกด์เลียะให้เวลา Shopping ที่นี่หนึ่งชั่วโมง แล้วไปทานอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารแบบบุฟเฟ่ต์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่คราวนี้ ดิฉันขอสารภาพว่ากินอย่างเต็มคราบมาก เพราะเหนื่อยมาทั้งวัน มีการแสดงชุดระบำอัปสร ศิลปะพื้นบ้านให้ชมเพลินๆ ระหว่างทานอาหารด้วย สวยดีค่ะ! จบวันแรกด้วยการเข้าพักที่โรงแรม Prum Bayon ระดับสองดาวที่เรียกว่า ใช้ได้ทีเดียว อาบน้ำเสร็จ หัวถึงหมอนก็สสบไสลไปเลย เพราะเหนื่อยมาก ส่วนนันยางนั้นก็หมดสภาพไม่ต่างกันค่ะ 555

ตื่นเช้ามาวันที่สอง เรามีโปรแกรมไปเที่ยวนครวัด นครธม ซึ่งเป็น Hi Light สำคัญของการมาเที่ยวครั้งนี้ เช้านี้อากาศดีมากเลย หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ลูกทัวร์ทุกคนดูพร้อมเต็มที่ พวกเราเลยออกเดินทางจากโรงแรมด้วยความสดใสค่ะ ก่อนอื่น เราต้องไปเข้าคิวถ่ายรูปเพื่อทำบัตรประจำตัวกันก่อน ไกด์บอยนำสายห้อยคอมาให้ เพื่อให้เราเสียบบัตรแล้วห้อยคอไว้ เพราะเราต้องใช้บัตรนี้เข้าชมปราสาทตลอดทั้งวัน ซึ่งแต่ละจุดทางเข้า จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจเช็คว่า หน้าในบัตรกับคนห้อยนั้นตรงกันหรือไม่ เพราะฉะนั้น ห้ามทำบัตรหายค่ะ ค่าบัตรเข้าชมกลุ่มปราสาทนครวัด นครธม 1 วัน ราคา 20 USD (ประมาณ 640 บาท) แต่เรามากับทัวร์ เขาก็รวมค่าเข้านี้อยู่ในทัวร์แล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่มแต่อย่างใด ใช้เสร็จแล้วก็เก็บบัตรไว้เป็นที่ระลึกได้ค่ะ

มีใครจำได้บ้างคะว่า ในวัดพระแก้วมีนครวัดจำลอง ซึ่งได้ถูกสร้างไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 อย่างประณีตสวยงาม และที่สำคัญคือได้สัดส่วนเหมือนของจริงมาก แค่ลองจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในนครวัดจำลอง ก็รู้สึกว่าเหมือนว่าตัวเองนั้นเล็กกระจิ๋วหลิวเสียเหลือเกินแล้ว นครวัดจริงๆ คงจะใหญ่โตมโหฬารมากมาย แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับนครวัดของจริงที่ได้มาเห็นอยู่ตรงหน้า ต้องขอบอกเลยว่า ยิ่งใหญ่อลังการ มหัศจรรย์กว่าที่เคยจินตนาการไว้เสียอีกค่ะ ดิฉันเชื่อว่า แวบแรกที่ทุกคนเห็น จะต้องร้อง โอ้! แม่เจ้า! ด้วยกันทั้งนั้น

นครวัด (Angkor Wat) มีพื้นที่ถึง 200,000 ตารางเมตร ถูกสร้างขึ้นมาแล้วกว่า 900 ปี ในพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ.1656-1693) ในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (King Suryavarman II) โดยมีจุดประสงค์เพื่ออุทิศถวายแก่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูตามลัทธิไวษณพนิกาย (นับถือวิษณุเป็นใหญ่) และยังใช้เป็นราชสุสานเก็บพระศพของพระองค์ด้วย ด้วยเหตุนี้ ปราสาทนครวัดจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศอัปมงคล หรือทิศแห่งความตาย ต่างจากปราสาทอื่นๆ ที่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกค่ะ แม้ปราสาทนี้จะใช้เวลาสร้างกว่า 30 ปี ใช้ช้างนับพันหมื่นเชือก หินทรายราว 5-10 ล้านก้อน แรงงานคนเป็นแสนเพื่อขนย้ายหินกว่าล้านลูกบาศก์เมตร จากเขาพนมกุเลนที่อยู่ห่างราว 50 กิโลเมตร ล่องผ่านมาทางแม่น้ำเสียมเรียบมาสร้างนครวัด แต่จนแล้วจนรอด การสร้างนครวัดก็ไม่เคยสำเร็จลงสักที เพราะเชื่อกันว่า สถานที่นี้เป็นที่เก็บบรรจุพระบรมศพ หากสร้างเสร็จเมื่อใด เกรงจะเป็นลางให้กษัตริย์ผู้สร้างต้องมีอันเป็นไปค่ะ ความใหญ่โตสวยงามวิจิตรของนครวัด ทำให้อดชื่นชมบรรพชนรุ่นก่อนไม่ได้ว่า พวกเขาจะต้องมีความเชื่อ ความศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงจะสามารถสร้างสถานที่ที่สวยงามใหญ่โตให้เกิดขึ้นบนโลกนี้ได้ สุดยอดจริงๆ! แม้ปัจจุบัน เทคโนโลยีจะมีวิวัฒนาการก้าวไปไกลมากมาย แต่ดิฉันก็ไม่เชื่อว่า จะสามารถสร้างสถาปัตยกรรมแบบนี้ให้เกิดขึ้นในโลกใบนี้ได้อีกค่ะ No No No

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า