บ้าน บ้าน

ภัทรสิริ อภิชิต เขียน
หนังสือคือแสงจันทร์

โอ้ แสงดาว

แสงเดือน และสายลม

เธออยู่แห่งหนไหนหนอ

ในสังคมยุคใหม่ผู้คนล้วนหมกมุ่นอยู่กับชีวิตวัตถุที่ทะลักออกมาจากโรงงานผลิตขนาดใหญ่ โดยมีเงินตราเป็นตัวกำกับบังคับ กระเสือกกระสนก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตด้วยแรงเหวี่ยงของสิ่งที่ล้วนแต่พาชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติ ลึกๆแล้วเราทุกคนล้วนถวิลหาแสงดาว แสงเดือน ต้นไม้ขุนเขาและสายลม ชีวิตการเรียน การงานที่ทำอยู่ก็พาให้เราไม่ได้ใช้สองมือลงมือทำสิ่งธรรมดาๆง่ายๆ เช่น ปลูกต้นไม้ เย็บปักถักร้อย และงานใช้มือทำอื่นๆอีก มือของเราก็เหมือนเจ้าของคือหลงวัตถุแสงสี

ผู้หมกมุ่นวัตถุจึงคล้ายคนตาบอด หัวใจไม่เคยสงบ และโหยหาความสุข

คนน่าสงสารโลกห่อเหี่ยว ทุกฤดูกาลจะเห็นได้ถึงความรุ่มร้อน แปลกเปลี่ยนและการดิ้นรนใช้ชีวิต โดยเฉพาะในฤดูร้อนทุกคนจะรู้สึกได้ว่าอากาศร้อนอบอ้าวขึ้นทุกวัน ทว่าหากเราจะเลือกโลกก็ยังมีหนทางเสมอ ในสายลมร้อนพักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือสบายๆสักเล่มหนึ่งนั้น ก็นับว่ารื่นรมย์ยิ่ง หนังสือที่ให้ความรู้สึกเหมือนลมเย็น ทำให้หัวใจนิ่งสงบ อมยิ้มอย่างมีความสุข สำหรับหน้าร้อนนี้ฉันยกให้หนังสือ วารสารราย 3 เดือน ชื่อ บ้าน บ้าน เขียนโดย ภัทรสิริ อภิชิต สำนักพิมพ์บ้านและสวน 

หนังสือเรียบ เงียบงามในท่วงทำนองแผ่วรินๆของเรื่องราวและภาษา หนังสือ บ้าน บ้าน ได้อธิบาย

"บ้าน บ้าน คือชุดหนังสือเล่มเล็กที่เป็นแรงบันดาลใจสะดวกพก เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบ้าน งานทำมือ ศิลปะ และความสุขที่ได้ลงมือทำ นำเสนอผ่านเรื่องราวของผู้คนที่เลือกจะอยู่ทำ และคิดในแบบที่รักที่ชอบอย่างเป็นตัวของตัวเอง"

"บ้าน บ้าน มาจากคำว่า บ้าน ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงเมื่อไร เรามักมองเห็น "ชีวิต" ที่มี "ความสุข" ปะปนอยู่ด้วยเสมอ...

"บ้าน บ้าน ยังเป็นแสลงที่ใช้กันทั่วไปสื่อถึงสิ่งที่ดูสบายๆไม่เป็นทางการ ไม่หรูหรา ทว่าให้ความรู้สึกจริงใจและคุ้นเคย

"บ้าน บ้าน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจและใส่ใจการดูแลตกแต่งบ้านและสิ่งรอบกายอย่างมีสุนทรียภาพ โดยไม่ยึดติดกับค่านิยมของสังคมจนลืมความต้องการที่แท้ของตน"

ประโยคว่า "โดยไม่ยึดติดกับค่านิยมของสังคมจนลืมความต้องการที่แท้ของตน" เป็นความจริงหนึ่งของชีวิตที่ดูเหมือนว่าถูกสาปให้หายไปจากความรู้สึกของผู้คนโดยเฉพาะคนเมือง นอกจากหนังสือเล่ม บ้าน บ้านจะช่วยปลุกหัวใจให้สดชื่นผลิบาน และความรู้สึกแรกที่ได้รับจากการอ่านคือรู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นๆอ่อนๆ หอมกลิ่นดอกไม้โชยมาดั่งฤดูหนาว หรือไม่ก็เป็นลมฤดูฝนที่โชยชื่นมาให้รื่นอารมณ์

บ้าน บ้าน ฉบับที่ ๖ เขียนเล่าถึงผู้คนในประเทศญี่ปุ่น เขาและเธอเป็น ศิลปิน ทั้งโดยอาชีพและรู้จักศิลปะในการใช้ชีวิต เป็นเจ้าของร้านค้า นักกิจกรรมทางเลือก เจ้าของสวนที่ใช้ชีวิตในชนบทปลูกพืชอินทรีย์ พวกเขากินดีอยู่ดีซึ่งไม่ได้หมายความว่ามีบ้านเรือนใหญ่โตหรูหราเพียบพร้อม หรือเลือกกินอาหารราคาแพงๆที่ถูกปรุงรสชาติจนสิ้นรสชาติแท้ๆของอาหารนั้น พวกเขาใช้ชีวิตแบบพอดีพอเพียง ปลูกข้าวปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทุกอย่างปลอดสารเคมี และทำงานอย่างมีความสุขด้วยการลงมือทำด้วยตนเอง

หนังสือคือความสุขอบอุ่นเล่มนี้ พูดถึงชีวิตชนบทของผู้ที่ได้ตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตอันแสนสุขดั่งในนิทาน บรรยากาศเหมือนเนิบช้าและมีเสน่ห์ ฉันหยิบเรื่องของศิลปินหลายคนมาเล่าต่อ ศิลปินที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองสองเมืองคือฟูจิโนะกับมิยามะ

เมืองฟูจิโนะ อยู่ในจังหวัดคานากาวะ ห่างจากโตเกียวประมาณสองชั่วโมง ช่วงที่ผู้เขียนไปนั้นเป็นช่วงที่ศิลปินเปิดบ้านให้ผู้คนเข้าชม เหมือนชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต

"ฟูจิโนะเป็นเมืองเล็กๆที่ยังคงสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติได้ดีมาก เพราะเป็นพื้นที่สำหรับเก็บกักน้ำเพื่อดื่มและใช้สำหรับชาวเมืองโยโกฮาม่าและคาวาซากิ จึงไม่สามารถสร้างโรงงานอุตสาหกรรมได้ ทางการจึงคิดหารายได้จากทางอื่น โดยดึงเอาจุดเด่นของเมืองที่มีภูมิประเทศงดงาม ธรรมชาติบริสุทธิ์ ความสงบเงียบแบบชีวิตชนบท ขณะเดียวกันก็อยู่ไม่ห่างไกลจากเมืองหลวงมากนัก"

"ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา จำนวนศิลปินในเมืองฟูจิโนะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นชุมชนของศิลปิน มีการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมศิลปะและการท่องเที่ยว ดูเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อบอุ่นดีจัง"

แม้ว่าเมืองและชีวิตเมืองจะรุกรานลงในทุกพื้นที่ และฉันก็เชื่อว่าแนวคิดเพื่อการใช้ชีวิตห่างเมือง หรือใช้ชีวิตอยู่ในเมืองให้เป็นทั้งลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งสองอย่างที่ว่านี้ดูเหมือนว่าจะมีมากขึ้นทุกปี อาจเป็นเพราะชีวิตว่าเมืองไม่สามารถตอบคำถามให้กับชีวิตได้ลึกซึ้งสมบูรณ์

ศิลปินท่านแรกที่ฉันอ่านแล้วอยากจะนำมาเล่าถึงก็คือศิลปินช่างเป่าแก้ว ชื่อ โยโกะ อะกิโนะ เธออยู่ที่เมืองฟูจิโนะมากว่าสิบปีแล้ว ที่สำคัญคือเธอทำงานเป่าแก้วด้วยมือ แก้วเป็นสิ่งคลาสสิก มีความเป็นตัวของตัวเอง สร้างรูปแบบได้หลากหลาย เบาหวิว หนักแน่น โปร่งแสง และใสบอบบางเหมือนถูกจับสวมชุดแสงแดด แก้วยังบอกเราถึงความไม่ยั่งยืนไม่แน่นอนของโลกเมื่อ "แก้วแตก"

งานเป่าแก้วของอะกิโนะส่วนมากเป็นภาชนะสำหรับใช้บนโต๊ะอาหารมีทั้งจาน ชาม แก้วน้ำ แก้วสาเก เหยือกน้ำ ชามสลัด อะกิโนะซังเป็นชาวโตเกียวเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว เธอเป็นผู้ช่วยให้กับอาจารย์ซึ่งเป็นศิลปินเป่าแก้ว เมื่อตั้งใจทำสตูดิโอจึงย้ายมาอยู่ที่เมืองฟูจิโนะ เธอบอกว่างานเป่าแก้วนั้นอาจทำให้เกิดอันตรายกับเพื่อนบ้านและบางครั้งก็มีเสียงดัง

"ชาวญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันและเห็นถึงความงดงามของสิ่งเหล่านี้ค่ะ โดยส่วนมากแล้วเครื่องปั้นดินเผาจะเป็นที่นิยม ฉันจึงอยากทำภาชนะด้วยวัสดุอื่นดูบ้าง เลยเลือกงานเป่าแก้ว อย่างเทคนิคการสร้างลวดลายแบบเวเนเชียนนั้นก็ไม่ได้เป็นเทคนิคพิเศษอะไร ฉันแค่นำเทคนิคแบบอิตาลีมาผสมผสานกับวิถีชีวิตและการใช้งานแบบคนญี่ปุ่น"

"การได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและบรรยากาศของเมืองที่มีศิลปินมากมายก็สร้างแรงผลักดันและเป็นแรงบันดาลใจให้อยากสร้างผลงานอยู่เสมอด้วยค่ะ"

ฉันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เลือกใช้ชีวิตแต่กลับทำให้ชีวิตหลุดออกไปจากวงกลมอันเรียบง่ายของธรรมชาติ ความท้าทายก็คือมนุษย์จะหวนกลับสู่ธรรมชาติดั้งเดิมอย่างไร หรือควรจะต้องผสมผสานการใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติธรรมดากับการใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นให้พอเหมาะพอดี เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องขบคิด

ศิลปินอีกท่านที่ฉันนำมาเล่าให้ฟังก็คือศิลปินช่างไม้ วัฒนธรรมไม้เป็นเรื่องของเมื่อวาน ทุกวันนี้หากจะใช้ไม้สร้างบ้านก็จะต้องลงทุนสูง ต้นไม้กำเนิดจากผืนดินเป็นเพื่อนเก่าแก่ คนกินพืชผักและใช้ไม้สร้างบ้านเรือน ความสัมพันธ์ของคน ดิน ต้นไม้กับฟ้า คือสิ่งล้ำค่า ไม้ให้ความรู้สึกเป็นเพื่อน อบอุ่นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความปรารถนาดี หลายคนยังรักบ้านไม้ หลงใหลเครื่องเรือนเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ เช่นศิลปินช่างไม้ชาวญี่ปุ่นท่านนี้ ฮิโตชิ ฟูจิซากิ

ศิลปินช่างไม้ฮิโตชิ ฟูจิซากิ ที่ทำงานของเขาตั้งอยู่ในทำเลที่แวดล้อมไปด้วยป่าสน "อยู่บนเนินเขาที่มีถนนเล็กๆคดโค้งพาดผ่าน ทำให้แม้อยู่ห่างออกมาจากเขตชุมชน แต่ก็เดินทางได้สะดวก" ฟูจิซากิเคยเป็นช่างไม้อยู่ในอิตาลี นานถึง ๖ ปี และทำงานออกแบบให้นักออกแบบที่มีชื่อเสียง ในที่สุดเขาก็คิดถึงญี่ปุ่นบ้านเกิด เลือกใช้ชีวิตในบ้านแบบโบราณและใช้วิชาชีพซ่อมแซมบ้าน ทั้งยังได้เปิดสตูดิโอทำงานไม้ชื่อ Studio Fujino

งานไม้ของฟูจิซากิซังมีดีไซน์เรียบๆแล้วเล่นกับธรรมชาติของไม้ต่างชนิดที่ให้สีสันลวดลาย และมีผิวสัมผัสที่ต่างกัน

"ผมเคยตื่นเต้นกับยุโรป แต่หลังจากไปอยู่มาหกปี ผมกลับคิดถึงความเป็นญี่ปุ่นและอยากศึกษาเรื่องราวของญี่ปุ่นให้มากขึ้น โดยเฉพาะงานฝีมือแบบดั้งเดิม ก่อนหน้านี้ผมไม่สนใจความงามของงานฝีมือช่างโบราณเท่าไหร่ ต่างจากตอนนี้ที่ผมมองเห็นแล้วและสนใจกระบวนการของงานเหล่านั้นมาก"

"ก่อนหน้านี้ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในโตเกียว แต่ตอนนี้อยากอยู่ชนบท พอมาเจอที่นี่ก็ชอบ เพราะอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว และมีต้นไม้เยอะ ผมว่ามันน่าสนใจมากนะถ้าเราได้เลือกไม้ที่ต้องการจากต้นและ ได้ตัดมันด้วยตัวเอง การได้จัดการกับไม้ตั้งแต่เริ่มกระบวนการไปจนสำเร็จเป็นเฟอนิเจอร์หนึ่งชิ้นมันดีมาก"

หนังสือ บ้าน บ้านให้ความสุขเหมือนลูกโป่งหลากสี และอิ่มใจเหมือนแก้วปริ่มน้ำที่ได้อ่านเรื่องราวของผู้คนรักศิลปะและใช้วิถีชีวิตแนบอิงกับธรรมชาติอย่างงดงามเรียบง่าย ศิลปินอีกท่านหนึ่งที่ฉันชื่นชมหลงใหลวิถีชีวิตและการงานก็คือศิลปินนักวาดหนังสือนิทานภาพ คู่สามีภรรยาสูงวัย(ทั้งสองมีอายุกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว)

ชิเกโอะ นิชิมูระ กับมิจิ อิมากินักวาดภาพหนังสือนิทานสำหรับเด็กเล็ก คู่นักวาดภาพแสนน่ารัก บ้านของทั้งสองมีสีเขียวสลับขาว ปลายยอดหลังคามีงานประติมากรรมเหล็กรูปม้าสีแดง  เป็นดังสถานที่พิเศษสำหรับนางฟ้า เจ้าหญิงและภูติในนิทาน

"ภาพที่นิชิมูระซังวาดนั้นไม่ได้เกิดจากการนึกคิดจินตนาการ แต่มาจากกระบวนการทำงานตั้งแต่การสังเกต ถ่ายภาพและสัมภาษณ์ รูปแบบของงานในอดีตจนปัจจุบันแม้จะมีลักษณะต่างกันไป แต่ก็มักเต็มไปด้วยรายละเอียดและมักจะมีคนเยอะๆอยู่ในภาพ"

"เล่มที่เขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิม่าใช้เวลาทำงานถึง 4 ปี อยู่ที่ฮิโรชิม่าหนึ่งปีเต็มเพื่อสัมภาษณ์ผู้ประสบภัยด้วย ค้นจากภาพถ่ายเก่าๆประกอบด้วย พอวาดจึ้นมาแล้วก็จะเอาไปให้ชาวบ้านดูด้วยว่าอย่างนี้ถูกหรือไม่ รวมถึงต้องดูแผนที่ของเมืองประกอบในการวาดภาพด้วย"

หนังสือบ้าน บ้านทำให้เห็นถึงการทำงานอันประณีตเอาจริงเอาจังของศิลปินหลายๆท่าน ซึ่งช่วยสะท้อนให้ทุกๆคนที่อ่านหนังสือสบายๆเล่มนี้ว่า ความงาม ความสุข ไม่ใช่เรื่องที่นั่งฝันแล้วจะเกิดขึ้นได้ ทุกๆสิ่งล้วนเกิดจากการลงมือทำอย่างมุ่งมั่น และเอาใจใส่ให้ฝันนั้นได้กลายเป็นความจริงอันงดงาม ความงานเหล่านั้นไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อตนเองแต่เพียงผู้เดียว แต่ได้ทำเพื่อผู้อื่นด้วย

ต่อจากเรื่องราวของศิลปินในเมืองฟูจิโนะ หนังสือบ้าน บ้าน เล่ม 6 ก็ได้บอกเล่าถึงเมืองมิยามะ ในชนบทของเกียวโต เมืองเล็กๆชื่อมิยามะแห่งนี้มีหมู่บ้านชาวนาหลังคามุงหญ้าแบบโบราณ ชื่อKayabuki No Sato ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้เมื่อ พ.ศ.2536 บ้านทุกหลังยังมีคนอยู่อาศัย และมีบ้านของชายวัยเจ็ดสิบ ชื่อ ฮิโรยูกิ ชินโด ศิลปินผ้าย้อมคราม บ้านของเขายังได้จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าคราม (Little Indigo Museum) เล็กๆด้วย พิพิธภัณฑ์ที่บริหารจัดการด้วยตนเองเพียงลำพัง จึงควรชื่นชมเป็นที่สุด

ฟ้าสีคราม โลกสีคราม ความฝันสีคราม คำว่าสีครามให้ความรู้สึกเก่าแก่ สงบและลึกซึ้ง ผ้าย้อมครามบ่งบอกให้เห็นถึงความเหมือนของผู้คนทั่วโลกเพราะทุกทวีปก็มีต้นไม้ที่นำมาทำเป็นสีครามได้ ครามเป็นสิ่งมีชีวิต การดูแลเนื้อครามต้องให้อาหารและเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ หากครามตายก็จะกลายเป็นสีซีดเหลืองไร้ชีวิต

"คุณชินโดบอกว่า พิพิธภัณฑ์ของเขาไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆเพราะชิ้นงานที่จัดแสดงนั้นเป็นของที่สะสมไว้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนศิลปะ และได้ซื้อหางานย้อมครามโบราณจากตลาดนัดเพื่อนำมาศึกษา บางส่วนได้มาจากการเดินทางศึกษาเรื่องย้อมครามในประเทศต่างๆไม่ว่าจะในยุโรป เอเชียแอฟริกา และอเมริกากลาง"

"ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างในบริเวณสตูดิโอชั้นล่างกลายเป็นสีน้ำเงิน มีหม้อย้อมครามที่ฝังดินเรียงติดๆกัน และมีเครื่องอัดพลีตซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาทำให้ผ้าเกิดรอยยับก่อนนำไปย้อม

เราสงสัยว่าครามที่ญี่ปุ่นต้องการอาหารเหมือนคราเมืองไทยหรือไม่ คุณชินโดจึงนำอาหารครามของเขามาให้ดู ซึ่งได้แก่ หินปูน ขี้เถ้า และจมูกข้าว แถมบางทีก็ใส่เหล้าสาเกลงไปด้วย ส่วนต้นครามนั้นเขาซื้อต่อมาจาาวบ้านอีกที"

หนังสือบ้าน บ้าน อาจจะวางอยู่ในบนชั้น มุมใดมุมหนึ่งในร้านหนังสือ หากได้พบเห็นแล้วก็ไม่ควรละเลยหยิบจับมาเป็นเจ้าของ เพราะจะทำให้ได้พบความสุขอันเรียบง่ายสบายๆ อ่อนโยนเหมือนๆกับได้นั่งใต้ร่มไม้จิบน้ำหวานเย็นๆ รับรู้เรื่องราวของผู้คนที่เหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทของเราเอง