ดับคนดัง

ดับ อู ออง ซาน แห่งพม่า
บันทึกวันวาร

เหตุการณ์ในพม่าหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใน ค.ศ.๑๙๔๕

๑๗ พฤษภาคม อังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมพม่าอยู่ได้ตีพิมพ์สมุดปกขาว อันเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่า จะยินยอมให้พม่ามีการปกครองเป็นของตนเองได้ และพม่าจะต้องอยู่ในสถานภาพอันหนึ่งอันเดียวที่เรียกว่า จักรภพพม่า ทั้งนี้ต้องเป็นไปหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงแล้ว

นายพล อู ออง ซาน นายกรัฐมนตรีพม่า เขาสิ้นชีพเมื่อ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๗ มันเป็นเหตุร้ายสะเทือนใจชาวพม่าให้หวั่นไหว ตื่นตระหนกเป็นที่สุดในรอบศตวรรษที่ผ่านมา

ในเวลานั้น อู ออง ซาน ผู้เป็นดุจเทพเจ้าของชาวพม่ากับคณะพรรคของเขา กำลังประชุมกันอยู่ในห้องเลขาธิการสภาในนครย่างกุ้ง

บัดดล อย่างไม่คาดฝันก็มีคนร้ายกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในห้องเลขาธิการสภาอย่างอุกอาจ แล้วสาดกระสุนปืนใส่ อู ออง ซาน และพวกอย่างเมามันชุดแล้วชุดเล่า ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเสียงดังไปเป็นบริเวณโดยรอบ ทำให้หน่วยทหารรักษาการรัฐสภาตื่นตระหนกเข้ามาดูเหตุการณ์และล้อมจับคนร้าย คนร้ายซึ่งเป็นชุดมือสังหารกลับทิ้งอาวุธและยอมให้จับ

ส่วนภายในห้องเลขาธิการสภานั้น สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ได้พบเห็นก็คือ ร่างของผู้เข้าประชุมรวมทั้ง อู ออง ซาน ทุกร่างพรุนไปด้วยกระสุนและโชกไปด้วยเลือด ร่างนั้นทรุดนั่งบนเก้าอี้บ้าง ลงไปกองกับพื้นบ้าง

ทุกคนสิ้นใจไปเสียแล้ว ทั้งหมดมีจำนวน ๕ คน

๑. อู บาวิน พี่ชายของ อู ออง ซาน

๒. มหาบาแดง หัวหน้าเผ่ากะเหรี่ยง

๓. อับดุล ราซัค อาจารย์มหาวิทยาลัย

๔. ตะขิ่น มยา ที่ร่วมงานกู้ชาติมากับ อู ออง ซาน

๕. อุบาโช นักอักษรศาสตร์ นักดนตรี

๖. อู ออง ซาน

เป็นการสังหารหมู่ที่น่าสยดสยอง ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความเสียใจร่ำไห้อาลัยอย่างใหญ่หลวงของชาวพม่า รถราการสัญจรหยุดชะงัก ร้านค้าปิด ยิ่งไปกว่านั้นทางการพม่าได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศภายหลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง

ศพของ ออง ซาน ผู้ทุ่มเทชีวิตและวิญญาณเพื่อนำชาติพม่าไปสู่อิสรภาพจากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ

คนร้ายมีทั้งหมด ๙ คน ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่บัญชาการบุกเข้าไปสังหาร อู ออง ซาน กับคณะชื่อ อู ซอ บุคคลชั้นนำคนหนึ่งของพม่า นอกจากจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองเมียวชิตแล้ว ยังเคยเป็นนายกรัฐมนตรีพม่ามาแล้วสมัยหนึ่ง

ช่วงที่ญี่ปุ่นยังมิได้เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะนั้น อังกฤษยังมีอำนาจเหนือพม่า พม่าได้มีการดิ้นรนที่จะปลดแอกจนกระทั่งเกิดความวุ่นวายเป็นปัญหาให้กับอังกฤษมาก อังกฤษพยายามใช้ความนุ่มนวล โดยจัดตั้งรัฐบาลคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชาวพม่าและอังกฤษอยู่ภายใต้อำนาจของข้าหลวงใหญ่อังกฤษ หัวหน้ารัฐบาลชุดนี้คืออูซอ พร้อมให้สัญญาว่า นี่คืองานชิ้นแรกสำหรับการปกครองตนเอง ต่อเมื่ออังกฤษพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ทำงานได้ดี ก็จะให้เอกราชแก่พม่าทันที

รัฐบาลของอูซออยู่ภายใต้อุปถัมภ์ค้ำชูของอังกฤษเรื่อยมาจนกระทั่งสงครามมหาเอเชียบูรพาอุบัติขึ้น กองทัพญี่ปุ่นยึดดินแดนประเทศต่างๆแถบเอเชีย ยึดครองฟิลิปปินส์ มลายู (มาเลเซีย) สิงคโปร์ อินโดจีนผ่านประเทศไทย บุกเข้ายึดพม่าและไล่ทหารอังกฤษออกไปจากพม่าอย่างง่ายดาย รัฐบาลหุ่นอูซอและอังกฤษจึงพังทลายลง

แต่! จากนั้นไม่นาน

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง โดยฝ่ายพันธมิตรมีชัยชนะอย่างเด็ดขาด ญี่ปุ่นยอมจำนน อังกฤษกลับเข้าไปครอบครองพม่าอีกภายหลังที่ได้จัดการกับรัฐบาลหุ่นของญี่ปุ่น ดร.บามอว์กับคณะโดยตั้งข้อหาว่าทรยศต่อชาติและเป็นอาชญากร พวกเขาถูกนำไปขังคุก

ปัญหาเอกราชเป็นเรื่องซึ่งคั่งค้างมาตั้งแต่ก่อนสงคราม คนพม่าเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา อังกฤษจึงมอบให้เซอร์เรยินัลด์ ดอร์มัน-สมิธ ข้าหลวงใหญ่ประจำพม่าเป็นผู้แทน เพื่อเจรจากับ อู ออง ซาน ผู้นำฝ่ายพม่า

ผลการเจรจาประสบความล้มเหลวตั้งแต่ยกแรกโดยอังกฤษเสนอให้ อู ออง ซาน วางอาวุธเสียก่อนแล้วค่อยมาพูดกัน แต่ ออง ซาน ไม่ยอม เรื่องของเรื่องคือเสียเวลาพูดกัน

ต่อมาอังกฤษเปลี่ยนท่าทีไปเจรจากับอูซอหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ ผู้เคยเป็นรัฐบาลหุ่นให้อังกฤษมาก่อน เป็นการตัดหน้า อู ออง ซาน ซึ่งอูซอตอบรับทุกอย่างไม่ปฏิเสธ

อู ออง ซาน แตกคอกันตรงนี้กับอูซอ

อูซอเข้าจัดตั้งรัฐบาลทันทีกับอังกฤษ แต่ประชาชนไม่สนับสนุนอูซอมากมายเท่ากับ อู ออง ซาน ไม่ว่าอังกฤษจะหนุนสักเพียงใด ก็ดำเนินต่อไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เซอร์เรยินัลด์ ดอร์มัน-สมิธ ยังถูกปลดอีกด้วย เซอร์ฮิวเบิร์ตแลนด์ มาเป็นข้าหลวงคนใหม่ พอเข้ามารับตำแหน่งในพม่า แทนที่จะสนับสนุนอูซอดังที่ข้าหลวงคนเก่าได้ปฏิบัติมา ข้าหลวงคนใหม่นี้เป็นนักประชาธิปไตยพันเปอร์เซ็นต์ กล่าวคือก่อนจะดำเนินการอย่างใดลงไปก็จะฟังเสียงประชาชนเสียก่อน เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์

และเมื่อได้ทราบว่าขณะนี้ชาวพม่ากำลังยกย่อง อู ออง ซาน ราวกับเทพเจ้า ท่านเซอร์ก็หันมาสนับสนุน อู ออง ซาน อย่างเต็มที่ แล้วเขี่ยอูซอออกไปนอกเส้นทาง ทำให้อูซอเป็นเดือดเป็นแค้นมาก ผูกใจเจ็บตั้งแต่ตอนนั้น

ภายหลังที่การเจรจาเรื่องเอกราชผ่านพ้นไป อังกฤษได้มอบคืนเอกราชให้แก่พม่าอย่างสมเกียรติในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๙๐

การเลือกตั้งครั้งนี้ได้มีพรรคการเมืองต่างๆส่งคนของตนลงรับสมัครมากหลาย รวมทั้งอูซอ และ อู ออง ซาน คู่อริคู่นี้ด้วย คราวนี้อูซอหวังเหมือนกันว่า พรรคของตนอาจจะได้ชัยชนะครองความยิ่งใหญ่เหนือ อู ออง ซาน บ้าง แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไปอูซอกลับผิดหวังอย่างหนัก พรรคพม่าอิสระของ อู ออง ซาน ได้คะแนนนิยมจากประชาชนชาวพม่าอย่างงดงาม ได้ที่นั่งในสภาถึง ๑๗๓ ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด ๒๓๔ ที่นั่ง ส่วนพรรคเมียวชิตของเขาได้ไม่กี่ที่นั่ง

เป็นอันว่าความยิ่งใหญ่ในประเทศพม่าหลุดลอยไปจากอูซอและจะไม่มีทางก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ได้อีกเลย ตราบใดที่ อู ออง ซาน ยังอยู่

ทั้งนี้เนื่องจากคะแนนนิยมอันล้นหลามจากชาวพม่าทั้งประเทศ มีต่อ อู ออง ซาน คนเดียวเท่านั้น

แต่อูซอก็มิได้สิ้นหวัง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล แค้นนี้ต้องชำระ ภายหลังที่ได้กบดานอยู่กับความร้อนระอุ เพลิงพยาบาทคุโชน ภายหลังสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมี อู ออง ซาน เป็นใหญ่ ประชุมกันมาได้ ๓ เดือนเศษแล้ว กำลังจะย่างเข้าเดือนที่ ๔ อูซอซึ่งมองไม่เห็นทางชนะ ออง ซาน ได้ ไม่ว่าจะเป็นวันไหน เมื่อไร เวลาไหน อูซอคิดอยู่แค่ว่าเขาจะอยู่ร่วมโลกกับ อู ออง ซาน ซึ่งมาแย่งความยิ่งใหญ่ไปจากเขาไม่ได้

ดังนั้น ชะตากรรมสำหรับบุคคลเช่นนี้ เหมาะที่สุดก็คือตาย...สถานเดียว

อูซอรวบรวมพรรคพวกได้ ๙ คน มีปืนยิงเร็วบุกเข้าไปในรัฐสภา ซึ่งขณะนั้น อู ออง ซาน กำลังประชุมอยู่ในห้องเลขาธิการสภา เพลิงแค้นนั้นลุกโชนสุดขีด ทุกคน ปืนทุกกระบอกสาดกระสุนเข้าใส่เหยื่อที่ยังไม่ทันระวังตัวล้ม และสิ้นใจในทันที บ้างหล่นมาฟุบกับพื้น บ้างคอตกนั่งอยู่บนเก้าอี้ เลือดไหลทะลักเหมือนเทน้ำจากแก้ว

คณะของ อู ออง ซาน ตายเรียบสมใจและสะใจ แล้วมือสังหารทุกคน ๙ คน ก็ยินดียินยอมให้จับ

"ข้าพเจ้าเป็นคนฆ่า อู ออง ซาน" อู ซอ ตะโกนบอกกับเจ้าหน้าที่ ยินยอมให้จับไม่มีขัดขืน พร้อมทั้งหัวร่อชอบใจ ซ้ำตะโกนว่า

"ข้าพเจ้าสบายใจแล้ว ที่ศัตรูของข้าพเจ้าตาย จะทำยังไงกับข้าพเจ้าก็ได้ เชิญเลย"

การพิจารณาคดีฆาตกรรมสะเทือนโลก ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และเสร็จสิ้นลงทันอกทันใจประชาชนผู้เป็นเดือดเป็นแค้นอูซอ โดยใช้เวลาพิจารณาเพียง ๓๗ วันเท่านั้น ศาลก็พิพากษาให้ประหารชีวิตอูซอกับพวกโดยการแขวนคอให้ตายตกไปตามๆกัน

ตลอดเวลาของการสูญเสียเอกราชให้แก่อังกฤษเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๘ ยาวนานถึง ๖๐ ปีเศษ ท่ามกลางความขมขื่นใจของคนพม่าทั้งชาติ และคนที่ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชจากอังกฤษ ก็ไม่มีใครเกินไปกว่า อู ออง ซาน ไปได้ เพราะสายเลือดพม่านั้นพันเปอร์เซ็นต์ คนพม่าเชื่อกันว่าฟ้าดินส่งเขามาเกิดเพื่อกู้เอกราชให้แก่ชาวพม่า ทั้งนี้ เพราะขณะที่เขาเกิด ชาติบ้านเมืองก็ตกอยู่ในอำนาจของอังกฤษโดยสิ้นเชิงแล้ว ขณะนั้นชาวพม่าถูกกดขี่ข่มเหง ถูกจำกัดลิดรอนเสรีภาพอย่างสุดจะทน ทุกคนปรารถนาอิสรภาพ ดิ้นรนให้รอดพ้นจากอำนาจผู้เข้ามาเป็นนายอย่างขนานใหญ่

อู ออง ซาน เริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมยกย่องจากเพื่อนร่วมชาติก็ตอนที่เข้าร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อขับไล่อังกฤษเมื่อสงครามเริ่มนี่แหละ

ญี่ปุ่นก็รู้ว่าอะไรเป็นความต้องการพม่าในขณะนั้น สุดยอดก็คือเอกราช คนพม่าปรารถนามันมานานแสนนานแล้ว ดังนั้น เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ามาเหยียบดินแดนพม่าได้ ญี่ปุ่นยังต้องการความร่วมมือจากชาวพม่า เพื่อขับอังกฤษในเอเชียอาคเนย์ ไม่มีอะไรดีไปกว่าคำว่า "เอกราช" โดยกล่าวว่า

"ในนามพระจักรพรรดิ เราขอรับรองว่าเราจะมอบเอกราชให้กับท่านในไม่ช้านี้"

คำกล่าวดังนี้พม่าทุกคนยินดีปรีดา บรรดาพรรคการเมืองและชาวพม่า ญี่ปุ่นกล่าวซ้ำๆ แล้วซ้ำอีก ชาวพม่าร่วมมือกับญี่ปุ่นทันที

อู ออง ซาน ได้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ส่วนหนึ่งเข้าเล่นการเมืองต่อสู้อังกฤษ ส่วนหนึ่งถูกส่งไปฝึกวิชาการทหารและการใช้อาวุธยังประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาไม่นานนักก็สำเร็จวิชาการทหารกลับมาพม่า ตั้งกองทัพขึ้นถ่ายทอดวิชาทหารให้แก่ประชาชนชาวพม่าในที่สุดกองทัพเล็กๆได้กลายเป็นกองทัพใหญ่ มีจำนวนมากมาย มีชื่อใหม่ว่า "กองทัพกู้เอกราชของพม่า" โดยการนำของ อู ออง ซาน นั่นเอง

กองทัพนี้มีความมุ่งหมายก็คือเอกราชของพม่า โดยจะร่วมกันขับไล่อังกฤษให้พ้นดินแดนพม่า แล้วพม่าก็จะเป็นอิสระไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครอีก

ส่วนญี่ปุ่นผิดหวังมาก เพราะเท่าที่สนับสนุน อู ออง ซาน ก็หวังว่าจะได้กำลังส่วนนี้เล่นงานอังกฤษ จนอังกฤษหมดอำนาจ เมื่อเหตุการณ์มิได้เป็นไปตามความมุ่งหมายของตน ญี่ปุ่นเปลี่ยนท่าทีใหม่ เลิกสนับสนุน อู ออง ซาน โดยสั่งปลดอาวุธกองทัพไม่สนับสนุน ออง ซาน ต่อไป แล้วหันมาสนับสนุนคนที่ตนพอใจขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลต่อไป และผู้ที่ญี่ปุ่นพอใจก็คือ ดร.บามอว์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค "พม่าใหม่" อันเป็นพรรคการเมืองที่สำคัญพรรคหนึ่งของพม่า

ดร.บามอทำตามประสงค์ของญี่ปุ่นอย่างรีบด่วนโดยจัดตั้งรัฐบาลขึ้น เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๘๙ และแล้วญี่ปุ่นก็ทำพิธีมอบเอกราชให้บรรดาประเทศที่เป็นมิตรกับญี่ปุ่นในเวลานั้น พร้อมประกาศรับรองรัฐบาลพม่าของดร.บามอว์ทันที

มาถึงตอนนี้ดูเหมือนอะไรๆในพม่าจะดีขึ้น แต่!

ภายหลังที่ญี่ปุ่นมอบเอกราชให้พม่าแล้ว แทนที่ทุกอย่างจะดีขึ้นโดยคนพม่า มีสิทธิเสรีภาพทุกอย่างเต็มเปี่ยม เยี่ยงประเทศเอกราชอื่นๆ กลับตรงกันข้ามญี่ปุ่นบีบบังคับให้รัฐบาลพม่าของดร.บามอว์ปฏิบัติทุกอย่างตามที่ญี่ปุ่นต้องการตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นสิทธิเสรีภาพยังถูกจำกัดมากขึ้นกว่าตอนที่อังกฤษอยู่ เข้าทำนองหนีเสือปะจระเข้

คราวนี้พม่าผู้ผิดหวังต้องดิ้นรนสู้ต่อไป โดยหาทางสลัดแอกยังไม่พอ ยังต้องต่อต้านญี่ปุ่นอีกด้วย

อู ออง ซาน ผู้ถูกปลดอาวุธได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าในการต่อสู้กับอำนาจญี่ปุ่น มองไม่เห็นใครเป็นที่พึ่งได้ในยามนี้นอกจากอังกฤษ เขาพาสมัครพรรคพวกหลบหนีเข้าป่าสูงแล้วกลับไปพึ่งอังกฤษใหม่

ขณะนั้น ลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตแตน เป็นแม่ทัพใหญ่อังกฤษทางเอเชียอาคเนย์ ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่อินเดีย อู ออง ซาน ได้พาพรรคพวกไปติดต่อกับแม่ทัพใหญ่โดยมีสัญญาต่อกันว่า ขอให้ อู ออง ซาน ร่วมมือกับอังกฤษต่อต้านญี่ปุ่นจนถึงที่สุด เมื่อได้ชัยชนะแล้วจะพิจารณาให้เอกราชอย่างสมบูรณ์แก่พม่า และในการต่อสู้กับญี่ปุ่น อังกฤษจะให้อาวุธทุกชนิด อู ออง ซาน ตกลง

จากนั้นการต่อต้านญี่ปุ่นของ ออง ซาน และชาวพม่าโดยมีอังกฤษสนับสนุนก็เริ่มขึ้น

ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ญี่ปุ่นยอมแพ้ สงครามสงบ อังกฤษกลับมาพม่าในฐานะผู้มีชัย การกลับมาคราวนี้อังกฤษรู้ดีว่า สัญญาที่จะให้เอกราชแก่พม่านั้นยากที่จะปฏิเสธได้เพราะอย่างน้อยที่สุด พวกกองทัพกู้ชาติของ อู ออง ซาน ก็มีส่วนช่วยในการต่อต้านญี่ปุ่นอย่างเข้มแข็ง ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่ญี่ปุ่นมอบเอกราชให้พม่า พม่าก็ได้แตะสัมผัสรสชาติของเอกราชแล้ว

ดังนั้น เมื่อได้จัดการกับรัฐบาล ดร.บามอว์ หุ่นเชิดของญี่ปุ่นแล้ว อังกฤษก็นำประเด็นปัญหาเรื่องเอกราชขึ้นมาพิจารณาทันที

เซอร์เรยินัลด์ สมิธ เป็นผู้แทนฝ่ายอังกฤษ อู ออง ซาน เป็นผู้แทนฝ่ายพม่า ในการเจรจาเรื่องปัญหาเอกราชครั้งนี้ ต้องล้มเหลวลงเพราะ อู ออง ซาน ไม่ยอมวางอาวุธ อังกฤษจึงหันมาสนับสนุน อู ซอ ผู้เคยเป็นหุ่นเชิดของตนให้จัดตั้งรัฐบาล แต่ อู ซอ ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนชาวพม่าเหมือน อู ออง ซาน การหักหน้า อู ออง ซาน ครั้งนี้ จึงไม่เป็นผลสำเร็จในที่สุด

เซอร์สมิธหันกลับมาเจรจากับ อู ออง ซาน ใหม่ คราวนี้เป็นทีของ อู ออง ซาน เขายืนกระต่ายขาเดียว

"ต้องมอบเอกราชให้พม่าโดยเร็วและปราศจากเงื่อนไข"

โดนเข้าอย่างนี้ท่านเซอร์สมิธถึงกับอึ้งไม่พูดอะไรต่อ เก็บเรื่องเอกราชเข้าแฟ้มจวบจนกระทั่งวาระอันเป็นโชคดีของพม่ามาถึง นั่นคืออังกฤษเปลี่ยนรัฐบาลใหม่โดยนายแอตลี่แห่งพรรคเลเบอร์ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษและเซอร์สมิธ ข้าหลวงคนเก่าถูกปลด เซอร์ฮิวเบิร์ตแลนด์มาเป็นแทน
แอตลี่ นายกรัฐมนตรีต้องการตัดปัญหาความยุ่งยาก ได้เชิญ อู ออง ซาน ไปเจรจาเรื่องเอกราชของพม่าที่กรุงลอนดอน อังกฤษทันที

นโยบายของแอตลี่ผิดกับเซอร์สมิธ แทนที่แอตลี่จะพูดเรื่องการปลดอาวุธอย่างขอเสนอครั้งก่อนซึ่ง ออง ซาน ปฏิเสธ เขากลับไม่สนใจในวิธีเดิมๆ แอตลี่ใช้วิธีมอบเอกราชให้พม่า เป็นขั้นเป็นตอน ซึ่ง อู ออง ซาน ก็เห็นด้วย ทั้งสองได้ตกลงลงนามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๐

เมษายน ๒๔๙๐ พม่าได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น ผลปรากฏว่าพรรคพม่าอิสระของ อู ออง ซาน มีชัยในการเลือกตั้งอย่างงดงาม เพราะได้ที่นั่งในสภาทั้งหมด ๑๗๓ ที่นั่งในจำนวน ๒๓๔ ที่นั่ง

แต่แล้ว! การร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ทันเสร็จ ประชุมกันมาได้ ๓ เดือน เดือนที่ ๔ เพิ่งจะเริ่ม อู ออง ซาน หัวหน้าคณะกู้ชาติก็ถูกสังหารด้วยน้ำมือของอูซอศัตรูคนสำคัญของเขา

การมอบเอกราชให้แก่พม่าก็เกิดขึ้นตามข้อตกลงตามที่แอตลี่- อู ออง ซาน สัญญามอบเอกราชได้ลงนามกันในวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๔๙๐ และถือวันประกาศเอกราชของชาติพม่าเป็นวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๑

ความหวัง การดิ้นรนของชาวพม่า เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชสมบูรณ์ ได้สิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม แต่น่าเสียดายที่พม่าไม่มี "อู ออง ซาน" ในวันแห่งความสำเร็จนี้ด้วย เขาเสียชีวิตเมื่อมีอายุเพียง ๓๒ ปี แต่สิ่งสำคัญคือเขาได้ทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขที่เป็นความหวังของชาวพม่าไว้ด้วย นั่นคือ นางออง ซาน ซูจี ผู้นำการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าในวันนี้