60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ไทยเที่ยวพม่า
วิถีไทย-วิถีอาเซียน

"ไทยเที่ยวพม่า เป็นเรื่องที่คนไทยไปเที่ยวชมบ้านเมืองพม่าแล้วมาเล่าสู่กันฟัง เลียนแบบชื่อเรื่อง ไทยรบพม่า ที่อ่านมาเด็กๆจนขึ้นใจ ลองนึกดูเห็นว่าการที่ประเทศจะเป็นมิตรหรือเป็นข้าศึกกันนั้นก็ย่อมมีเหตุปัจจัยอันมีองค์ประกอบต่างๆ ถ้าผลประโยชน์ความต้องการขัดแย้งกันอาจเป็นอริรบพุ่งกันได้ ถ้าเหตุปัจจัยเกื้อกูลกันก็จะเกิดความเป็นมิตร ถ้าเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไป รูปแบบความสัมพันธ์ก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย พม่าและไทยเป็นตัวอย่างที่ดี แม้เคยเป็นคู่สงครามกันมาก่อน บัดนี้ก็เป็นไมตรีต่อกัน ตลอด 10 วัน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศมีความคล้ายคลึงกัน ประชาชนก็คล้ายๆกัน จึงควรที่จะร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติสุข ความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศและทั้งภูมิภาค เรื่องสงครามในอดีตก็ฟังระลึกไว้เพียงเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้สำนึก ตระหนักถึงความยากลำบากของบรรพบุรุษที่ได้ธำรงรักษาแผ่นดินไว้เป็นที่อยู่อาศัยของเราจนทุกวันนี้เท่านั้น...."

จากพระดำรัสตอนหนึ่งที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเขียนถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนประเทศพม่าตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ ท่านอู เนวิน ประธานโครงการสังคมนิยมพม่าเป็นเวลา 11 วัน เริ่มจากวันศุกร์ที่ 21มีนาคม พ.ศ.2529-วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2529โดยมีรับสั่งว่า เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นประเทศนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ไทยมีพรมแดนติดกับพม่ามากกว่าประเทศอื่นๆ ก็ไม่เคยได้ไปเที่ยวฝั่งพม่าเลย ได้แต่อ่านหนังสือต่างๆเกี่ยวกับพม่าซึ่งส่วนใหญ่จะว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม จึงทราบว่าพม่ามีสิ่งที่น่าดูชมอย่างมาก

ทรงพระนิพนธ์ไทยเที่ยวพม่าเป็นจดหมายถึงเพื่อนรุ่นน้องชื่อหญิง บันทึกการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆในประเทศพม่าโดยใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินประมาณ 50 นาที ทันทีที่ถึงสนามบินมิงคลาดอน นายอู หม่อง ข่า นายกรัฐมนตรีพม่าและรัฐมนตรีอีกหลายคนพร้อมภริยา ได้ให้การต้อนรับและกราบทูลเชิญเสด็จฯไปยังบ้านพักรับรอง ทรงมีความรู้สึกว่าเส้นทางไปยังบ้านพักรับรองนั้นเหมือนถนนเชียงใหม่-ลำพูน สองข้างทางมีต้นก้ามปู มีร้านขายของพื้นเมืองและร้านอาหาร ผ่านวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ทอดพระเนตรบ้านเมืองมีรถไม่มากนัก แต่รถเมล์แต่ละคันแน่นกว่าบ้านเรา เวลารถจอดตรงไหนคนที่อยู่ตอนท้ายรถเมล์จนเมื่อยแขนเมื่อยขาจะต้องลงมายืนที่ถนนประมาณสิบคน

เมื่อ ทรงเข้าที่ประทับรับสั่งถึงห้องพักว่า กว้างขวางดีระเบียงเปิดประตูทอดพระเนตรเห็นทะเลสาบ มีทั้งเครื่องปรับอากาศและพัดลม ทรงเปิดหน้าต่างให้อากาศธรรมชาติเข้ามาเพราะรู้สึกสบายกว่า ทอดพระเนตรที่ผนังมีรูปภาพติดฝาผนังสองรูป รูปหนึ่งเป็นผู้หญิงดีดพิณพม่าเรียกว่าซองเกาะ อีกรูปเป็นรูปหุ่นพม่า ที่โต๊ะเครื่องแป้งมีของใช้หลายอย่าง เช่น แป้งผัดหน้าพม่าที่เรียกว่าทานาคา ปกติเป็นท่อนไม้ต้องเอามาฝนกับน้ำทา สมัยนี้มีของสำเร็จรูปเป็นแป้งน้ำขวด ทาได้เลย รับสั่งถึงอาหารกลางวันมื้อแรกว่า เก็บเมนูมาฝากแต่คงอ่านไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาพม่า มีแกงส้มใบมะขาม กุ้ง กะหรี่ไก่ ถั่วผัด น้ำพริกพม่ารับประทานกับผักดอง สถานทูตทำเกาเหลาแห้งกับพล่ากุ้งมาสมทบ ของหวานเป็นขนมคล้ายขนมหม้อแกงของไทย ทรงเล่าว่าเจ้าหน้าที่ให้บริการอย่างดีไม่ปล่อยให้อะไรพร่องเลย เติมตลอด จึงฉลองศรัทธาเพื่อสัมพันธไมตรีอันดีงามด้วยการเสวยเสีย 3 จาน รับสั่งด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า ดูพม่าตกใจเหมือนกันคงจะคิดว่ากองทัพปาทังก้าจากเมืองไทยมากินข้าวของเขาหมด เพราะไม่ใช่พระองค์คนเดียวที่เสวยได้มาก รับประทานมากกันทั้งขบวนตามเสด็จเลย

วันรุ่งขึ้นในตอนเช้า เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระเจดีย์ชเวดากองโดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศาสนาให้การต้อนรับ มีรับสั่งว่า เป็นช่วงเทศกาลฉลองพระเจดีย์พอดี มีงานวัดขายของเหมือนงานวัดบ้านเรา แต่จะมีการนิมนต์พระจากวัดต่างๆ9วัด 108รูปมาสวดพระสูตรองค์ละ2ชั่วโมง ผลัดกันโดยไม่หยุดรวม 216 ชั่วโมง ทำเช่นนี้ทุกปี ทรงรับสั่งว่าโชคไม่ดีไม่ได้ทอดพระเนตรเจดีย์ทั้งองค์เพราะเป็นช่วงซ่อมปิดทองใหม่ทุก4ปี เนื่องจากหน้าฝนที่ย่างกุ้งฝนตกหนักมาก จึงชะล้างทองที่ปิดไว้เสียหายไปมาก ที่นี่ยังมีระฆังศักดิ์สิทธิ์ตีระฆัง 3 ครั้งแล้วอธิษฐานขออะไรก็ได้จะได้รับพรสมปรารถนา ทรงตีระฆังแต่นึกไม่ออกว่ามีพระราชประสงค์อะไร พวกพม่าจึงกราบทูลว่าเอาไปคิดทีหลังก็ได้ หลังจากนั้นได้สรงน้ำพระปางมารวิชัยมีงูอยู่ที่ฐานตามวันประสูติ และทำพิธีบริจาคแผ่นทองคำเปลว ซึ่งเชื่อกันอีกว่าได้บุญแรง

การเสด็จฯไปทรงเยือนพม่าครั้งนี้ นอกจากเมืองย่างกุ้งแล้วได้มีโอกาสเสด็จฯเมืองมัณฑเลย์ และเมืองพุกาม ที่เมืองมัณฑเลย์เสด็จฯไปทอดพระเนตรบ้านพักคนชราที่พุทธบริษัทเป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้นเพื่อรับคนชราทุกศาสนามาพักโดยไม่เสียเงินเลย ทรงได้รับการถวายของว่างขนมพม่า เรียกว่า ลาเปต คล้ายใบชาดองหรือใบเมี่ยงต้ม คลุกกับเครื่องหลายอย่างเช่น กุ้งแห้งป่น กระเทียม มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสง ถั่วแป๊ะยี และได้ทดลองเสวยหนอนคั่วตัวเล็กๆ ที่มาจากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้วในแถบมัณฑเลย์ด้วย เสร็จแล้ว เสด็จฯไปทอดพระเนตรระฆังที่ใหญ่และตีดังที่สุดในโลก น้ำหนัก 9 ตัน สร้างโดยพระเจ้าปดุง มีผู้เล่าว่าข้างในมีทรัพย์สมบัติมหาศาลและไม่มีใครเข้าไปเอาได้ ทั้งยังเสด็จฯไปทรงเยี่ยมชมชเวนันดอจองหรือที่เรียกว่า ตำหนักทองซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระเจ้ามินดง ครั้นสวรรคต พระเจ้าสีป่อให้รื้อถวายวัดไป เป็นพระตำหนักไม้สลักทั้งหลัง แต่ลวดลายตะวันตก ฝีมือดีมาก จากนั้นยังได้ทอดพระเนตรวัดกุโสดอ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระเจ้ามินดงทรงให้สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 ต่อด้วยวัดเจาดอจี แล้วทอดพระเนตรโรงเรียนนาฏศิลป์และช่างศิลป์ด้วย เมื่อเสด็จฯไปที่วัดพระมหามัยมุนี ซึ่งมีเครื่องบูชา 6 รูป เป็นรูปช้างเอราวัณ รูปทวารบาล 2 รูป สิงห์ 3 ตัว มีหมอถวายคำแนะนำให้พระองค์ลูบจมูกสิงห์จะได้หายประชวรจากโรคคัดจมูก ทรงลูบจมูกสิงห์ แล้วรับสั่งในเวลาต่อมาด้วยพระอารมณ์ขันว่าตอนนั้นยังคงสบายดี แต่พอกลับถึงที่ประทับทรงคัดจมูกขึ้นมาทันที สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสว่าทรงประทับใจเมืองมัณฑเลย์มาก เพราะดูสวย ร่มรื่น และเป็นแบบเก่าๆดี

ที่เมืองพุกาม ได้ทอดพระเนตรเจดีย์พม่าเริ่มจากชเวซิกอนซึ่งอยู่ในระหว่างการบูรณะซ่อมแซมเหมือนชเวดากอง จากนั้นทอดพระเนตรเจดีย์อื่นๆจนครบ 9 เจดีย์ กินเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ทั้งคนดูและคนนำอ่อนเปลี้ยกันไปตามๆกัน มีรับสั่งเล่าว่าเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ชอบเสด็จฯไปเที่ยวตามวัดเพื่อดูภาพฝาผนัง เป็นขุนหลวงหาวัด แต่ไม่ได้ไปหาวัดฟังธรรมะ กลายเป็นหาวัดดูศิลปะ ในระยะหลังพระองค์ไม่สู้จะมีเวลาทัวร์อย่างสมัยก่อนจึงทรงเห็นว่าการเสด็จฯไปทรงเยือนพม่าเป็นโอกาสดีของพระองค์ สถานที่บางแห่งเพิ่งบูรณะเสร็จ ยังไม่มีใครมาชม จึงได้ทอดพระเนตรมากกว่าคนอื่น ทรงประทับใจกับการต้อนรับที่เอาใจใส่พระองค์เป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่พม่านำไปดูสถานที่ทุกแห่งที่มีพระราชประสงค์ แม้แต่ที่พุกามซึ่งเป็นสถานที่กันดารเจ้าหน้าที่ยังอุตส่าห์มีแก่ใจไปถากถางทางให้ ที่เมืองพุกาม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงใช้เวลาหมดไปกับการเยี่ยมชมเจดีย์ต่างๆมากมาย สมกับพระราชประสงค์ที่จะมาดูเมืองเจดีย์ แต่ได้มีโอกาสตีระนาดพม่าด้วย รับสั่งว่าระนาดพม่าไม้ตีสั้นเล็กจับไม่ถนัด และต้องนั่งม้านั่งตีเพราะรางสูง ผืนระนาดบางกว่าระนาดไทย แต่เสียงเหมือนกัน

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังเมืองหงสาวดีหรือพะโค คนพม่าเรียกเหมือนคนไทย แต่ฝรั่งเรียก Pegu ทอดพระเนตรพะโคเป็นเมืองที่มีนาจำนวนมาก มีความอุดมสมบูรณ์ดี ขณะนั้นไม่ใช่ฤดูทำนาจึงปลูกพืชอื่นสลับ ได้แก่ กล้วย เมื่อรถยนต์พระที่นั่งข้ามสะพานข้ามแม่น้ำพะโค เข้าเขตมณฑลพะโค เป็นเขตปลูกแตงโมกลมๆลายๆ ปลูกกันเต็มนา และมีขายในเพิงข้างถนน ทั้งแบบสีแดงและสีเหลือง จากนั้นเสด็จฯพระมุเตา ต่อด้วยการทอดพระเนตรดูพระนอนใหญ่ยาว 180 ฟุต ทำด้วยอิฐถือปูน ซึ่งเคยถูกทิ้งรกรากในช่วงเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งอังกฤษจะสร้างทางรถไฟผ่านพะโค ผู้รับเหมาชาวอินเดียขุดดินพบพระพุทธรูปเข้าจึงทำการบูรณะสร้างโครงหลังคาเหล็กคลุม

วันสุดท้ายในการเสด็จฯไปทรงเยือนพม่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ย่างกุ้งซึ่งแสดงวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆอย่างหลากหลาย เมื่อได้เวลาจึงเสด็จฯกลับที่ประทับ ในช่วงท้ายของการเสด็จฯไปทรงเยือนพม่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสวยไม่ค่อยได้ มีอาการประชวรอยู่บ้าง แต่ในวันนี้กลับมาเสวยพระกระยาหารได้ รับสั่งอย่างทรงพระเกษมสำราญว่า มีขนมเค้กที่พวกพม่าเขาฉลองวันเกิดให้พระองค์ล่วงหน้าด้วย ทรงตัดเค้กแจกทุกคนเป็นของหวาน และทรงอวยพรวันเกิดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งที่บังเอิญเกิดวันเดียวกับพระองค์ แต่อ่อนกว่าหนึ่งปีด้วย หลังจากนั้นสถานทูตมาถวายของที่ระลึกและทรงฉายพระรูปร่วมด้วย ทรงมีโอกาสพบกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าอีกครั้ง จากนั้นทรงพบกับประธานาธิบดีเนวิน และสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้เวลาจึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามบินเพื่อประทับเครื่องบินเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้ทรงมีบันทึกว่า ก่อนเสด็จฯไปทรงเยือนพม่าครั้งนี้พระสหายได้สั่งเสียให้พระองค์ถ่ายรูปสไลด์มามากๆ ฉะนั้นจึงถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ รวมทั้งหมดได้ 2,000 กว่ารูป เท่าที่เคยถ่ายมีประมาณ400-500รูปเท่านั้น จึงมีพระราชดำริให้เอาภาพมาต่อกันเป็นโมเสก เพื่อให้รูปแบบหนังสือเกิดความเคลื่อนไหวเป็นจังหวะสลับกับเนื้อหาเป็นตอนๆ และภาพที่ออกแบบทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับเนื้อหา แต่ทรงยอมรับว่าข้อที่ยากก็คือ รูปที่ถ่ายมาแม้จะชัดแต่ไม่ได้วางแผนไว้เพื่อใช้ในงานพิมพ์หนังสือโดยเฉพาะ จึงต้องมาคัดเลือกกันมาก ทำให้เสียเวลาอยู่สักหน่อย แต่โดยส่วนพระองค์ทรงรู้สึกพอใจกับผลงานที่ออกมา

ไทย-พม่าเคยทำสงครามสู้รบกันมาอย่างยาวนานในอดีต แต่ปัจจุบันด้วยสายสัมพันธ์ที่ได้รับการเจริญไมตรีต่อกันในทุกระดับ โดยเฉพาะจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยที่ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้เกิดความแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศเป็นไปด้วยดีตลอดมา